สื่อการเมือง

ไม่บ่อยนักที่ผมจะcopyข้อความจากที่ไหนมาลงให้อ่านกัน เหมือนทุ่นเวลาการเขียนบล็อกไปในตัว แต่อารมณ์นี้อยากเอาเรื่องนี้มาแปะไว้ เพื่อชักชวนผู้สนใจการเมือง (จะแบบเข้มข้น หรือเบาบางก็ตาม) ให้ลองฟังเสียงนักข่าวฝรั่งว่าเขาก็โต้แย้งกันอย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน และชาวบ้านอย่างเราๆ ควรจะเปิดหูเปิดตาให้รอบด้านมากขึ้น

นักข่าวผู้ดีแฉ “เดอะ ไทม์ส” มีนอกมีในกับทักษิณ

คมชัดลึก : ข่าวอิสระประจำประเทศไทย เขียนคอลัมน์ให้ นสพ.เดอะ ไทม์ส วิเคราะห์ “ทักษิณ” ไม่ใช่นักประชาธิปไตย แต่เป็นเพื่อนนายทหารผู้ปกครองพม่าที่ไร้เมตตา และจะไม่มีวันเห็น “ทักษิณ” สนับสนุนประชาธิปไตย

นายแอนดรูว์ ดรัมมอนด์ ผู้สื่อข่าวอิสระ ชาวอังกฤษ ประจำประเทศไทยและประเทศในอาเซียน ซึ่งเคยเขียนคอลัมน์ให้หนังสือพิมพ์เดอะ ไทม์ส ได้วิเคราะห์ข่าวการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของนายริชาร์ด ลอยด์ แพรรี นักข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ ไทม์สของอังกฤษ เอาไว้ในบล็อกของตัวเองว่า “เดอะ ไทม์ส” ได้ใช้บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เป็นตัวสื่อไปสู่สถานการณ์ และความสัมพันธ์บางอย่าง แล้วนำเอาสิ่งเหล่านี้มาเขียนเป็นข่าว โดยเขาไม่อยากจะเรียกว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด แต่เจตนาของเดอะ ไทม์ส นั้นได้รับการยืนยันจากรายงานข่าวที่ติดตามมาในภายหลังของริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี ซึ่งพาดหัวว่า “การสัมภาษณ์ที่หาญกล้าทำลายข้อห้ามของราชวงศ์ไทย”

นายแอนดรูว์ บอกว่า นายแพร์รีได้เข้าสัมภาษณ์โดยมีการอัดเทปเอาไว้ด้วย และเนื้อหาของบทสัมภาษณ์นั้นเห็นได้ชัดว่า ทีมงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นฝ่ายจัดเตรียมมา และพ.ต.ท.ทักษิณ ก็มาให้สัมภาษณ์ด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง และคาดหวังว่าจะได้ข้อได้เปรียบทางการเมืองบางอย่างจากการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้

นายแอนดรูว์ บอกว่า ตนสังเกตเห็นมาโดยตลอดว่า นายแพร์รี ที่สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เป็นผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ทั้งยังบอกด้วยว่า แพร์รี ซึ่งอาศัยอยู่ในโตเกียวนั้น ไม่เคยมาอยู่ภายใต้การปกครองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนักข่าว หรือเผชิญกับเรื่องต่างๆ อย่าง “การทำสงครามกับยาเสพติด” การกดขี่ข่มเหงสื่อ หรือแม้แต่มาอยู่ที่สโมรสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย

นายแอนดรูว์ กล่าวด้วยว่า ความเป็นไปได้ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาในคดีอาญาที่เขาได้รับนั้น ไม่ค่อยได้เป็นที่ตระหนักเท่าไรนักจากเดอะ ไทม์ส ซึ่งมองว่าแค่ข้อเท็จจริงที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ  ได้รับการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยก็ดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับพวกเขาแล้ว
 
“ผู้นำที่ได้รับเลือกมาตามระบอบประชาธิปไตยก็สามารถมีเจตนาของตัวเองแบบฮิตเลอร์ได้ ผมไม่รู้จะไปบอกใครว่า  พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นไม่ใช่นักประชาธิปไตย หรือเป็นคนของประชาชนเหมือนเช่นที่เขาพูดถึงตัวเองเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ แถม พ.ต.ท.ทักษิณ ยังยอมรับอีกด้วยว่าตัวเองมีความคล้ายคลึงกับนางออง ซาน ซูจี ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณนั้นเป็นเพื่อนกับบรรดานายทหารผู้ปกครองพม่าที่ไร้เมตตา ซึ่งเป็นคนที่ทักษิณทำธุรกิจด้วย ดังนั้น คุณจะไม่ได้เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ตะโกนสนับสนุนประชาธิปไตย และนางออง ซาน ซูจีเลย” นายแอนดรูว์ กล่าว

ที่มา : http://www.komchadluek.net/detail/20091119/37854/นักข่าวผู้ดีแฉเดอะไทม์สมีนอกมีในกับทักษิณ.html

 

เผยแพร่ใน:  on พฤศจิกายน 19, 2009 at 4:45 am ความเห็น (2)

สองพันสิบสอง

ช่วงนี้หนังชนโรงรอคิวให้ไปดูทุกสัปดาห์ ไม่ได้ว่างเว้นเลย ไล่ตั้งแต่ รถไฟฟ้าฯ เรื่อยมาจนถึง New Moon ที่จะต้องพาน้องปลาไปดูอีกแล้ว มีช่วงก่อนหน้านั้นอีก ตอนที่ไข้หวัดใหญ่ระบาดก็ยังอุตส่าห์ไปดูกัน ผมกับน้องปลาต้องใส่หน้ากากอนามัยเข้าโรงหนัง ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าจะถ่ายรูปเก็บไว้นะ ให้ลูกหลานได้ดูว่าในยุคเราเคยต้องทำอะไรตลกๆอย่างงี้มาแล้ว (เออ…ว่าแต่รุ่นลูกเราอาจยิ่งกว่านี้ก็ได้นิ)

นี่เพิ่งไปดู 2012 มาครับ ตอนดูรู้สึกน้องปลานั่งนิ่งผิดสังเกต ก็นึกว่าหลับ เหมือนตอนที่ดู This Is It ผมดูอย่างมีความสุข แต่เธอหลับๆตื่นๆ เลยนึกว่าเรื่อง 2012 จะหลับอีก แต่พอสะกิดๆ เธอกระแทกกลับมาบอกว่าคนกำลังตั้งใจดูอย่ากวน กลายเป็นว่าอินผิดคาดครับ ปกติถ้าไม่ใช่หนังการ์ตูนแอนนิเมชั่น ก็ไม่เคยเห็นเธอจะอินกับแนวอื่นเลยโดยเฉพาะแนววินาศสันตะโรอย่างนี้

พูดถึง 2012 ถ้าดูเอาสนุกก็ถือว่าใช้ได้ล่ะ อาจมีอะไรตะหงิดๆอยู่บ้างตรงที่อเมริกาเป็นผู้นำโลกอีกแล้ว ทำไมจีนต้องไปร่วมมือกับอเมริกาด้วย ซึ่งตามท้องเรื่องมันไม่มีเวลาสำหรับจะเกลี้ยกล่อมกันด้วยซ้ำ จีนคงจะต้องเชื่ออเมริกาทันทีแล้วยอมให้อเมริกานำหน้า นี่ยังไม่รวมการดำเนินโครงการด้วยเวลาอันน้อยนิด แต่ตรงนี้พอจะเข้าใจว่า หนังสามารถสมมุติเวลาย้อนหลังไปได้หลายๆปี ก็แค่ใส่ตัวเลข ค.ศ.ลงไป แต่ที่กำหนดให้เริ่มเรื่องที่ปี 2009 เพราะอยากให้คนดูรู้สึกว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันและเหลือเวลานับถอยหลังอีกไม่เท่าไหร่แล้ว

ที่เบื่ออยู่อย่างคือ พ่อผู้ล้มเหลว(ในชีวิตครอบครัว) ต้องมารับบทฮีโร่พาลูกๆและอดีตภรรยาหนีตาย อะไรเทือกนี้มันมีให้เห็นมาเยอะแล้ว ถ้ามีไอเดียใหม่ๆก็น่าจะดีหรอก

มีฉากเล็กๆที่ดูไม่สลักสำคัญอะไร เพราะไม่ได้ทำให้หนังสนุกมากขึ้นหรือน้อยลง จะดูผ่านๆไปโดยไม่คิดอะไรก็ได้ แต่ผมดูแล้วมันแหม่งๆ คือฉากพระธิเบตสอนลูกศิษย์ที่กำลังตื่นข่าวภัยพิบัติ โดยเตือนศิษย์ว่าอย่าเชื่อข่าวลือโดยไม่ได้ไตร่ตรองซะก่อน (คงหมายถึงหลักกาลามสูตร) จากนั้นพระอาจารย์ก็ใช้วิธีแบบเซน โดยเทน้ำชาใส่ถ้วยจนล้น ให้ศิษย์ได้ฉุกคิดว่า การที่มีความคิดอยู่เต็มหัวนั้น จะทำให้คิดอะไรไม่ออก จะต้องทำใจให้ว่างเหมือนถ้วยเปล่า ปรากฏว่าคำสอนในฉากสั้นๆนี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับท้องเรื่องเลย เหมือนกับหนังสรุปว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ คำสอนของศาสนาพุทธไม่ช่วยอะไรเลย หรือแม้แต่พระเจ้าเองก็ไม่ช่วย คนที่เป็นพระเอกในสถานการณ์นี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์

มันตลกน่ะครับ เหมือนกับการหักล้าง “ความจริง” ด้วย “เรื่องสมมุติ”

ถึงแม้หนังจะพยายามอ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ แต่ก็แค่สมมุติสถานการณ์ขึ้นมา นี่เอาเรื่องสมมุติมาหักล้างพระธรรมซะแล้ว ถ้าเกิดว่าอยู่ต่อไปจนสิ้นปี 2012 แล้วไม่มีภัยพิบัติล่ะ แสดงว่าคำสอนของพระธิเบตที่ว่าอย่าเชื่อข่าวลือโดยไม่ไตร่ตรองก็ถูกต้องน่ะซิ่ แล้วทีนี้จะทำหนังตำหนิพวกตื่นตูมออกมาด้วยดีมั้ย

ถ้าไม่พูดเรื่องสมมุติ เอาความจริงที่เป็นอยู่ โลกที่ร้อนอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรอกหรือ? และในสถานการณ์จริงนี้ ผมว่าพระธรรมนั่นแหละคือพระเอกครับ…

เผยแพร่ใน:  on พฤศจิกายน 17, 2009 at 4:28 am ความเห็น (4)

ทดสอบญาณวิถี

ไม่ค่อยสะดวกอัพบล็อกทำให้เว้นไปนานหน่อย เลยเกิดความคิดขึ้นว่า ถ้ามีประเด็นอะไรจะเขียน ก็ลงมือเขียนแบบรวบรัดไปเลยดีกว่าไม่ต้องพิถีพิถันมาก อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน อันนี้สอดคล้องกับช่วงนี้ที่ ดาวอังคาร ย้ายเข้า ราศีกรกฎ ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และจะอยู่ที่กรกฎไปนานถึง 8 เดือน ถือว่าผิดปกติอย่างมาก แต่ทำไงได้ ยังไงดาวอังคารก็จะเดินวนเวียนอยู่ในบ้านกรกฎอีกหลายเดือน ตามคติของผม อะไรใช้สอยให้เป็นประโยชน์ได้ก็ควรจะใช้มัน ใครจะยืมไปใช้ก็ได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็น ดาวเสาร์ ดาวราหู หรือดาวอังคาร หากดวงไหนย้ายเข้ามาหาคุณก็ให้เอามันมาใช้ประโยชน์ หาแง่ดีของมันให้เจอ อย่ามัวแต่กลัวผลเสียของมัน จะกลัวไปทำไมก็ไม่รู้เนอะ ดาวก็โคจรไปๆมาๆอยู่ในชีวิตเรานี่แหละ ไม่หลุดวงโคจรไปไหนหรอก

ดาวอังคารท่านว่าให้ทายความกล้า ความขยัน ดังนั้นช่วงนี้ผมเลยทำตัวแอคทีฟ ใครใช้งานไหว้วานอะไรจะไม่บ่นไม่หงุดหงิด โดดเข้าไปทำมันให้สำเร็จเสร็จสิ้นเลย เพราะถือว่าหากได้อยู่ว่างๆคงจะผิดวิสัยพระอังคารเป็นแน่แท้ ร่างกายสังขารก็เหมือนกัน ช่วงนี้จะไม่อยู่นิ่งๆเฉยๆ เพราะผิดธรรมชาติอังคารท่าน ต้องพยายามหาเรื่องเหน็ดเหนื่อย ออกกำลังกาย เดินเหินไกลๆ หอบหิ้วของหนักให้เลือดลมสูบฉีดถึงจะเหมาะ หากมัวทำตัวเซื่องซึมไม่ยอมเหนื่อยจะพาลให้เจ็บป่วยง่าย

เข้าเรื่องวันนี้ดีกว่า หยอดค้างไว้ว่าจะพูดถึงไพ่ที่หยิบไว้ตอนไปเที่ยวจังหวัดน่าน เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ…

ก่อนไปเที่ยวน่านผมได้หยิบไพ่ 3 ใบถามถึงการเดินทางไปว่าเป็นอย่างไร เมื่อหยิบแล้วก็ยังไม่หงายไพ่ดู แต่เก็บมันเอาไว้ก่อน ตั้งใจว่ากลับจากเที่ยวแล้วจะเปิดดูว่าเราหยิบได้ไพ่อะไรบ้าง วิธีนี้เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ขอแนะนำให้ผู้ศึกษาทาโรต์ลองปฏิบัติกันดู

มันใช้ตรวจสอบความแม่นยำของหน้าไพ่ได้ดีทีเดียวล่ะ

ลองนึกดูว่าถ้าก่อนเดินทาง ผมได้เห็นหน้าไพ่ 3 ใบซะแล้ว ระหว่างเดินทางผมก็อาจดำเนินชีวิต หรือมีความรู้สึกนึกคิดไปตามหน้าไพ่ที่เห็น เช่นถ้าเห็นไพ่ร้าย ผมอาจจะหมดสนุกตั้งแต่แรก หรือหวาดกลัวต่างๆนาๆจนไม่ยอมแวะไปเที่ยวไหน ไม่อยากเสี่ยงภัยอันตราย พูดง่ายๆคือถูกหน้าไพ่กำหนดชีวิตโดยไม่รู้ตัว ซึ่งยังงี้ก็ไม่อาจจะนับได้ว่าเราหยิบไพ่แม่น

แต่หลังจากประสบเรื่องราวต่างๆ และกลับมาหงายไพ่ที่ได้หยิบไว้ล่วงหน้า สิ่งที่เห็นจะทำให้เราทึ่งและเชื่อมั่นในความแม่นยำของไพ่ ยิ่งถ้ารีดเดอร์คนไหนกำลังขาดความมั่นใจ รู้สึกว่าไพ่ชักจะทายอนาคตไม่ได้ซะแล้ว มีแต่อ่านจิตใจ อ่านแต่อดีตและปัจจุบัน ก็ขอให้ลองนำเทคนิคนี้ไปฝึกฝนบ่อยๆจะช่วยได้มากครับ ขอให้ดูตัวอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติม

threecards

ผมใช้ไพ่ชุด Lo scarabeo Tarot หยิบได้ 1.Seven of Cups 2.The Hermit 3.Four of Cups

ระหว่างเที่ยวนั้นยังไม่ได้เห็นหน้าไพ่ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกขัดเคืองอารมณ์ เพราะการไปกับพ่อ และน้องปลา มันจะกินจะอยู่ตามใจเราไม่ได้ ต้องแคร์ความต้องการของพ่อด้วย แผนการที่กำหนดไว้ในใจหลายอย่างต้องเปลี่ยนแปลงกระทันหัน แต่ก็ได้เกิดสิ่งใหม่ๆที่ไม่คาดคิดมาทดแทนเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ในจังหวะขัดแย้งอยู่ในใจนั้น ผมลองคิดเล่นๆว่า “เอ…เราหยิบได้ไพ่อะไรบ้างนะ” ผมคิดถึงไพ่ “2 ดาบ” เพราะรู้สึกว่าบางอารมณ์มันขัดแย้งกับพ่อ น่าจะสื่อด้วยไพ่ 2 ดาบ

แต่เมื่อกลับมาบ้านและได้เห็นหน้าไพ่ 3 ใบข้างต้น ผมสว่างขึ้นมาทันที….

ไพ่ทั้งสามตรงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือช่วงแรกๆอารมณ์ของผมสับสนพอสมควรว่าจะดำเนินทริปนี้ไปในรูปแบบไหน เพราะมีพ่อไปด้วยอย่างกระทันหัน เป็นไปตามไพ่ Seven of Cups ประการต่อมา แม้มีช่วงสับสนและว้าวุ่นใจ แต่ก็ยังมีช่วงสงบจิตใจตามไพ่ The Hermit ผมได้พบโบราณสถานเก่าแก่หลายแห่ง ได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้จิตใจสงบเย็น และประการสุดท้าย มีอยู่คืนหนึ่ง เนื่องจากพ่อและน้องปลาไม่ดื่ม ผมจึงนั่งดื่มเบียร์คนเดียวและคิดถึงเพื่อนที่ไม่ได้มาด้วยในบรรยากาศดีเยี่ยงนี้ ถ้าเพื่อนมาด้วยก็คงวิเศษไปเลย ตามไพ่ Four of Cups เป๊ะเลยครับ

ผมประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วสรุปกับตัวเองว่า ทริปนี้แม้ไม่ถูกใจสุดๆ แต่มีเรื่องน่าพอใจไม่น้อยเลยนะ เสียดายตอนกำลังเที่ยวเราน่าจะตัดเรื่องกวนใจทิ้งไปซะให้หมดแล้วเที่ยวให้สนุกกับพ่อและน้องปลา ความรู้สึกมันคงจะสุดยอดกว่านี้ ซึ่งก็ตรงกับไพ่ทั้งสามรวมเข้าด้วยกัน ถ้าคุณเข้าใจไพ่ดีก็จะรู้ความหมายที่ผมพูด

ทีนี้ย้อนไปดูไพ่ 2 ดาบ ที่ผมใช้ความคิดวิเคราะห์เอาเอง ผมรู้สึกขัดแย้งก็เลยคิดถึงไพ่ 2 ดาบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทาโรต์จะมองประเด็นนี้ว่าสำคัญ ตอนที่ผมถามไพ่ถึงการเดินทาง ไพ่ได้สรุปเรื่องราวเอาไว้อย่างเข้าใจเหตุการณ์ มันลึกซึ้งกว่าที่เราจะใช้สมองวิเคราะห์จากตรงนั้นตรงนี้ คุณเข้าใจรึยังครับ ไพ่ 3 ใบมาจากญาณหยั่งรู้ของเรา มันมองเห็นอนาคตแบบองค์รวม และอ่านเหตุการณ์ได้อย่างลึกซึ้ง ต่างจากการใช้มันสมอง ต่างจากการหยิบเอาปัจจัยต่างๆมาประมวล หรือใช้เหตุและผลคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไร ผลลัพธ์มันต่างกันมากทีเดียว…

ฝากไว้ให้คิดนะครับ

 

เผยแพร่ใน:  on พฤศจิกายน 9, 2009 at 3:11 am ความเห็น (14)