เรื่องของเด็กเก(ย์)

 

คุณ Chaos และ คุณ Washiravit ส่งเคสทายไพ่ลูกค้ามาให้ผมอ่าน บังเอิญเหลือเกิน เป็นเคสของคนเป็นเกย์เหมือนกันทั้งคู่ อ่านแล้วประจักษ์ว่าคุณทั้งสองมีพัฒนาการในเรื่องให้คำแนะนำ คนอ่านเลยได้ประโยชน์ตามไปด้วยครับ!

จะว่าไปผมเคยทายไพ่ให้คนมาแล้วทุกเพศทุกวัย ทั้งชายจริง หญิงแท้ กระเทยจ๋า เกย์เต็มร้อย ทอมสุดชีวิต ดี้จนวันตาย ฯลฯ ถ้าถามว่าไพ่พอบอกได้มั้ยว่าใบไหนควรเป็นรักผิดเพศ ผมก็บอกได้แบบไม่กล้าฟันธง จากประสบการณ์ของผมเอง และของคนอื่นที่ได้ยินได้ฟังมา ไพ่ The Devil ผสมๆกับ Nine of Cups บวกๆกับไพ่ที่ไม่สมหวังในรักทั้งหลาย หรือมีไพ่ที่ไม่ชี้ชัดว่าเป็นเพศไหนขึ้นมาเยอะๆ เช่น The Fool, Justice, Temperance, The Moon, Nine of Pentacles, Page หรือไพ่ชายไปอยู่ในตำแหน่งหญิง ไพ่หญิงไปอยู่ในตำแหน่งชาย หรือไพ่ชายประกบชาย หญิงประกบหญิง ที่ดูแล้วมันแหม่งๆ ชวนให้ขนลุกหวิวๆ เป็นต้น

แต่ก็นั่นแหละครับ เวลาเราดูจริงๆ ไพ่มันก็ไม่ได้ขึ้นมาแบบนั้นเสมอไป ที่ว่าไม่เสมอไปเพราะบางทีไพ่ก็ไม่ได้จะพูดเรื่องเซ็กซ์ ไพ่กำลังพูดเรื่องที่สำคัญกว่า ถึงจะมี น้องปอย ตรีชฎา มานั่งตรงหน้าผมแล้วเลือกไพ่ ถ้าเธอแฮปปี้แล้ว ไม่มีปัญหาในเรื่องเพศแล้ว ไพ่อาจจะขึ้นมาแบบปกติทั่วไปก็ได้

ลองนึกๆดู ทำไมหมอดูถึงอยากทายให้ได้ว่าใครรักเพศเดียวกัน จากประสบการณ์ของผมเอง มีผู้หญิงมาถามผมว่า คนที่คบๆอยู่เป็นเกย์รึเปล่า เพราะดูเนี้ยบนิ้งยังไงชอบกล เคสอย่างนี้มีอยู่จริงครับ ซึ่งเป็นการโยนภาระอันหนักอึ้งให้หมอดูทีเดียว เพราะถ้าหมอไปการันตีว่าเขาไม่ได้เป็นเกย์ ปรากฏว่าอยู่ต่อไปเขาเริ่มกลายพันธุ์ กลายเป็นว่าเธอไปแต่งงานกับเกย์เข้า ความผิดจะตกอยู่ที่หมอเต็มๆ แต่นอกจากประเด็นนี้แล้ว ผมไม่เห็นประเด็นอื่นที่หมอดูจำเป็นจะต้องทายให้ได้ เท่าที่เห็นก็แบบว่าอยากจะทายน่ะ คืออยากทายแม่นว่างั้นเถอะ

ที่ว่าไม่เห็นความจำเป็นก็เนื่องจากว่า ประการแรก ลูกค้ามาหาเรา เราก็มองเห็นด้วยตาอยู่แล้วว่าท่าทางเขาออกยังไง ประการสอง ถ้าดูท่าทางไม่ออก เราก็ไม่จำเป็นต้องทาย แค่ถามเขาตรงๆว่าชอบหญิงหรือชายก็ได้นี่นา ประการถัดมาอีก บางทีเราไม่ต้องรู้ว่าเขาเป็นชายแท้หรือเทียมด้วยเอ้า คือนั่งพูดคุยกันเป็นชั่วโมงๆ ให้คำปรึกษาเรื่องความรักเป็นคุ้งเป็นแคว โดยที่เราไม่รู้ว่าเขาชอบหญิงหรือชาย อันนี้ผมเคยทำมาแล้วครับ คือเป็นเกย์ที่เขาไม่เปิดประเด็นว่าตัวเองเป็นอะไร อ้ายเราก็ไม่อยากจะรู้ซะด้วยสิ แต่ก็สามารถทายได้ว่าคนที่เขารักอยู่นั้นมีนิสัยใจคอเป็นยังไง สถานการณ์ของความรัก ทุกข์บ้าง สุขบ้างยังไง เราก็อ่านไปตามไพ่ เขาก็อุ๊ยใช่ อุ๊ยตรง ก็คุยกันไปยังงี้โดยที่ผมยังตะหงิดๆอยู่ว่า สรุปว่าแฟนคุณเป็นหญิงหรือชาย หมอยังไม่รู้เลยนะจะบอกให้ (ฮา)

อันนี้ไม่เกี่ยวกับเคสของคุณ Chaos และ คุณ Washiravit นะครับ เพราะทั้งสองเคสนั้นเป็นเรื่องของเกย์ที่กำลังมีปัญหาว่าตัวเองควรจะเปิดเผยมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ เรียกว่าพวกเขามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับวิถีแห่งเกย์โดยตรงเลยทีเดียว

พูดเรื่องเกย์ก็เลยทำให้นึกถึงไพ่ Gay Tarot เป็นชุดที่ทำขึ้นเพื่อเกย์โดยเฉพาะ แต่คงสภาวะของทาโรต์ครบถ้วนเหมือนชุดมาตรฐานอื่นๆ แถมไพ่บางใบผมว่าเขาชี้ทางออกให้อย่างชาญฉลาด คนทั่วไปรวมทั้งผมมักจะนึกว่าเกย์น่าจะเป็นพวกสับสน ยากจะพบแสงสว่าง แต่ดูวิธีคิดบนไพ่ Gay Tarot ผมว่าความคิดเขาเคลียร์ และรู้จักมองโลกในแง่ดีเอามากๆด้วย

Gay Tarot

ไพ่ชุดนี้ไม่ธรรมดานะครับ เว็บ Aeclectic Tarot ให้ 4 ดาวครึ่งแน่ะ ผมเองยังไม่มีไว้ในครอบครองหรอก เพราะความเห็นส่วนตัวผมว่า ไพ่ทาโรต์ปกติธรรมดามันก็สามารถเข้าถึงจิตใจคนได้ทุกเพศอยู่แล้ว คนเรามีรัก โลภ โกรธ หลง กันทุกคนไม่เกี่ยงว่าจะมีรสนิยมแบบไหน คนที่เป็นเกย์ กับผมซึ่งไม่เป็นเกย์ ก็ผิดหวังในรักและมีความเจ็บช้ำได้พอๆกันแหละครับ คุณเจ็บจะเป็นจะตาย ใช่ว่าผมจะไม่เคยเป็นอย่างคุณ การที่เรารักใครแล้วไม่อาจจะสมหวังกับคนที่เรารักได้ สภาวะนั้นมันไม่จำเป็นต้องบอกหรอกครับว่าเพศไหนเป็นเพศไหน

และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ยามเมื่อเราทุกข์ วิธีดับทุกข์ก็มีอยู่ไม่แตกต่างกันเลยจริงๆ…

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 29, 2009 at 3:22 am ความเห็น (12)

Celtic Cross กับพื้นดวง

 

วันนี้นำตัวอย่างดวงที่คุณ washiravit เอามาโพสต์ถามไว้ เป็นไพ่ 10 ใบของสาวน้อยวัย 17 ปี ซึ่งคุณ washiravit แสดงความเป็นห่วงเรื่องการศึกษาของเธอ และขอความเห็นจากผมว่าควรจะแนะนำเธอยังไงดี

ข้อมูลที่ให้มาคือ ปัจจุบันเธอลาออกจากการเรียนมาอยู่บ้านเฉยๆ หลังจากเคยสมัครเรียนตามเพื่อนแล้วพบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ “ใช่” สำหรับเธอ เธออยากจะทำงานหาเงินมากกว่า จริงแล้วเธอเป็นคนขยันมาก คอยรับใช้คนในบ้านเหมือนเป็นคนใช้ก็ว่าได้ เธอไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตเท่าไรนัก บุคลิกเป็นคนพูดน้อย ไม่บ่น (ไม่แสดงอารมณ์) และตอนนี้เธอกำลังมีความรักกับคนที่อายุน้อยกว่า

Celtic_Cross

1.Ten of Swords 2.The Magician 3.Five of Wands 4.Nine of Cups 5.Five of Pentacles 6.Knight of Cups 7.The Lovers 8.Eight of Cups 9.Ace of Pentacles 10.Ace of Wands

การเรียงไพ่ 10 ใบ แบบ เซลติก คอร์ส ที่เขียนชาร์ตมาให้ดูนี้ วิธีวางไพ่และความหมายอาจไม่เหมือนคนอื่นอยู่บ้างนะครับ ผมเซตมันขึ้นมาเพื่อสะดวกในการทำงานของผมเอง แต่ก็คงจะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะจะว่าไปมันก็คล้ายกับของต่างประเทศที่นิยมใช้กัน เพียงแต่ผมเพิ่มความหมายลงไปอีกหน่อย (ตามที่มันควรจะเป็น ไม่ได้มั่วเอาเฉยๆหรอกครับ)

เรื่องการให้คำแนะนำนั้น คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เวลาเราจะให้คำแนะนำอะไร มันต้องขึ้นอยู่กับว่าเจ้าชะตาได้ถามอะไร เขาอยากได้คำแนะนำในเรื่องอะไรรึเปล่า ความห่วงใยของเรา กับสิ่งที่เขาต้องการอาจเป็นคนละเรื่องกัน หากเราแนะนำในสิ่งที่เขาไม่สนใจมันก็เป็นเพียงพูดไปเสียแรงเปล่า ก็เหมือนผู้ใหญ่ที่พร่ำสอนเด็ก เด็กก็ฟังไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้นำไปคิดพิจารณา อาจต้องใช้เวลายาวนาน 5 ปี 10 ปี เขาถึงจะได้คิดซึ่งคงไม่มีประโยชน์อะไรนัก

เช่นรายนี้ เธออาจอยากรู้เรื่องการทำงาน และความรักก็ได้ แต่ถ้าเราห่วงว่าเธอควรจะเรียนหนังสือก่อน เราอาจจะไม่ได้ให้คำตอบตามที่เธอต้องการนะครับ แน่นอนว่าอย่างไรเสีย การเรียนย่อมสำคัญแน่นอน แต่จนกว่าเธอจะเข้าใจในข้อนั้นจริงๆ เราต้องตอบคำถามเธอซะก่อน หากท้ายที่สุดปัญหาชีวิตที่เธอจะเผชิญในอนาคตมันมีรากมาจากการที่เธอมีความรู้น้อย ขาดการศึกษา เมื่อเหตุผลมันโยงไปถึงตรงนั้น คำแนะนำของเราก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นเองครับ อันนี้เป็นหลักการสำหรับให้คำแนะนำ ส่วนในรายละเอียด คุณ washiravit คงจะนำไปคิดต่อได้

ทีนี้ลองมาวิเคราะห์ดวงกันดูนะครับ ใบที่ 1 เป็น Ten of Swords ต่อด้วยใบที่ 2 The Magician จะเห็นว่าใบแรกมันจบสิ้น แล้วก็เกิดใหม่ทันทีในใบถัดมา เหมือนการต้องตั้งต้นใหม่อยู่เสมอ ทำอะไรไปสักพักก็ยุติ แล้วไปเริ่มใหม่ในเรื่องอื่น ถ้าจะให้เรียนยาวๆต่อเนื่องคงเป็นไปได้ยาก ถ้าในอนาคตผมเจอเธอได้ปริญญาตรี หรือปริญญาโท มาดูดวงกับผม ผมต้องทายว่าชีวิตวัยเรียนของเธอกระท่อนกระแท่นกว่าจะเรียนจบได้ เธออาจต้องย้ายที่เรียนกลางครัน ใช้เวลาเรียนนานกว่าคนอื่น (ถึงตอนนั้นเธอคงทำตาโตถามผมว่า หมอรู้ได้งัยคะ)

ไพ่ใบสุดท้ายเป็น Ace of Wands ก็ตอกย้ำถึงบทสรุปว่าชีวิตเธอพร้อมจะไปเผชิญอะไรใหม่ๆอยู่ตลอด ถ้าทำงานก็จะไม่อยู่ที่ไหนนานๆ มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย อันนี้ต้องดูว่าเธอมาหาหมอด้วยปัญหาอะไร ถ้าเธอมาด้วยปัญหาเรื่องอาชีพการงาน ถามว่าทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จ ด้วยการวิเคราะห์นี้ก็อาจแนะนำเธอได้ว่า ปัญหาของเธอคือมักมีความสนใจอยู่ในช่วงแรกๆเท่านั้น ประเภทสมาธิสั้นคงจะว่าได้ เธอต้องฝึกฝนตัวเองให้ทุ่มเทใส่ใจกับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่อง ต้องรู้จักอดทนรอคอย ยอมลดราวาศอกให้คนอื่น ใช้เวลาอยู่กับเป้าหมายของตัวเองจนกว่าจะเห็นผลสำเร็จ เพราะเธอเริ่มต้นได้ดีแล้ว แต่ตอนท้ายอาจไม่ดีถ้าไม่อดทน

The Magician กับ Ace of Wands นั้นยืนยันว่าเธอเป็นคนมีพลังในการทำงานสูงนะครับ แต่เรามองหาไพ่เกี่ยวกับสติปัญญาความรู้ การศึกษาเล่าเรียนไม่เจอ ไพ่เมเจอร์ที่จะอ้างถึงได้ก็ไม่มี ไพ่ธาตุดินที่เป็นตัวแทนของสติปัญญาก็มี Five of Pentacles ที่เป็นลักษณะขาดแคลนปรากฏอยู่ ดังนั้นดวงนี้เหมาะกับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงมากกว่าท่องตำรา ทางที่ดีที่สุดคือ ทำงานไปด้วยแล้วเรียนไปด้วย ค่อยๆเก็บหน่วยกิตไปเรื่อยๆครับ ใช้เวลาหน่อย หรือถ้าจะมุ่งหน้าเรียนจริงจัง ก็ให้เลือกสาขาที่ไม่ต้องท่องตำรามาก แต่เน้นการปฏิบัติ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ วิชาในชั้นเรียนของเธออาจไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์จริงเลยก็ได้นะครับ เธออาจมีอาชีพที่ไม่ตรงกับที่ร่ำเรียนมาก็ได้ เนื่องจากเธอพร้อมจะโดดไปลองอะไรใหม่ๆอยู่แล้ว

Five of Wands เป็นจิตใต้สำนึกที่ฝังลึกอยู่ภายใน และ Five of Pentacles เป็นจิตสำนึกที่แสดงออกมาภายนอก ไพ่สองใบนี้ใช้แปลร่วมกันได้ และมันยังหมายถึงเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของเธอด้วย กรณีที่เจ้าชะตาเป็นผู้หญิง ไพ่ใบที่ 3 มักหมายถึงพ่อ และใบที่ 5 หมายถึงแม่ แต่ถ้าเจ้าชะตาเป็นผู้ชาย ความหมายก็จะสลับกันนะครับ แต่ก็คงไม่ถือเคร่งครัดตายตัว เพราะบ่อยครั้งที่คนเราอาจได้รับอิทธิพลจากพ่อ หรือแม่ เพียงคนใดคนหนึ่งเป็นหลัก เช่นอาจมีผู้เดียวที่เป็นปมปัญหาของลูก มีบทบาทในชีวิตลูกมากๆ ไพ่ทั้งสองใบนี้ก็อาจกำลังบอกเล่าเรื่องสำคัญของบุคคลนั้นเพียงคนเดียว (เอาไว้วันหลังถ้ามีโอกาสจะนำตัวอย่างมาให้ดู)

จากดวงนี้ชี้ว่า เธอมีปมขัดแย้งกับคนในครอบครัว เธอไม่ได้รับการเติมเต็มจากทางบ้านเท่าที่ควร มันมีความขาดแคลนทั้งในแง่จิตใจและวัตถุ ดังนั้นเธอจึงได้แสวงหาสิ่งที่จะเข้ามาเติมเต็มนั่นคือ “ความรัก” ซึ่งเราดูได้จากไพ่ใบที่ 4 Nine of Cups ต่อเนื่องไปถึงไพ่ใบที่ 6 Knight of Cups รวมทั้งไพ่ใบที่ 7 The Lovers ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของเธอ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเธอจะมีประสบการณ์ความรักตั้งแต่อายุไม่มาก โปรดสังเกตการนับช่วงอายุ ไพ่ The Lovers อยู่ในช่วงวัย 11-12 ปี นั่นเลย

จากข้อมูลทั้งหมด ผมจะแนะนำอะไรให้เธอดี เรื่องความรักดีมั้ย ถ้าเรานั่งอยู่ในมุมของเธอ เธอเป็นคนที่รักแล้วทุ่มเทนะครับ เธอเป็นคนเห็นใจคน ขี้สงสาร แม้อาจจะปากแข็งก็ตาม บ่อยครั้งจะยอมเดือดร้อนแทนคนอื่น ถ้าเกิดปัญหารักสามเส้า มีผู้ชายมาพัวพันมากกว่าหนึ่งคน เธอจะเห็นใจเขาไปซะหมด จะตัดใจไปทางไหนก็ลำบาก แต่ถ้าฝ่ายชายมีผู้หญิงอื่น สุดท้ายเธอจะยอมเจ็บแล้วจากไปตามไพ่ Eight of Cups ชีวิตเธอพร้อมเริ่มต้นใหม่เสมอครับ อย่างที่บอกเธอเหมาะจะเจอประสบการณ์จริง ต้องเจ็บจริงถึงจะได้รู้จักชีวิต ให้ใครมาบอกมาเตือนก็สู้ได้เจ็บเองไม่ได้หรอกครับ

ปีนี้อายุ 17 แล้ว (ทำไมเด็กจัง) นับตามช่วงอายุแบบของผมคือไพ่ Ace of Wands เป็นช่วงที่เธอมีไฟแห่งความกระตือรือร้น อยากทำงานหาเงิน เพราะในตำแหน่งที่ 9 ซึ่งหมายถึงความหวัง หรือความกลัวนั้น ได้ไพ่ Ace of Pentacles แปลได้ว่าเธอหวังที่จะมีความมั่นคง มีเงินมีทองใช้ กลัวความจนว่ายังงั้นเถอะ ก็เป็นโอกาสที่จะหางานทำได้ แม้จะเป็นงานพิเศษและไม่ได้ทำยาวๆก็ตาม ส่วนความรักก็ย่อมจะมีไฟแรงถ้าเกิดรักใครในช่วงนี้ แต่มันไม่ลึกซึ้ง ไม่อมตะนิรันดร์กาลอย่างไพ่ถ้วยธาตุน้ำ มันเป็นรักที่เพิ่งเริ่มต้นครับ หนทางยังอีกยาวไกล ถ้าให้แนะนำก็คงบอกว่า อย่าเพิ่งทุ่มเทใจให้ใครมากนัก เพราะคนที่ใช่อาจยังมาไม่ถึงจ้า

อย่างไรก็แล้วแต่ ชีวิตของเธอมีเกณฑ์ได้เริ่มต้นใหม่อีก เพราะช่วงอายุ 19-20 ปี จะวนมาถึงไพ่ Ten of Swords ที่หมายถึงจุดสิ้นสุดของอะไรหลายๆอย่าง จากนั้นก็จะเข้าสู่ไพ่ The Magician ในช่วงอายุ 21-22 ปีนั่นแหละครับที่ชีวิตเธอจะเริ่มมุ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง ถึงตอนนั้นค่อยมาว่ากันใหม่ ยังไม่อยากทายยาวๆครับ

เขียนมาถึงตรงนี้ คุณ washiravit สงสัยมั้ยครับว่า ไพ่ 10 ใบ มันกำหนดชะตาคนเราได้ทั้งชีวิตเลยหรือ ข้อนี้ตอบสั้นๆให้ได้ใจความครบถ้วนค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน ขอบอกอย่างนี้ดีกว่า หลายครั้งนะครับที่ไพ่ทาโรต์กำลังบอกเตือนเราว่า ชีวิตเราดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หมายความว่า สิ่งที่คุณคิดและลงมือทำมาทั้งหมดนั้น มันได้เห็นภาพชัดเจนแล้ว มันจะออกไปในรูปนั้นแหละ ไม่ต้องไปหวังว่ามันจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น ถ้าเรายังเป็นเราคนเดิม คิดแบบเดิม มีปมเดิมๆฝังอยู่ในใจ ไม่ได้ลงมือแก้ไขอะไรมัน ไม่พยายามไปหมุนเข็มทิศชีวิตใหม่ ชะตาชีวิตเราก็จะเดินจากไพ่ใบหนึ่งไปหาอีกใบหนึ่งวนเวียนอยู่ในไพ่ 10 ใบที่ว่านี่แหละครับ

ฉะนั้นถ้าเมื่อไหร่ทาโรต์บอกกับเราว่า “ได้เวลาต้องเปลี่ยนแล้วนะ” เราก็ควรจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียที เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยให้เริ่มจากสิ่งที่อยู่ในก้นบึ้งของจิตใจก่อน……

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 22, 2009 at 1:38 am ความเห็น (5)

เที่ยวไปในใจตน

 

ช่วงนี้ต้องปรับตารางชีวิตตัวเองใหม่อีกครั้ง…

กำลังพยายามปรับอยู่น่ะครับ มันมีสาเหตุมาจากเวลาการทำงานที่ขยับขึ้นๆลงๆ เอาแน่นอนไม่ได้หรอกชีวิตผม มันกระทบไปถึงเวลาในการพักผ่อน พอถึงเวลาจะอัพบล็อกก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงพอดี ต้องเอนนอนแล้ว ก็เลยไม่ค่อยได้อัพ คิดว่าจะปรับตัวไปอัพบล็อกเวลาอื่นที่ไม่ใช่เวลาก่อนนอน ปกติผมจะอัพบล็อกก่อนนอนน่ะครับ ถ้านอนดึกก็ต้องถ่างตาต่อไปอีกหน่อยเพื่ออัพบล็อก คิดอยู่ว่าจะลองไปอัพตอนตื่นนอนรับวันใหม่เลยดีมั้ย ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ถ้าทำยังงั้นมันก็แปลกๆกับพฤติกรรมตัวเองเหมือนกันนิ

อีกหนทางที่คิดได้คืออัพบล็อกในช่วงเวลาทำงาน เพราะนั่งหน้าคอมพ์อยู่แล้ว ก็เคยจะทำยังงั้นอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่มีอารมณ์จริงๆครับ บรรยากาศไม่ให้ มันไม่สงบพอจะอัพได้ ถ้าให้เข้ามาเขียนว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง หรือไปหงุดหงิดอะไรใครมาก็คงจะเขียนได้อยู่ แต่มันผิดคอนเซ็ปต์

เลยปิ๊งไอเดียว่าจะประกาศจ้างคนมาช่วยอัพบล็อกซะเลยหมดเรื่องหมดราว… ว่าไปนั่น อิ อิ :-)

traveling

วันก่อนเปิดทีวีเจอรายการท่องเที่ยว คุณบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นพิธีกรพาไปแนะนำสถานที่เที่ยวของจังหวัดหนึ่ง เธอก็จัดโต๊ะนอกสถานที่ นั่งพูดคุยกับผู้ว่าจังหวัด (รึเปล่าไม่แน่ใจ) และเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยว ระหว่างสนทนากันสามคน ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างกึ่งทางการ ก็จะมีภาพวีทีอาร์สถานที่เที่ยวจุดต่างๆอินเสิร์ทเข้ามาประกอบเสียงพูดคุย ผมดูไปเพลินๆก็รู้สึกขึ้นมาว่า…  เออ น่าไปเที่ยวจัง

ที่ว่าดูเพลิน ส่วนหนึ่งนั้นมาจากตัวคุณบุ๋มด้วย เพราะดูเหมือนเธอจะเรียกหุ่นฟิตเฟิร์มกลับคืนมาได้สำเร็จ (เป็นผู้หญิงนี่แสนลำบากยากเข็นเสียนี่กระไร) บวกกับกิริยาท่าทางที่ออกจะน่ารัก หวาน ไม่ใช่แนวหญิงเก่งมาดมั่นอย่างที่เคยเห็นกัน ผมว่ามุมน่ารักเรียบร้อยของเธอดูมีเสน่ห์ล้ำลึกอย่างร้ายกาจทีเดียว

พอรู้สึกว่าเห็นแล้วอยากไปเที่ยวบ้าง ก็ทำให้หวนนึกถึงอารมณ์ตรงกันข้ามที่เกิดขึ้นกับอีกรายการหนึ่งที่ผมเคยได้ดู…

ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ไม่ใช่ว่ารายการไหนไม่ดีนะครับ มันเป็นเพียง “อคติ” ของตัวผมเองเท่านั้น

บ่อยครั้งผมได้ทบทวนอคติ ได้มองความคิดด้านลบของตัวเอง ค้นหาว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น และพยายามทำความเข้าใจกับอารมณ์ต่างๆเหล่านั้น

ผมเคยดูรายการเชิงท่องเที่ยวที่มี คุณอ่ำ อัมรินทร์ นิติพน กับผองเพื่อน เป็นพิธีกรหมู่ รูปแบบรายการนั้นมีความเป็นกันเองอย่างมาก พวกเขาชวนกันไปเที่ยวตามเมืองชายฝั่งทะเล ได้ตะลุยไปตามสถานที่ต่างๆ ได้พักรีสอร์ทสวยๆ ระหว่างทางก็จะมีมุกตลกตามประสาชายหนุ่มอารมณ์ดีเป็นที่สนุกสนานเฮฮา ดูแล้วเป็นชีวิตที่มีความสุขเหลือเกิน

แต่ผมกลับตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมดูแล้วเราไม่รู้สึกว่า อยากไปเที่ยวบ้าง?”

ผมจับความรู้สึกได้ว่า เมื่อดูคุณอ่ำกับชายฉกรรจ์อีกสามสี่คนไปเที่ยวทะเลกันเฮฮาปาร์ตี้ มันอาจทำให้ผมรู้สึก “อยากไปทะเล” แต่ผมไม่รู้สึกอยากจะไปในสถานที่เดียวกับพวกเขาเลย… หรือว่ามันเป็นอารมณ์ทำนอง “อิจฉา” พวกเขารึเปล่า อารมณ์นี้ไม่ได้ก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจนเหมือนนางร้ายในละคร มันแค่กรุ่นๆอยู่ลึกๆข้างใน มันทำให้ผมรู้สึกต่อต้าน ผมอาจจะอยากไปทะเลเหมือนเขาบ้างก็ได้ แต่ทำไมผมต้องไปซ้ำกับพวกเขาล่ะ ผมมีความสามารถจะเสาะหาทะเลสวยๆที่น่าเที่ยวได้ด้วยตัวผมเอง และอาจจะเจอสถานที่ดีกว่านั้นด้วยซ้ำ… เห็นมั้ยล่ะครับ จู่ๆผมก็ต่อต้านและพาลเอาดื้อๆ

ผมเปรียบเทียบระหว่างรายการของคุณบุ๋ม (ซึ่งไม่ได้ครีเอทีฟอะไรมากเลย) กับรายการคุณอ่ำ (ที่อุตส่าห์สร้างสรรค์รายการไม่ให้จำเจน่าเบื่อ) ผมกลับจับอารมณ์ได้ว่า รายการแรกนั้นเขา “พาเราไปดูที่เที่ยว” ส่วนรายการที่สองเขา “ไปเที่ยวให้เราดู” จุดนี้กระมังที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆว่า “เฮ้ย แล้วเรื่องอะไรฉันต้องมานั่งดูพวกแกเที่ยวกันด้วยล่ะวะ (อิจฉาโว้ย)”…

จริงแล้วใช้คำว่าอิจฉามันอาจจะเกินเลยไปหน่อยนะครับ อาจเป็นอารมณ์ “หมั่นไส้” หรืออารมณ์อื่นๆที่ใกล้เคียงกัน เอาเป็นว่าไม่ต้องให้คำจำกัดความมันก็แล้วกันนะ ผมชอบเรียกอารมณ์ต่อต้านทำนองนี้แบบรวมๆว่า “อคติ” ก็ไม่รู้ว่าใช้คำได้ถูกต้องรึเปล่า

เรื่องของอคตินั้น ผมเห็นมีตัวอย่างมากมายในชีวิตคนเรา โดยเฉพาะในสภาพสังคมไทยวันนี้ บ่อยครั้งอคติทำให้เราเลี่ยงที่จะเดินไปตามทางที่ควรจะเดิน ก็เหมือนอย่างที่ผมอาจจะไม่ยอมไปเที่ยวซ้ำที่เดียวกับคุณอ่ำ แต่จะขอไปเที่ยวที่อื่นแทน

เหมือนเวลาใครสักคนยกธรรมะมาสั่งสอนเรา แม้ข้อธรรมนั้นจะมาจากพระพุทธเจ้าก็ใช่ว่าเราจะยอมรับฟัง ทั้งที่พระพุทธเจ้าบอกไว้เลยนะ เราก็ไม่เถียงหรอกที่เขาเอามาพูดน่ะถูก แต่อารมณ์มันจะต่อต้านน่ะ ทำไมฉันต้องฟังจากปากคนนี้ด้วยเล่า ฉันไปฟังจากคนอื่นที่ดูดีกว่านี้ หรือไปเปิดพระไตรปิฎกเอาเองไม่ดีกว่าหรือ และอย่าให้ฉันเถียงเชียวนะ ที่จริงฉันสามารถยกข้อธรรมอีกบทมาโต้แย้งเธอได้ด้วยเอ้า… ว่าไปนั่น

นี่แหละครับตัวอคติที่ทำให้ชีวิตเราเดินไป แล้วก็เดินไป เดินเลี่ยงไปทางโน้นที เลี่ยงไปทางนี้ที……

ถือเป็นอีกวันที่ผมได้เที่ยวไปในใจตนเองครับท่านผู้อ่าน

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 19, 2009 at 4:44 am ความเห็น (5)

โหรภารตะกับการเมืองไทย

 

เข้าไปอ่านเว็บ โหราศาสตร์อินเดีย (คลิกดู) เห็นบทความของ Tanmay K.Thakar แห่งคณะสาวกพระพิฆเนศวร์ The GaneshaSpeaks Team ได้วิเคราะห์ดวงประเทศไทยและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเขียนหลังเหตุการณ์เสื้อแดงบุกการประชุมอาเซียนที่พัทยาได้หนึ่งสัปดาห์

อ่านแล้วก็ชวนให้ตื่นเต้นกับคำทำนายว่าจะเป็นจริงหรือไม่ และทึ่งกับวงการโหรภารตะที่ให้ความสนใจสถานการณ์บ้านเมืองของเรา พอย้อนมองวงการหมอดูไทย ผมก็เลยละอายใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะมีน้อยมากที่เราจะไปใส่ใจการบ้านการเมืองของประเทศอื่น อาจจะมีบ้าง แต่มักจะมองกันกว้างๆในช่วงที่มีข่าวสงคราม ภัยพิบัติ หรือช่วงเลือกตั้งใหญ่อย่างเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็มีหมอดูออกมาทายกันตามโพล หรือทายตามคำขอของสื่อมวลชนที่จะเอาไปทำเป็นข่าว

เอาเป็นว่าผมสรุปคำทำนายของ Tanmay K.Thakar มาให้อ่านกันดูนะครับ เขาว่าหลังจาก อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหาร (แบบไม่เสียเลือดเนื้อ) และเปิดทางให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยก็ตกเป็นเหยื่อความไม่สงบทางการเมืองนับแต่นั้นมา ซึ่งจุดแตกหักก็คงจะเป็นการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงฝ่ายสนับสนุนคุณทักษิณ ที่ทำให้การประชุมอาเซียนต้องถูกยกเลิกไป

เขามองว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การย้ายของ ดาวพฤหัสบดี อาจช่วยคุ้มครองนายกอภิสิทธิ์ แต่ในจังหวะที่ ดาวอังคาร ย้ายในวันที่ 17 สิงหาคม 2009 (ตามปฏิทินของเขา) ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ก็อาจจะต้องเผชิญกับกลียุค ซึ่งไม่แน่ว่าจะสามารถต้านทานความเกรี้ยวกราดของพรรคฝ่ายค้านได้ และที่แย่ไปกว่านั้น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนอาจจะเล่นงานคุณอภิสิทธิ์ด้วยการแข็งขืนไม่เชื่อฟังโดยเฉพาะช่วงหลังเดือนกันยายน 2009

นอกจากนี้ ในระยะสามเดือนสุดท้ายของปี 2009 อาจจะตึงเครียดหนักและเป็นช่วงชี้ขาดอนาคตทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ทีเดียว

เขาชี้ว่าสถานการณ์ที่อ่อนไหวในปัจจุบัน เป็นจุดเสี่ยงสำหรับทั้งประเทศไทยและตัวนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์จะต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้ตัวเอง และที่จริงเขายังมองได้ไกลออกไปอีกว่า จะมีการรัฐประหาร ซึ่งน่าจะเกิดมากที่สุดในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2009 – มกราคม 2010

 

Chariot

เอ่ยถึงรัฐประหาร ผมก็เลยเอาไพ่ The Chariot มาแปะให้สวยๆ มันหมายถึงการควบคุมพลังสองด้านให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า จอมพลบนรถศึกจะสามารถบังคับพลังฝ่ายขาวและฝ่ายดำให้เดินหน้าไปด้วยกันได้หรือไม่ หรือรถศึกคันนี้จะเป็นยานของทหารที่จะออกมายึดอำนาจ…น่าจับตามอง 

สำหรับผมคงไม่ทายอะไรในเรื่องนี้หรอกครับ แต่อยากออกความเห็นเกี่ยวกับการเลือกวันประชุมอาเซียนครั้งต่อไป เห็นว่ารัฐบาลจะเลื่อนไปจัดประชุมช่วงเดือนตุลาคม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ขอให้เป็นช่วงหลังวันที่ 22 ตุลาคมไปแล้ว ดาวพฤหัสบดีจะเริ่มเดินหน้าในราศีมังกร ซึ่งจะเป็นผลดีกับประเทศไทยครับ

แต่มีช่วงที่ ดาวอาทิตย์ ซึ่งหมายถึงผู้นำประเทศเดินเข้ามุมอับของดวงเมืองคือ ระหว่างวันที่ 17 กันยายน – 17 ตุลาคม ดาวอาทิตย์เข้าภพอริ และระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม ดาวอาทิตย์เข้าภพมรณะ สองช่วงนี้นอกจากไม่ควรจัดการประชุมแล้ว ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ควรอยู่ในที่อันปลอดภัย หรือไม่ก็เดินทางไปปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศสักพักก็จะดีกว่าครับ

อย่าให้เหมือนครั้งก่อนเลย ที่ดาวอาทิตย์อยู่ภพวินาสน์แล้วนายกไปอยู่กลางกลุ่มผู้ชุมนุมน่ะ อย่างนั้นมันอันตราย…

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 15, 2009 at 5:32 am ความเห็น (5)

มองเห็นธรรม

ผมฟังธรรมอยู่บ่อยๆ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นคำสอนจากพระอาจารย์ท่านไหน ส่วนใหญ่หมุนวิทยุไปเจอพระเทศน์ก็หยุดฟัง บางวันจับความได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังพอรู้เรื่องครับ ไอ้ที่ไม่รู้เรื่องเลยคงไม่มี เพียงบางวันฟังแล้วยังสงสัย ยังไม่กระจ่างก็มีบ้าง เพราะเวลาเรามีจำกัด ไม่ได้นั่งฟังแต่ต้นจนจบ ยังไงก็แล้วแต่ การฟังธรรมถ้าไม่นับเรื่องความรู้ที่ได้ เราก็ได้อารมณ์สงบเป็นของแถม (ถ้าไม่มีประเด็นถกเถียงกันให้เราฟังน่ะนะ)

วันก่อนพระท่านพูดกับญาติโยมนักปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องจิต ผมก็จดๆเอาไว้ แต่อาจจะได้ไม่ครบถ้วนกระบวนความ คือท่านให้ลองพิจารณากันดูว่าใครปฏิบัติอยู่ในข่ายไหนบ้าง

พวกหนึ่งฝึกจิตโดยหยุดจิตให้นิ่งไว้ ไม่รับอารมณ์ใหม่เข้ามาเพิ่ม ท่านตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไม่รับอารมณ์ใหม่มาเพิ่ม แต่อารมณ์เก่าที่เรารับมาแล้วจนเต็ม เราจะทำยังไงกับมัน เพราะเราหยุดจิตนิ่งๆไว้ไม่ได้ตลอด วันดีคืนดีอารมณ์เก่าๆที่คั่งค้างมันก็จะผุดขึ้นมากวนจิตอยู่เรื่อย ถ้ายืนยันจะรักษาจิตให้นิ่งต่อไปเรื่อยๆ ท่านถามว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

พวกหนึ่งเชื่อว่าจิตเดิมนั้นมีแต่ความว่าง ดังนั้นจึงพยายามปัดอารมณ์ต่างๆที่เข้ามาให้พ้นออกไป เหมือนป้องกันจิตให้มีแต่ความใสอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่อารมณ์ต่างๆก็ย่อมจะเข้ามาหาจิตไม่รู้จักหยุดหย่อน ท่านถามว่าลักษณะนี้เหมือนการวนอยู่กับที่หรือไม่ มันจะมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน

พวกหนึ่งปลงใจว่าจิตนั้นหยุดรับอารมณ์ไม่ได้ เพราะอารมณ์กับจิตเป็นของคู่กัน จึงวางใจว่ามันเป็นธรรมชาติของมัน พยายามไม่ยินดียินร้าย ไม่จับมันแยกออกจากกัน แต่แม้จะยอมรับความจริงข้อนี้แล้ว ท่านก็ชี้ว่ายังหาทางออกไม่ได้อยู่ดี เพราะจิตรับอารมณ์แล้วเกิดความสงบหรือไม่ บางวันก็สงบ บางวันก็ไม่สงบ จะรับรู้มันไปทำไม จะไม่ให้จิตปรุงแต่งเลยก็ทำไม่ได้ สุดท้ายจะไปจบที่ตรงไหน

จึงมาถึงพวกที่พระอาจารย์พยายามจะชี้ให้เห็นอีก ท่านว่าพวกหนึ่งรู้ว่าจิตคู่กับอารมณ์เป็นธรรมดา ดังนั้นเมื่อจิตรับอารมณ์อะไรก็ให้กำหนดรู้ตามไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่สักว่ารู้ไปเรื่อยๆโดยไม่มีเป้าหมาย เพราะมันจะวนเวียนเหมือนพวกอื่นๆ ท่านว่าเมื่อตามรู้แล้วต้องทำให้ตัวเองมีสติปัญญามากกว่านั้น คือต้องพิจารณาว่า มันเกิดแล้วก็ดับไป ทั้งสุข ทั้งทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่ออารมณ์เหล่านั้นเกิดแล้วมันก็ดับ

พูดมาถึงตรงนี้ ท่านก็ถามอีกนั่นแหละว่า เมื่อกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ ทำแล้วจะไปจบตรงไหน ตามรู้ตามเห็นตามจิตไปเรื่อยๆแล้วจะไปจบยังไง (เอ๊า…ยังไงล่ะเนี่ย)

ยังมีอีกพวกหนึ่ง พระอาจารย์เทศน์อุปมาอุปไมยว่า การภาวนาก็เหมือนการฝึกลิง คือต้องจับลิงเอาไว้ให้ได้ก่อน จากนั้นก็ผูกมันไว้ แล้วก็ทำให้มันเลิกพฤติกรรมความซุกซน ซึ่งก็เหมือนการคุมจิตให้สงบนั่นเอง ทีนี้เมื่อจิตสงบเราก็ปล่อยจิตไปเฉยๆ มันก็เหมือนกับการแก้มัดลิงออก สุดท้ายลิงก็กลับเข้าป่าไปตามธรรมชาติของมัน ไม่ต่างกับการปล่อยจิตให้วิ่งกลับไปหาราคะ โทสะ โมหะ ท่านก็ถามว่าอย่างนี้แล้วจะจับมันแล้วปล่อยมันทำไม หาจุดจบไม่ลง

พระท่านยังสอนต่อ จิตนั้นคบกับอารมณ์มานาน เหมือนเป็นเพื่อนซี้กัน ดังนั้นเราควรสอนจิตให้รู้ข้อมูลบางอย่างให้เห็นโทษในอารมณ์เหล่านั้น คือให้จิตเข้าใจอริยสัจ รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ดับสาเหตุของทุกข์ และรู้ทางที่จะดับทุกข์

ท่านว่าสิ่งที่เราควรทำคือ 1 บังคับจิตให้สงบ 2 สอนให้เห็นโทษของการไปหาอารมณ์ ต้องให้จิตไปรู้เห็นบางอย่างที่เขายอมรับได้ พิจารณากายตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้าให้เห็นตามความจริง เพื่อคลายความยึดมั่นในตัวตน 3 พึงระลึกว่าอารมณ์ทั้งหมดนั้นจิตได้เก็บเกี่ยวมาเอง ฉะนั้นอารมณ์ที่ค้างอยู่ จิตต้องเอาอารมณ์นั้นออกไปเอง……

อย่างที่บอกแต่ต้นแหละครับท่านผู้อ่าน บางวันผมก็ฟังธรรมได้ไม่กระจ่าง เพราะฟังมาถึงตรงนี้กำลังจะสรุปวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด เวลาของรายการก็หมดลงพอดี เทปเสียงที่พระอาจารย์ท่านเทศน์ไว้จึงถูกตัดลงห้วนๆ

เฮ้อ…

the-pier11

the-pier2

the-pier3 

ม้านั่งสุดปลายสะพานเป็นสถานที่ที่ผม แม่ และน้องปลา มานั่งเล่นกันตอนกลางคืนช่วงสงกรานต์ บรรยากาศเงียบสงบกลางแสงจันทร์และระลอกคลื่น ผมพยายามอธิบายให้แม่เข้าใจว่าการชุมนุมของเสื้อแดงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง ส่วนแม่ก็พยายามระบายความอัดอั้นตันใจของคนเสื้อแดงว่าเขารู้สึกถึงความอยุติธรรมอย่างไร โดยมีน้องปลาช่วยพูดช่วยฟังทั้งสองฝ่าย

ผลัดกันพูดผลัดกันฟังอย่างออกรส จังหวะนั้นก็มีดาวตกวูบเป็นแสงยาว พวกเราเห็นกันพอดี น้องปลาร้องทัก “อุ๊ยนั่น…ดาวตก”

การสนทนาที่คล้ายโต้เถียงจึงหยุดลงได้ ซึ่งดูเหมือนกระแสอารมณ์ต่างๆก็สงบตามไปด้วย

ใครคนหนึ่งพูดขึ้น… “ดาวตกนี่สวยดีนะ”

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 4, 2009 at 4:34 am ความเห็น (13)