อาทิตย์กับดวงเมือง และความยุติธรรม

the-sun1

สงกรานต์ปีนี้ ดาวอาทิตย์ ย้ายจาก ราศีมีน เข้าสู่ ราศีเมษ ในวันอังคารที่ 14 เมษายน เวลา 01.09 น. ตามปฏิทินของ อ.ทองเจือ อ่างแก้ว ความหมายทางโหราศาสตร์นั้น ดาวอาทิตย์หมายถึงอะไรได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ดาวอาทิตย์หมายถึง “ผู้นำประเทศ” ฉะนั้นก่อนถึงสงกรานต์ (คือก่อนอาทิตย์ย้ายเข้าเมษ) ดาวอาทิตย์กำลังตกอยู่กลางวงล้อมของดาวหลายดวงในราศีมีน อันเป็นภพวินาศน์ของดวงประเทศไทยพอดีเลยเชียว

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ก่อนสงกรานต์ 3-4 วัน แกนนำเสื้อแดงเร่งโหมปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือขึ้นมาแตกหักกับรัฐบาล หวังจะเผด็จศึกให้ได้ก่อนสงกรานต์ว่ายังงั้นเถอะ เพราะใครก็ตามหากใช้โหรฯในทางไม่สร้างสรรค์แล้ว ก็ย่อมจะอาศัยจังหวะที่ดาวอาทิตย์ (ผู้นำประเทศ) ตกอยู่ในมุมอับของดวงเมืองและกำลังอ่อนปวกเปียก เพื่อชิงความได้เปรียบเล่นงานกันในช่วงนี้ หาไม่แล้วหากปล่อยให้ดาวอาทิตย์ย้ายเข้าเมษไปโดยสะดวกโยธิน ถึงตอนนั้นจะคิดไปทำอะไรรัฐบาลก็ลำบากแล้ว เพราะดาวอาทิตย์จะมีคุณภาพสูงสุดเป็น “มหาอุจจ์” อยู่ในราศีเมษ ส่งผลให้ผู้นำประเทศมีพลังเข้มแข็งเจิดจ้าเหมือนดวงตะวัน

บอกได้เลยว่า ถ้าปล่อยให้รัฐบาลจัดการประชุมอาเซียนในช่วงสงกรานต์ไปได้อย่างเรียบร้อยในจังหวะที่ดาวอาทิตย์ย้ายเข้าเมษ คุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์เอามากๆทีเดียว

อันนี้น่าเสียดายแทนคุณอภิสิทธิ์ที่ดวงจะรุ่งก็มีมารผจญ แต่ที่น่าเสียใจจริงๆ ต้องเสียใจกับประเทศไทยมากกว่า ที่คนไทยทุกคนต้องมาสูญเสียอะไรหลายอย่างกับเรื่องแบบนี้

ยังไงก็แล้วแต่ เมื่อผู้ก่อการทำการไม่สำเร็จ และดาวอาทิตย์ได้ย้ายเข้าเมษไปแล้วในวันที่ 14 เมษายน ความร้อนแรงของดาวอาทิตย์ก็เริ่มแสดงพลังออกมาอย่างที่เห็นๆกัน จากที่เรารู้สึกว่า คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลอ่อนปวกเปียก ถึงตอนนี้ก็เริ่มดำเนินการอย่างเข้มแข็งเด็ดขาดไปตามลำดับ โชคดีของคนไทยหน่อยนึง (อันนี้ความเห็นส่วนตัว) ที่เป็นคุณอภิสิทธิ์แทนที่จะเป็นคนอื่น คุณอภิสิทธิ์นั้นไม่ใช่คนกร้าวร้าว จะสังเกตเห็นได้ว่า เขาเป็นคนตาสวย มีดวงตากลมโต หากเขามีตาคมเข้มแบบดุๆ ก็รับรองว่าเมื่อดาวอาทิยต์ย้ายมาเป็นมหาอุจจ์ ช่วงนั้นจะมีคนตายกันเยอะเพราะความดุดันของดาวอาทิตย์ (ดาวอาทิตย์คือ ดวงตา)

สำหรับดาวอาทิตย์จะโคจรในราศีเมษระหว่างวันที่ 14 เมษายน-13 พฤษภาคม แสดงว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำประเทศจะทำอะไรในช่วงนี้ จะประสบความสำเร็จดี หากจะดำเนินการประชุมอาเซียนอีกครั้งก็ควรใช้โอกาสนี้ แต่ถ้าทำไม่ทันจะไปประชุมอาเซียนกันในช่วง 14 พฤษภาคม-14 มิถุนายน ซึ่งดาวอาทิตย์โคจรอยู่ในราศีพฤษภ อันเป็นภพเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศไทย ก็น่าจะทำให้บ้านเมืองได้อานิสงค์ดีเช่นกัน

เห็นมั้ยครับ ผมโฟกัสไปที่ตัวผู้นำประเทศไทย แค่พิจารณาจากดาวอาทิตย์ก็บอกอะไรได้มากมาย โหราศาสตร์นั้นมีหลักเกณฑ์เต็มไปหมด คุณจะใช้อย่างไร ขอให้รู้หลักก็จะใช้ได้ถูกโดยไม่จำเป็นต้องพะวงว่าจะดูไม่ครบหลักเกณฑ์รึเปล่า บางคนสูตรเยอะ เป็นห่วงตัวเองจะทายไม่เข้าเกณฑ์ที่เรียนมาเยอะ ก็จับโน่นนี่มาพิจารณาเต็มไปหมด

ส่วน ดาวพฤหัสบดี นั้น (มีคนถาม) ได้มณฑ์จาก ราศีมังกร เข้าสู่ ราศีกุมภ์ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน โดยพฤหัสบดีจะเดินหน้าอยู่ในราศีกุมภ์ไปจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน ราศีกุมภ์นี้เป็นภพลาภผลของประเทศไทย ระยะนี้ก็จะส่งผลดีในเรื่องที่เกี่ยวกับการต่างประเทศ ซึ่งถ้ารัฐบาลจัดการประชุมอาเซียนในช่วงนี้ไปไม่เกินวันที่ 10 มิถุนายน ก็เข้าล็อคที่ไทยจะได้ประโยชน์หลายอย่างครับ พอหลังจากวันที่ 10 มิถุนายน ดาวพฤหัสบดีจะเริ่มเดินถอยหลังกระทั่งกลับเข้าสู่ราศีมังกรอีกครั้งในวันที่ 15 สิงหาคม ซึ่งก็ยังคงถอยหลังต่อไปเรื่อยๆจนถึงประมาณ 24 องศากว่าๆในราศีมังกร ก่อนจะเดินหน้าเป็นปกติอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม เป็นต้นไป ถือได้ว่าปีนี้ ดาวพฤหัสบดีเดินผิดปกตินานหลายเดือนทีเดียวครับ

ทำให้มองรวมๆได้ว่าการเมืองไทยยังคงวุ่นวายต่อไป เพราะ ดาวราหู ก็ยังลอยอยู่ในราศีมังกร ซึ่งเป็นภพกิจกรรมการงานของดวงเมืองไปจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายนโน่นแน่ะ การชิงไหวชิงพริบ การดำเนินแผนการทั้งบนดินและใต้ดิน การสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้ายให้เข้าใจผิดกันระหว่างกลุ่มต่างๆยังคงมีอยู่ และเมื่อดาวพฤหัสบดีเดินผิดปกติยังงี้ เรื่องความยุติธรรม การแก้กฎหมาย ก็น่าจะยังเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่เหมือนเดิม

มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง ไม่รู้จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกรึเปล่า นั่นคือขณะนี้ ดาวมฤตยู (ยูเรนัสนั่นแหละครับ) ได้ย้ายเข้าไปในราศีมีนแล้ว และจะอยู่ที่ราศีนี้นานราว 7 ปีด้วยกัน อันว่าดาวมฤตยูก็คือการเดินทาง การท่องเที่ยว เมื่อมันหลบเข้าไปอยู่ในภพวินาศน์ของดวงเมือง ซึ่งมีลักษณะเป็นเรื่องลึกลับ ปกปิดไม่เปิดเผย กอปรกับตอนนี้ดาวราหูก็คลุมมืดอยู่เหนือฟ้าเมืองไทย และดาวคุณธรรมอย่างพฤหัสบดีก็กำลังอ่อนแอ อาจเป็นไปได้ว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบ้านเราจะถูกพิษเศรษฐกิจบีบคั้นจนต้องเปลี่ยนแปลงลักษณะของมันไป บางทีอาจมีธุรกิจผิดจารีตประเพณี ผิดศีลธรรมอันดีงามเกิดขึ้นด้วยความจำเป็น เช่น เปิดบ่อนการพนัน ค้าประเวณี หรืออะไรแปลกๆที่คิดกันขึ้นมาและทำตามกันไปอย่างคึกโครม ซึ่งราศีมีนนั้นเป็นราศีน้ำทะเล จึงเป็นไปได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่หัวเมืองชายฝั่งทะเลเป็นอันดับแรก เรื่องนี้มีเวลาหลายปีที่จะเกิดขึ้นได้ อยู่ที่ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่เท่านั้น

เรามาพูดภาษาไพ่ทาโรต์กันบ้างดีกว่า เอาใจคนรักทาโรต์หน่อยเดี๋ยวจะน้อยใจกัน :-)

ปีนี้ 2009 เอาเลข 20 + 09 = 29 เอาเลข 2 + 9 ได้ผลลัพท์เท่ากับ 11 หรือไพ่ Justice นั่นเอง

justice1 

 ถ้าแปลความหมายพื้นๆที่รู้จักกันทั่วไปก็คือเรื่องคดีความ ข้อพิพาททางกฎหมาย รวมไปถึงเรื่องการเมืองการปกครอง การเรียกร้องความยุติธรรม ก็ถือว่าในปีนี้ก็เข้าล็อคไพ่ใบนี้ ความจริงเหตุการณ์ของปีนี้มันต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วซึ่งตกไพ่ Wheel of Fortune หมายถึงจุดสิ้นสุดวงรอบ บางคนตกจากจุดสูงสุดและบางคนขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดแทน เหมือนเวลาเราเล่นชิงช้าสวรรค์แล้วกระเช้าที่เรานั่งมันก็หมุนขึ้นลงไล่กันไป มีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดา อยู่ที่เวลาลงมันลงอีท่าไหน ทุกคนมีจังหวะของการลงนะครับ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะลงได้สวยๆ เพราะทำกรรมไว้ต่างกัน บางคนก็ลงโดยใจยังไม่พร้อมจะลง บางคนก็พลัดตกลงมา ก็ธรรมดาชีวิตนะครับ ถ้าในใจไม่คิดยึดติดกับมันมาก ก็คงไม่มีพลังไปผลักดันคนอื่นให้เดือดร้อนแทนได้มากมายขนาดนี้

ทีนี้เวลาใจมันยึดติดนี่แหละทำให้วงรอบของทาโรต์เดินหน้าต่อไป คือทาโรต์มันเดินมาถึงใบที่ 10 ก็ถือว่าน่าจะมองเห็นกงล้อแห่งโชคชะตา น่าจะรู้ซึ้งถึงกฎแห่งกรรมได้แล้ว (ดูความหมายของ Wheel of Fortune) แต่เมื่อปัญญายังไม่เกิด จิตยังพยายามหาความสมดุลต่อไป ความสมดุลของชีวิตอยู่ที่ไหน? ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน? คนเรายังคงถามถึงมันอยู่ ไพ่ Justice จึงปรากฏต่อเนื่องกันมาเป็นไพ่ใบที่ 11 ซึ่งรูปภาพส่วนใหญ่มักใช้สัญลักษณ์ตาชั่งเอียงๆ เหมือนเป็นปริศนาว่า ความยุติธรรมมีจริงหรือไม่ มีอยู่ที่ไหน?

จะว่าไปตัวผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าความยุติธรรมมันอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าถ้าเราไม่ถามหามัน ดูเหมือนชีวิตเราสมดุลขึ้นมาทันทีเลย ความยุติธรรมมันเกิดขึ้นเป็นความรู้สึก บางทีมีส้ม 10 ลูก เราได้แค่ 3 ลูก อีกคนได้ไป 7 ลูก เราก็อาจจะไม่ถามหาความยุติธรรมก็ได้ เพราะเราไพล่ไปนึกเองว่า คนนั้นเขาทำงานดีกว่าเรา เขาทำงานมากกว่าเรา เขาควรได้ส้ม 7 ลูก เราเองอยู่เฉยๆได้แค่ 3 ลูกก็อร่อยเหมือนกัน… เห็นมั้ยครับความยุติธรรมอยู่ที่ใครจะคิดยังไงแค่นั้นเอง ความยุติธรรมมันมีอยู่แต่ยิ่งร้องหามันก็ยิ่งไม่เจอ (ในความรู้สึก) 

เอาเถอะ เรื่องนี้ต้องปล่อยให้แต่ละคนคิดกันได้เอง กลับมาพูดถึงไพ่ Justice ดีกว่า ข้อแนะนำสำหรับทุกคนในปีนี้ หากต้องการให้ชีวิตสมดุลก็ควรวางใจให้เป็นธรรมกับทุกเรื่อง ที่ผ่านมาผมได้ยินคนหลายๆส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกัน อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้ารัฐบาลยึดหลัก Justice แม้อาจจะดูเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเองสักหน่อย แต่หากมองยาวๆแล้ว ผมว่าจะเกิดคุณมากกว่าโทษ ส่วนใครที่เล่นนอกเกม ถือว่าผิดหลัก Justice ก็ไม่ต้องห่วงว่าตัวเองจะรอดกฎแห่งความยุติธรรมของ Justice ไปได้ ถึงแม้คุณจะรอดพ้นเงื้อมือกฎหมาย แต่ตาชั่งของ Justice ย่อมรักษาสมดุลตามธรรมชาติ

สำหรับใครที่เดือดร้อนใจในปีนี้ อาจเพราะคุณกำลังได้รับผลจาก Justice ซึ่งคุณได้ทำอะไรไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้นะครับ ฉะนั้นเมื่อใจมันเดือดร้อน ก็พยายามทำใจซะว่าให้มันแล้วกันไป ขอให้ตั้งหน้าทำแต่ความดีต่อไปก็แล้วกันครับ ไม่ต้องพยายามถ่วงตาชั่งให้สมดุล เพราะมันจะสมดุลของมันเอง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น ตาชั่งก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว…

ป.ล. ว่าจะเขียนหลายเรื่อง แต่แค่วิเคราะห์ดวงก็ยาวแล้วน่ะ

เผยแพร่ใน: on เมษายน 23, 2009 at 3:09 am ความเห็น (13)

พักยก

radio

ผมออกจากกรุงเทพวันที่ 10 เมษายน และเดินทางกลับถึงบ้านในช่วงค่ำวันที่ 14 เมษายน เป็นการเที่ยวสงกรานต์ตามที่ได้กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า ไม่มีเจตนาจะหลบหนีความรุนแรงทางการเมืองอะไร ขณะที่อยู่ต่างจังหวัด ก็ติดตามข่าวเสื้อแดงประท้วงแบบสรุปสาระสำคัญรายวัน คือไม่ได้เกาะติดทุกความเคลื่อนไหว แน่นอนครับว่า เรื่องสำคัญของบ้านเมือง ย่อมไม่เกี่ยวกับอารมณ์ส่วนตัวว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เมื่อมันเกิดเรื่องขึ้น เราก็ไม่ทำเป็นไม่สนใจไยดี ซึ่งก็คงเหมือนกับคุณๆ ผมเองก็ตามข่าวด้วยความห่วงใย แม้จะอยู่ในช่วงท่องเที่ยวก็ตาม

อย่างไรก็แล้วแต่ ความห่วงใยของผมนั้น เป็นความห่วงใยที่ได้ไตร่ตรองดูแล้วว่า ตัวเราเองสามารถทำอะไรได้บ้าง เราจะช่วยเหลืออะไรเขาได้มั้ยเพื่อให้สถานการณ์มันดีขึ้น พอคิดๆดูแล้ว ก็รู้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้เลย เพราะผมไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง แต่ให้ผมไปห้ามพวกเสื้อแดงเขาก็ไม่ฟังอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงทำได้แค่ห่วงใยและภาวนา โดยที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกเครียดหรือเป็นทุกข์กับเรื่องนี้ ผมคงอยู่ในความสงบ เที่ยวให้สนุก จับจ่ายใช้สอยอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายและผู้ประกอบการตาดำๆ พยายามคิดว่า ไหนๆเราก็มีกรรมร่วมกันเป็นคนในสังคมเดียวกันแล้ว เรามาแบ่งหน้าที่กันทำไปพลางก่อน คุณเสื้อแดงทำเพื่อประชาธิปไตยของคุณไป ส่วนผมก็ช่วยเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ พยายามใช้จ่ายเงินทองที่พอมีเพื่อไม่ให้เทศกาลท่องเที่ยวมันต้องกร่อย หลังจากที่พวกเราพลาดไปแล้วเรื่องการประชุมอาเซี่ยน ซัมมิท

เมื่อกลับมาถึงบ้านตอนค่ำ และได้ฟังข่าวดีว่าแกนนำเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุมและยอมเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ (แม้จะเป็นการยุติแค่ชั่วคราวก็ตาม) ผมยกมือไหว้สิ่งศักดิ์เลยครับ ผมภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ตอนที่ผมพาแม่และน้องปลาเข้าวัดทำบุญ พอดีมีโอกาสไหว้พระนเรศวร พระเจ้าตาก จึงขอให้พระองค์ท่านช่วยแผ่นดินสยาม ซึ่งลูกหลานเรียกมันว่าประเทศไทย ขอให้ความวุ่นวายยุติลง ขอให้รอดพ้นวิกฤติ

ตอนที่เสื้อแดงบุกจนการประชุมอาเซี่ยนต้องยกเลิกไปนั้น ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะเข้ามาอัพบล็อก เรียกร้องให้รัฐบาลยอมแพ้และประกาศยุบสภา เพราะพวกคุณจัดการปัญหาไม่ได้ คุณซื้อใจคนส่วนใหญ่ไม่สำเร็จ แต่สุดท้ายผมต้องยอมรับว่าคุณทำได้ คุณรักษากฏหมายเอาไว้ได้ โดยเฉพาะเป็นการปฏิบัตหน้าที่ตามสถานการณ์ ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละเหตุการณ์ มีความหนักเบาต่างกันไป คุณทำได้เหมาะสมบนความชอบธรรม ซึ่งความชอบธรรมนี้ แม้บางคนอาจมีมุมมองที่เถียงกันได้ แต่ผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับว่ามันยังอยู่บนความชอบธรรม คุณจัดการอะไรต่างๆได้ดีกว่ารัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย ทุกรัฐบาลต่างก็มีเครื่องมือเท่าเทียมกัน อยู่ที่ว่าใครจะมีกึ๋นและสำนึกในความรับผิดชอบมากกว่ากันเท่านั้น

และผมก็จะไม่ลืมว่า เสื้อเหลือง กับ เสื้อแดง เป็นคนละกลุ่มกัน พวกเขามีเป้าหมาย มีกลยุทธ และมีดีกรีความรุนแรงแตกต่างกัน ความเห็นของผมนั้น เราต้องมองแยกให้ละเอียด ไม่ควรมองรวมๆแค่ว่าสองเหตุการณ์ล้วนเป็นเรื่อง “รัฐบาลสลายกลุ่มผู้ชุมนุม” โดยที่ไม่ได้พิจารณาความจำเป็นที่บีบบังคับให้รัฐบาลนั้นๆต้องตัดสินใจ ณ เวลานั้น จริงแล้วเหตุการณ์เฉพาะหน้าของแต่ละรัฐบาลที่ต้องเผชิญ มันอยู่บนเงื้อนไขที่ไม่เหมือนกัน  

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในท้ายที่สุดผมก็ต้องไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณกลุ่มเสื้อแดงที่ยอมยุติการชุมนุม ขอบคุณที่ไม่ขอสู้แตกหักตายเป็นตายแบบขาดสติไปมากกว่านี้ ขอบคุณครับ

ป.ล.รูปข้างบน ซื้อจากร้านโชห่วย ราคา 450 บาท ใช้ถ่านก้อนใหญ่ 4 ก้อน สะดวกดีครับ หิ้วติดตัวเวลาไปนั่งเล่นริมทะเล ไว้ฟังเพลง ธรรมะ ข่าว เสียงดังฟังชัด
 
ป.ล.ตอนต่อไปเกี่ยวกับเรื่องวิเคราะห์ดวง เที่ยว และการทำบุญ รวมๆกันนะครับ :-)

เผยแพร่ใน: on เมษายน 16, 2009 at 4:06 pm ความเห็น (5)

ทะเล ใจ และไผ่แดง

เป็นครั้งแรกที่เว้นวรรคอัพบล็อกไปกว่าหนึ่งเดือน ทำให้เดือนมีนาคม 2009 ไม่มีอยู่ในปฏิทินบล็อกจิตปัน ซึ่งอันนี้ต้องโทษดาวยูเรนัสที่ย้ายเข้าราศีมีน อิทธิพลของมันทำให้ผมต้องระหกระเหเร่ร่อนไปนอนค้างอ้างแรมตามหัวเมืองชายฝั่งทะเล ชนิดที่เรียกว่า สัปดาห์ชนสัปดาห์ แทบจะไม่ได้นอนบ้านเลยครับ เริ่มตั้งแต่พัทยา ไปต่อภูเก็ต กลับมากระบี่ และจบด้วยหัวหิน ตั้งแต่สนามกอล์ฟ ปีนภูเขา ไปจนถึงดำน้ำดูปะการังและเจ้านีโม่

จากทุนเดิมเป็นคนผิวสองสี มาบัดนี้ตัวดำขำยิ่งกว่า วิล สมิธ ก็ไม่ปาน :)

เท่านั้นไม่พอ ผมยังถูกบังคับให้เที่ยวดึกดื่น เข้าเทค และร้องคาราโอเกะหลายคืนติดต่อกัน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจทุกสิ่งอย่าง ผมกลับมาบ้านด้วยซุ่มเสียงแหบพร่า ไอค็อกแค็กเหมือนโรคเรื้อรัง ส่วนหัวใจรึก็จุกๆเสียดๆ เกรงว่าไขมันจะอุดตันเส้นเลือดหนักขึ้นกว่าเดิมรึเปล่า เพราะเกือบทุกวันกินแต่อาหารทะเล หลากหลายสไตล์ ไทย จีน อิตาลี ฝรั่งเศส แถมทุกเบรคฟาสต์ผมใจอ่อนทุกทีที่บริกรมาถามว่าจะรับชาหรือกาแฟ ซึ่งผมขอกาแฟ

เมื่อวานผมเลยต้องไปหาหมอเพื่อตรวจระดับไขมันในเลือด คาดว่าคอเรสเตอรอลและไตรกีเซอร์ไรด์คงจะพุ่งปรี๊ดส์ รวมทั้งขอยาแก้หลอดลมอักเสบมากินด้วย แต่ผลตรวจเลือดกลับบอกว่าระดับไขมันยังชนเพดานของเกณฑ์ปกติอยู่ (คือถ้ามากกว่านั้นนิดเดียวก็จัดอยู่ในระดับสูง) ทั้งที่ผมไม่ได้กินยาลดไขมันมาเป็นปีแล้ว อันนี้ต้องยกความดีให้ชาสมุนไพรไทยทั้งหลายที่ผมเพียรชงดื่มอยู่เป็นประจำ ไม่น่าเชื่อว่ามันช่วยได้จริงๆ

ยังไงก็แล้วแต่ เพราะมีไข้อยู่เล็กน้อยและไอบ่อย มันเลยระบมไปถึงหน้าอกและปวดเมื่อยตามเนื้อตัว จากนี้ไปผมคงต้องนอนพักผ่อนเยอะๆ เพราะอีกไม่เท่าไหร่ก็จะถึงเทศกาลสงกรานต์อีกแล้ว งานนี้ก็คงต้องเหนื่อยกันอีกรอบ แต่หนนี้เป็นการเที่ยวล้วนๆ ไม่มีงานมาเจือปน เมื่อเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ก็มักจะนึกถึงน้องปลาอยู่เสมอ อยากให้น้องปลามาอยู่ด้วยกัน ก็เลยตั้งใจว่าสงกรานต์นี้จะไม่ขออยู่เวรทำงาน อยากหยุดพร้อมน้องปลาแล้วพาเธอไปเที่ยวทะเล เพราะการไปทะเลโดยไม่มีเธอ กับการพาเธอไปทะเลนั้น ความรู้สึกมันแตกต่างกันเหลือเกิน…

พูดถึงเรื่องคาราโอเกะ หลังจากผมกลับมากรุงเทพแล้ว ค่ำวันรุ่งขึ้นก็แวะไปหาเพื่อนรุ่นพี่ที่เปิดร้านอาหารและมีคาราโอเกะให้แขกขึ้นไปร้องบนเวที ผมซึ่งเสียงยังแหบๆ ก็อุตส่าห์ขึ้นไปร้องโชว์แบบไม่ขัดศรัทธา ร้องไปหลายรอบจนไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดี จู่ๆนึกถึงเพลง “ไผ่แดง” ก็เลยร้องเพลงนี้

ปรากฏว่าร้องไปได้รอบหนึ่งกำลังจะวนกลับมาซ้ำอีกรอบ สายตาเหลือบไปเห็นแขกโต๊ะหนึ่งนั่งกันอยู่ 5-6 คน ใส่เสื้อสีแดงกันเป็นส่วนใหญ่ ทุกคนเหมือนหยุดการพูดจา ต่างมองขึ้นมายังผมบนเวที ขนาดคนที่ถูกเพื่อนบังก็ยังอุตส่าห์ชะโงกหน้าเพื่อมองผม

สำนึกของผมเข้าใจได้ทันที คงเป็นพวกเสื้อแดงที่กลับมาจากฟังทักษิณโฟนอินแน่ๆเลย บังเอิญอะไรอย่างนี้ เนื้อเพลงไผ่แดง เดิมทีพูดถึงอุดมการณ์ที่แตกต่างระหว่างเสรีนิยม กับลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่มันดันเข้ากันพอดีกับเหตุการณ์วุ่นวายในช่วงนี้ โดยเฉพาะสีแดงในเนื้อเพลงคงทำให้พวกเสื้อแดงรู้สึกว่าโดนด่าอยู่รึเปล่า

“ไผ่ต่างพันธุ์ ต่างเผ่า ต่างกอ ไผ่ก็ยังต่างสี ดั่งผู้คนในสังคมเรานี่ ไยจะไม่ต่างกัน”

“คนละทาง คนละอย่าง คนละอุดมการณ์ แต่ก็มีจุดหมายเดียวกัน เป็นเรื่องราว ของชาวไผ่แดง”

“บ้างก็รู้ กันอยู่แก่ใจ บ้างก็ฝันกันไป”

“แต่จงจำไว้ก่อนจะสาย อย่าให้ใคร มาสนตะพาย”

ร้องมาถึงท่อนสุดท้าย ซึ่งตามเพลงต้องร้องซ้ำสองครั้ง ผมพยายามดัดเสียงแหบพร่าของตัวเองให้เหมือนพี่เทียรี่มากที่สุด ทอดเสียงเนิบช้า-เศร้า และหวังว่าคงจะกินใจใครก็ตามที่กำลังฟังอย่างตั้งใจ

“แต่จงจำไว้ก่อนจะสาย อย่าให้ใคร มาสนตะพาย”…

เผยแพร่ใน: on เมษายน 3, 2009 at 3:07 am ความเห็น (14)