อยากอัพ…(บล็อก)

ช่วงนี้ยอมรับว่าไม่มีเรื่องอัพบล็อกเท่าไหร่ครับ

ไม่มีสาเหตุแน่ชัด อาจเพราะชีวิตดำเนินไปแบบเดิมๆ

อาจเพราะงานเยอะ พอเสร็จงานก็เลยนอนเยอะ ใช้ชีวิตในตอนตื่นนอนน้อยลง

อาจเพราะไม่ได้ไปเที่ยวไหน ก็เลยไม่ได้เจออะไรแปลกใหม่

ถึงไม่ค่อยมีเวลา แต่ก็อ่านหนังสือมากอยู่เหมือนเดิม ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบมาอ่าน ส่วนใหญ่เป็นหนังสือธรรมะ หนังสือแง่คิดดีๆ ซึ่งก็คิดอยู่ว่าจะเอามาเขียนลงบล็อกดีมั้ย?

คิดมาคิดไปก็ไม่ยอมเขียนซะงั้น

หลังๆมานี่ออกจะเกร็ง เวลาจะยกธรรมะมาลงบล็อก (ไม่ได้เจาะจงใครนะครับ รู้สึกมานานแล้ว) คือใจเราเห็นว่า เออ อันนี้ดีจัง อยากเอามาแบ่งปัน แต่ก็กลัวว่า เดี๋ยวบางคนอ่านแล้วรู้สึกว่าเล่นแรง เดี๋ยวเขาจะคิดว่ายกธรรมะมาข่มกัน เอามาต่อว่ากัน

ทำให้ผมซีเรียสไปเลย

ยามที่ไม่รู้จะอัพอะไร (แต่พยายามจะอัพให้บ่อย)

งั้นพูดสิ่งที่กำลังคิดๆ อยากๆ อยู่ในช่วงนี้ดีกว่า

1.ทุกครั้งที่ดูข่าวคืบหน้าคดีแอบถ่ายโฟร์-มด ใจเราอยากให้ตำรวจรีบสืบสวน รีบจับคนผิดให้ได้เร็วๆ กลัวมันจะทำลายหลักฐานไปซะหมดแล้วตำรวจจะคว้าน้ำเหลว… เอาใจช่วยอยู่นะ คุณตำรวจ

2.อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ออกมาดูดี แต่ก็…มันเป็นไปไม่ได้

3.ไม่กลัวน้ำท่วม แต่รู้ว่าคนอื่นกำลังลำบากเพราะน้ำท่วม เลยอยากให้น้ำลดเร็วๆ เพื่อนก็มีบ้านอยู่ลพบุรีเหมือนกัน เขาว่าน้ำท่วมหนัก น่าเห็นใจ

4.ระหว่างทำงานเสิร์ชฟังเพลงเก่าๆเยอะอยู่เหมือนกัน อยากเอาเพลงมาใส่บล็อกบ้าง แต่รู้สึกว่า wordpress ใส่เพลงไม่ได้ใช่ป่ะ ต้องทำลิงค์อย่างเดียวเหรอ?
 
5.อยากพักร้อน

6.พออยากรู้ว่า “ชีวิตตัวเองช่วงนี้เทียบได้กับไพ่ใบไหน” เลยเอาไพ่ชุด The Ancestral Path Tarot ออกมาเสี่ยงหยิบดู ได้ The Wheel of Fortune 

 

เผยแพร่ใน: on กันยายน 24, 2008 at 4:29 am ความเห็น (8)

ละอองหนาว

 
ทำงานรอบดึกมาได้สองวันแล้ว ตีสองตีสามเดินถือถ้วยกาแฟควันฉุยจากร้านสะดวกซื้อ

ระหว่างเดินไปยังออฟฟิศ สายลมแผ่วๆ วูบมากระทบหน้า…

ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่านะ ความรู้สึกช่างเหมือน ลมหนาว!

พยายามค้านตัวเอง… ไม่หรอกน่า คงเป็นลมปนละอองฝน มันก็ทำให้หนาวเย็นได้ใกล้เคียงกันหรอก

วันนี้ทั้งวันไม่มีแดด แต่ฝนก็ไม่ตกนะ

อีกใจนึงพยายามแยกแยะ

ถ้าเป็นลมหนาวจะเย็นแห้งๆ ส่วนลมฝนจะเย็นชื้นๆ

อืมม… ก้ำกึ่ง แยกไม่ออก (เหมือนพยายามแยกแยะดีชั่วชอบกล ^^)

เอางี้  ช่วงนี้เป็นฤดูฝน ก็คงเป็นลมฝนแหละ แต่เป็นลมฝนโลกร้อน ฤดูกาลปรวนแปร ลมฝนกลายพันธุ์เป็นลมหนาว

สรุปด้วยหลักเหตุผลบวกกับความรู้สึกส่วนตัว ผมเดินจิบกาแฟหลบลมหนาวขึ้นไปทำงาน

ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลนัก…

เผยแพร่ใน: on กันยายน 22, 2008 at 1:57 am ความเห็น (4)

รัก…เปลี่ยน

เคลียร์งานแล้วเสร็จ ให้เวลาตัวเองนอนพักผ่อนแบบไม่ต้องสนใจอะไรหนึ่งวันเต็มๆ จากนั้นก็ได้ฤกษ์กลับมาเคลียร์อีเมลส่วนตัวกันต่อไป

กำลังไล่ตอบจดหมายคนที่ถามดวงเข้ามาอยู่ จู่ๆก็มีโทรศัพท์ของน้องคนหนึ่ง เธอเรียบๆเคียงๆด้วยความเกรงใจ “คืนนี้ พี่ว่างมั้ย?”

พอรู้ว่าเธออยากจะปรึกษาปัญหาชีวิต ผมจึงตอบตกลงให้เธอโทรมาอีกครั้งช่วงค่ำๆ น้ำเสียงเธอแอบสั่นเครือเล็กน้อย ได้ฟังแล้วผมรู้สึกแตกต่างชอบกล…

ผมสัมผัสถึงสุขและทุกข์ที่อยู่ห่างไกลกันลิบลับระหว่าง ‘คนร้อนใจ’ กับ ‘คนเย็นใจ’

พักหลังมานี้ ถึงแม้ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างให้ได้นอนเล่นสบายๆ แต่ผมก็มีความเย็นใจ สาเหตุเพราะว่าเราไม่ได้เอาฟืนไฟอะไรมาสุ่มที่อก

ผิดกับน้องคนนี้ เธอมีไฟสุมทรวงมานานเหลือเกิน ผมไม่ได้ยินเสียงของเธอหลายเดือนแล้ว จนถึงวันนี้เธอยังแบกความทุกข์เดิมๆอยู่เลย

เข้าใจเลยนะ คนที่ละวางอะไรได้แล้ว มักจะบอกกับคนที่ยังทุกข์ให้ปล่อยวางซะเถอะ นั่นฟังดูไม่ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ทุกข์เท่าไหร่เลย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ปล่อยวางแล้ว คุณคงไม่มีอะไรจะบอกมากไปกว่าบอกให้เขาปล่อยวาง เขาจะได้สัมผัสกับความเย็นใจเสียทีว่ามันสบายอุราแค่ไหน

 

 

กลับมาเรื่องจดหมาย

มีฉบับหนึ่งอ่านแล้วทำให้ผมคิดอะไรได้มากมาย ไม่เชิงเป็นการตอบจดหมายหรอกครับ แค่อาศัยเรื่องราวมาเขียนต่อเท่านั้น…
 
“ถ้าชอบเค้าแล้วต้องผิดอีกครั้งหนึ่ง จะขอทำผิดอีกได้มั้ยยยยยยยย จะหยุดตรงนี้หรือชอบเค้าต่อไป และมันจะเป็นอย่างไรไม่รู้เลยยยยยย โอ้ย ชีวิต ทำไงดีฟระ ช่วยหน่อยนะเจ้าคะ”…

ความรักนี่นะ มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีเทคนิคพิเศษที่คนนี้ใช้ได้ผลแล้วจะต้องได้ผลกับคนโน้นด้วย แนะนำไปก็ไม่รู้จะเกิดประโยชน์หรือเปล่า แต่ถึงอย่างงั้น ผมเองก็อยากจะชี้อะไรบางอย่างในมุมมองของผมบ้างอยู่เหมือนกัน

ผมว่าบ่อยครั้งที่คนเราต้องเจอกับปัญหาเดิมๆ เจอเรื่องราวซ้ำๆที่จบลงแบบเดิมๆ นั่นก็เป็นเพราะว่าตัวเราเองยังคงเป็นคนเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย คุณว่ามั้ย…

เราอาจได้เจอผู้คนหลากหลาย แต่ละคนที่เข้ามาอาจแตกต่างกันไป ถ้าเราจะสนใจในรายละเอียด แน่นอนไม่มีใครเหมือนกันได้ทั้งหมด แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ทำไมมันลงเอยแบบเดิมทุกทีสิน่า

เพราะเราเป็นเราอยู่วันยังค่ำนี่เอง ทำให้เราเลือกมองคนแบบเดิมๆ ปัญหาเดิมๆก็เลยต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หรือบางโอกาสเราได้เจอคนใหม่ที่แตกต่าง แต่เราก็ยังกระทำหรือตัดสินใจอะไรในแบบฉบับของเรา มันจึงทำให้เรื่องราวจบลงแบบทางถนัดของเราอยู่ดี

เราอาจภาวนาขอให้เจอคนที่ ‘ใช่’ นั่นแสดงว่าคนที่แล้วๆมายังไม่ใช่สำหรับเรา คำถามก็คือแล้วคนที่ใช่จริงๆนั้นเป็นยังไง เป็นคนที่ไม่ว่าเราจะพยายามทำให้มันจบแบบเดิมยังไง ไอ้หมอนั่นก็ยังทนอยู่กับเราต่อไปใช่รึเปล่า?

สำหรับผมนะ เมื่อก่อนกับในตอนนี้ผมเปลี่ยนแปลงไปมาก ผมไม่ได้เป็นคนเดิม ไม่ได้ตัดสินใจแบบเดิม ถ้าผมยังคิดแบบเดิมผมอาจมีเหตุต้องเลิกกับแฟนคนปัจจุบันไปนานแล้ว…

นานาจิตตังนะครับ ผมเคารพความเป็นตัวตนของทุกคน บางทีแต่เดิมตัวตนของผมคงไม่มีคุณค่าอะไรอยู่แล้ว ณ วันนี้ผมจะเปลี่ยนแปลงมันไปก็ไม่มีความเสียดายอะไร ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมคิดถูกมาตลอด ไม่กลัวว่าถ้าเปลี่ยนไปคิดอีกอย่างแล้วชีวิตต้องพัง หรือต้องไม่มีความสุขแน่ๆ

ผมยอมเปลี่ยนตัวเองก็เพราะผมเบื่อตัวเองน่ะครับ เบื่อที่ตัดสินใจแบบเดิมๆแล้วมันก็จบแบบเดิมๆทุกที ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

เผยแพร่ใน: on กันยายน 18, 2008 at 5:13 am ความเห็น (9)

ศานติในเรือนใจ

ตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมามีคนเซิร์ชหา หมู่บ้านพลัม กันมากผิดสังเกต ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรายการ สุริวิภา ที่บินไปสัมภาษณ์ท่านอาจารย์นัท ฮันห์ ถึงประเทศฝรั่งเศสรึเปล่า จะด้วยเหตุใดก็ตาม ผมขอร่วมอนุโมทนาในกุศลจิตของผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่านด้วยครับ

พอดีระหว่างสัปดาห์นี้ผมเคลียร์งานยังไม่เสร็จ เกือบจะว่างเว้นการอัพบล็อกไปแล้ว แต่ก็ได้มาคิดว่าโอกาสดีอะไรอย่างนี้ เมื่อไม่ได้จะเขียนความคิดเห็นที่แสนธรรมดาของตัวเองให้คนอ่าน ไฉนเราไม่ทำง่ายๆ แต่ได้ผลดีกว่ากันมหาศาล คือใช้เวลาเท่าที่มีคัดบางตอนจาก ศานติในเรือนใจ ผลงานของท่าน ติช นัท ฮันห์ แปลโดย ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ ให้คนอ่านกันเสียเลยเล่า

 

“…ในจิตวิทยาเชิงพุทธคำว่า ‘สังโยชน์’ หมายถึง การก่อตัวพันธนาการหรือปมเงื่อนภายใน ตัวอย่างเช่น เวลาใครสักคนพูดอะไรบางอย่างที่ไม่ดีกับเรา ถ้าเราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงพูดเช่นนั้นและเรารู้สึกขุ่นเคือง ปมอย่างหนึ่งก็จะเกิดขึ้นในตัวเรา การขาดความเข้าใจเป็นรากฐานของปมเงื่อนภายในทุกชนิด การเจริญสติจะทำให้เราเกิดทักษะในการตระหนักรู้ถึงปมเงื่อนทันทีที่มันถูกผูกขึ้นในตัวเรา และค้นพบวิธีที่จะคลายปมนั้น ปมภายในนั้นจำเป็นจะต้องได้รับความเอาใจใส่จากเราอย่างเต็มที่ทันทีที่มันก่อตัวขึ้นในขณะที่มันยังหลวมๆอยู่ เพื่อว่าการคลี่คลายปมนั้นจะง่ายขึ้น ถ้าเราไม่คลายปมต่างๆของเราในขณะที่มันเพิ่งจะเกิดขึ้น ปมเหล่านั้นก็จะรัดแน่น และแรงขึ้น การจะให้จิตใจของเรายอมรับว่า มีความรู้สึกในทางลบอย่างเช่นความโกรธ ความหวาดกลัว และความเศร้าโศกเสียใจอยู่นั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้นมันจึงหาทางซ่อนความรู้สึกเหล่านี้ไว้ในส่วนที่ซ่อนเร้นในจิตสำนึกของเรา เราได้สร้างกลไกการปกป้องตัวเองอันประณีต เพื่อที่จะปฏิเสธว่าไม่มีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ แต่ความรู้สึกที่เป็นปัญหาเหล่านี้มักพยายามเปิดเผยตัวออกมาเสมอ

ก้าวแรกในการจัดการกับปมเงื่อนในจิตไร้สำนึกเหล่านี้ ก็โดยการพยายามดึงมันมาสู่การตระหนักรู้ เราภาวนา หายใจอย่างมีสติเพื่อที่จะเข้าไปถึงปมเหล่านี้ มันอาจจะเปิดเผยตัวมันเองออกมาในรูปของภาพ ความรู้สึก ความคิด คำพูด หรือการกระทำ เราอาจจะสังเกตเห็นความรู้สึกกระวนกระวายและถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกขุ่นเคืองนะเวลาเธอพูดอย่างนั้น?” หรือ “ทำไมฉันจึงยังทำอย่างนั้นอยู่อีกนะ?” หรือ “ทำไมฉันถึงเกลียดตัวละครในหนังเรื่องนั้นจัง?” การสังเกตตัวเราเองอย่างใกล้ชิดจะทำให้ปมเงื่อนที่อยู่ภายในปรากฏออกมา และเมื่อเราฉายแสงแห่งสติของเราไปยังปมเงื่อนเหล่านี้ มันจะเริ่มเผยตัวมันเองออกมา เราอาจจะรู้สึกขัดขืนอยู่บ้างที่จะเฝ้ามองมันต่อไป แต่ถ้าเราพัฒนาความสามารถในการนั่งอยู่เฉยๆ และสังเกตความรู้สึกต่างๆของเรา ต้นตอของปมเหล่านี้จะค่อยๆเผยตัวเองออกมาอย่างช้าๆ และทำให้เราคิดออกว่าจะคลายปมนี้ได้อย่างไร การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้เรารู้ถึงปมเงื่อนต่างๆภายในตัวเรา และทำให้เกิดศานติขึ้นในตัวเรา…”   

ปล. ผมเชื่อว่าคนอ่านบล็อกจิตปันมีด้วยกันหลากหลาย บางคนผ่านจุดเริ่มต้นของการภาวนาไปแล้ว บางคนกำลังเรียนรู้อย่างตั้งอกตั้งใจ และบางคนคิดอยากจะลองสัมผัสดูสักครั้ง… หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อทุกคนนะครับ

เผยแพร่ใน: on กันยายน 11, 2008 at 1:54 am ความเห็น (3)

Tokyo Towers

ได้เห็นช่องไทยพีบีเอส เอาซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่อง โตเกียว ทาวเวอร์ส มาฉาย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นภาพยนตร์มากกว่านะ

รู้สึกว่า แม่ ในหนังซีรี่ส์มีบทบาทที่ออกจะดราม่าไปหน่อย แต่ในหนังใหญ่ คนเป็นแม่นี่กินขาดเลย เขาไม่ได้เล่นบทน่าสงสารให้เราดู มันเป็นอารมณ์ของแม่คนจริงๆ เป็นแม่ที่ทำเพื่อลูกโดยไม่ได้คิดอะไร หนังเรื่อยๆ อืดๆ สไตล์หนังชีวิตญี่ปุ่น แต่ค่อยๆเข้าไปในใจเราทีละน้อย จำได้ว่าพอดูจบผมอยากขับรถกลับบ้านไปหาแม่เดี๋ยวนั้นเลย

แน่นอนว่าหนังย่อมเก็บรายละเอียดจากนิยายได้ไม่หมด แต่เขาเก่งที่เลือกดึงอารมณ์ลึกๆของเรื่องออกมาถ่ายทอดได้

นี่ขนาดผมกับแม่อยู่ไม่ไกลกันนะ ถ้าเป็นคนอื่นที่เขามาจากต่างจังหวัดไกลๆ จากบ้านมาตามหาความฝันในเมืองหลวง ดูเรื่องนี้แล้วเขาคงรู้สึกอะไรได้มากมาย

ดีวีดีหนังญี่ปุ่นนี่ชอบมีของแถมน่ารักๆ

โตเกียว ทาวเวอร์ส มี promise cheque เป็นสมุดเซ็นเช็คเขียนคำมั่นสัญญาให้คนที่คุณรัก ^^

อย่างดีวีดีเรื่อง Always 2 ก็มีของแถมเหมือนกัน

 

เรื่องนี้มีของเล่นให้ประกอบเป็นบ้าน รถไฟ และสะพานกระดาษ

พูดถึงหนัง Always เรารู้สึกเต็มอิ่มกับภาคแรกไปแล้ว พอมาถึงภาค 2 ก็เลยได้รับแต่ความบันเทิง ถึงแม้ภาคนี้จะมีบทสรุปเรื่องราวจากภาคแรกให้เราก็ตาม

อีกอย่างที่หนังเอาใจวัยรุ่นคือ โฮริกิตะ มากิ ภาคนี้น้องมากิได้รับบทมากขึ้น ได้แต่งตัวแสดงความเป็นสาววัยใสให้เห็นกันชัดๆ เสียดายเราฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เลยแยกไม่ออกว่าสำเนียงภาคเหนือที่น้องมากิพูดในหนังมันฟังดูน่ารักแค่ไหน :-)

เผยแพร่ใน: on กันยายน 6, 2008 at 2:53 pm ความเห็น (4)