อย่าหยุดหายใจ

 

 
เมื่อตอนอายุสัก 10 กว่าขวบ ผมขึ้นเตียงผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ นางพยาบาลฉีดยาสลบแล้วถามผมอย่างนุ่มนวล ‘ง่วงหรือยังคะ’ ผมตอบเธอว่า ‘ยัง’ แค่นั้นเองผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย มารู้สึกตัวอีกที พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงเดิม กำลังบิดตัวไปมา นางพยาบาลคนเดิมใช้มือตีหน้าผม เพี๊ยะ ๆ ทำเสียงเครียดบอกให้ผมหายใจสิคะ หายใจ คือผมต้องดิ้นทุรนทุรายเพราะดันไม่ยอมหายใจเอง

จังหวะแป๊บเดียวนั้น ผมพบตัวเองกลั้นหายใจอยู่ ยังงงว่าทำไมไม่ยอมหายใจวะ รอคอยให้พยาบาลช่วยทำอะไรสักอย่าง เพราะผมอึดอัดมาก แต่ในที่สุดผมก็หายใจเข้าไปเอง เสียงเอะอะในห้องผ่าตัดจึงสงบลง ทุกคนเสร็จสิ้นภารกิจ มีคนมาเข็นเตียงผมไปที่ห้องพักคนไข้…

ช่วงวัยเรียนผมถูกปลูกฝังเรื่องการหายใจ เขาว่าตื่นนอนตอนเช้าควรออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด 3 ครั้ง จำไม่ถนัดว่าเป็นคำสั่งสอนจากโรงเรียน หรือจากสื่อโทรทัศน์ ผมเป็นเด็กว่าง่ายในบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องอะไรพวกนี้ล่ะ ผมมักทำตามเสมอ สมัยนั้นพอตื่นนอนก็เลยโผล่หัวทางหน้าต่างมาหายใจลึกๆ ทำแล้วรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นเหลือเกิน

วัยเด็กอีกเหมือนกัน ทางโรงเรียนนิมนต์พระมาสอนอานาปานสติกรรมฐานทุกวันพฤหัสบดี เป็นการทำสมาธิด้วยลมหายใจเข้า-ออก ผมทำตามจนชิน เรียกว่าถึงเดี๋ยวนี้แม้จะห่างหายการปฏิบัติไปบ้าง แต่ถ้าต่อเมื่อไหร่ก็ติดเมื่อนั้น เหมือนรู้อารมณ์ของมันแล้ว แต่คงบอกคุณไม่ได้หรอกว่าถึงขั้นไหน มันมีแค่ความสงบ ไม่ได้เกิดฤทธิ์เดชอะไร

อานาปานสติ มีความสำคัญมาก แต่สมัยหนึ่งคนเก่งพุทธกลับมาเถียงกันเสียยกใหญ่ บางคนมองว่ายังไม่ใช่ทางตรงไปนิพพานโน่นเลย ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นประเด็นให้มาเถียงกันได้เลยนะคนเรา เดี๋ยวนี้ดีหน่อยไม่มีใครมาเถียงอะไรแบบนั้นกันแล้ว โดยเฉพาะตามเว็บบอร์ดธรรมมะทั้งหลาย ผมว่าเราน่าจะมาเถียงกันเรื่องทำยังไงให้กิเลสตัวเองลดลงจะดีกว่า

ผมชอบเรื่องเกี่ยวกับลมหายใจ และชอบแนะนำใครๆที่กำลังเป็นทุกข์ให้สูดหายใจลึกๆ ช้าๆ อากาศมันมีความแตกต่างกันอยู่นะ เหมือนอาหารที่เรากินเข้าไปนั่นแหละ ถ้าเราเอาความรู้สึกไปอยู่ที่ลิ้นเพื่อจะรับรสอาหารมื้อนี้ว่าเป็นยังไง ฝึกบ่อยๆเราจะเป็นนักชิมอาหาร จะรู้ได้ว่าอาหารจานนี้อ่อนเค็ม เปรี้ยว หวานอย่างไร อากาศก็เหมือนกันครับ ถ้าเราค่อยๆสูดหายใจ จับความรู้สึกที่โพรงจมูก ผ่านเข้าไปในปอด ถึงกระบังลม แล้วค่อยๆผ่อนลมออกมา ทำบ่อยๆ เราจะรู้ได้ว่ารสชาติของอากาศเป็นอย่างไร

ผมใช้คำว่า ‘รสชาติ’ ไม่ใช้คำว่ากลิ่น เพราะผมคิดว่ากลิ่นมันสัมผัสง่ายแค่ปลายจมูก แต่รสชาติของอากาศต้องใช้ความละเอียดในการสัมผัส ต้องสูดให้ลึกเต็มปอดแล้วซึมซับไปทั่วร่างกาย

ถ้าทุกคนละเมียดละไมในการสูดหายใจ เฝ้าสังเกตรสชาติของอากาศกันเป็นนิสัย ผมว่านอกจากจะทำให้เรามีสติ ไม่เกิดทุกข์ได้ง่ายแล้ว ทุกคนยังจะพยายามแสวงหาอากาศบริสุทธิ์ และจะช่วยกันแก้ปัญหามลพิษไปโดยปริยาย เช่น คนเราจะชอบปลูกต้นไม้ ดูแลสภาพแวดล้อม ตกแต่งภูมิทัศน์ให้ปลอดโปร่ง ทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก คือ มันจะเป็นไปเองตามรสนิยมด้านอากาศของเรา

วันก่อนคนที่เจอกับเรื่องหนักๆ ถามผมว่าเขาควรจะทำยังไงต่อไปดี ผมตอบแบบติดตลกว่า ‘จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ อย่าหยุดหายใจก็แล้วกัน’

บางครั้งเมื่อเกิดเรื่องราวขึ้นแล้ว เราคงไม่ต้องทำอะไรกับมันมาก แค่จัดการกับความรู้สึกของเราเองก็พอ อย่าหยุดหายใจครับ หายใจลึกๆเข้าไว้

เผยแพร่ใน: on กรกฎาคม 31, 2008 at 3:29 am ความเห็น (8)

ปัญญา-อาวุธ

 

22 ก.ค.51

ภายหลังหารือนอกรอบกันนานหลายชั่วโมง พล.อ.บุญสร้าง กับ พล.อ.เตีย บันห์ ก็มานั่งแถลงข่าวด้วยกัน ยอมรับว่า กรณีเขตแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะต่างก็ติดขัดในข้อกฏหมายของประเทศตัวเอง

ผมได้ดูข่าว แม้ไม่เห็นอะไรคืบหน้า แต่ก็รู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สร้างสรรค์มากเลยครับ

ไทย กับ เขมร คุยกันแบบสันติได้อยู่นะ เราสงบเสงี่ยมมากกว่าคนอีกหลายชาติในโลกนี้

พูดแง่โหราศาสตร์ ตามตำราของ อ.พลูหลวง (ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ท่านสังเกตว่า ไทย กับ เขมร มีราศีสิงห์ เป็นราศีประจำประเทศเหมือนกัน (อันนี้คนละเรื่องกับดวงเมือง)

ถ้าคุณเปิดปฏิทินโหรจะพบว่าตอนนี้ ราศีสิงห์ กำลังวุ่นวายมากเชียวล่ะ มันมี ดาวเสาร์ ที่ย้ายมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมี ดาวอังคาร ย้ายมาสมทบเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา

เสาร์ ปะทะ อังคาร ถือเป็นดาวคู่สงคราม และเหตุรุนแรงต่างๆ…

ระยะที่ดาวคู่นี้อยู่ร่วมราศีเดียวกันคือตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน – 9 สิงหาคม 2551 ฉะนั้นในเดือนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงที่ว่า มันจะกินเวลาเกือบเดือนครึ่งครับ ไม่จำเป็นต้องแสดงผลชัดเจนในวันที่ 2 กรกฎาคม อย่างที่มีหมอดูฟันธงเอาไว้ เพราะในวันนั้นก็ไม่เห็นจะเกิดเรื่องสะเทือนขวัญอะไร ตามปฏิทินโหร วันที่ 2-3 กรกฎาคม ดาวเสาร์ และอังคาร ทับกันพอดีที่ 7 องศา แถมตรงกับวันจันทร์ดับ เหตุนี้กระมังทำให้ใครบางคนรีบทายทักให้เข้ากับสถานการณ์ร้อนๆ เพราะโอกาสทายถูกนั้นมี แต่สุดท้ายก็ทายไม่ถูก

การทายเหตุการณ์ให้ถูกตามวันเป๊ะๆ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ของหมอดู เลยมีคนชอบเสี่ยงออกมาทายกันบ่อยๆ ถ้าทายถูกคุณจะโด่งดังมีชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทองก็จะเข้ามาหา แต่เวลาทายผิดก็ไม่เห็นใครจะเจ็บตัวตรงไหน

ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาวิชาโหรมาแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์กันขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงไม่เคยมีใครทายถูกทุกครั้งหรอก ส่วนใหญ่แล้วทายผิดด้วยซ้ำไป แต่เวลาทายโดนหางเลขเข้าทีก็ร่ำลือกันไป ผมว่าวิชาโหรมันทายได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น ถึงคุณจะถือเคล็ดลับเก่าแก่จากปูมโหรไหนอยู่ก็ตาม มันก็ไม่ได้แม่นไปเสียทุกครั้ง แต่ทำไมพยายามทายแบบโชะๆๆ เหมือนมีตาทิพย์กันจัง

สำหรับผมถ้า เสาร์ กับ อังคาร มาเจอกัน ผมก็บอกได้แค่ว่าให้ระวังความขัดแย้งรุนแรง ระวังขาดสติ ระงับอารมณ์ไม่อยู่ (ทั้งเรื่องภายในหรือระหว่างประเทศ) เมื่อดาวคู่นี้มาเจอกันที่ราศีสิงห์ ก็ให้ระวังเรื่องการยึดถือศักดิ์ศรี เรื่องความดื้อรั้นของผู้นำ รวมถึงเรื่องความรุนแรงเกี่ยวกับเด็กและวัยรุ่นพ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งมันจะกินเวลาอยู่ประมาณเดือนครึ่งอย่างที่ว่าไว้น่ะครับ (วันนี้ไม่ขอพูดถึงภัยธรรมชาติ)

ทีนี้ดาวเสาร์ กับอังคาร ทำให้ขันติความอดทนของผู้คนหดหายไปเลยรึเปล่า?

สำหรับผมมันแค่สั่นคลอนภาวะทางอารมณ์ของผู้คนเท่านั้น แต่เรื่องจะบานปลายใหญ่โตถึงขั้นทำให้ผู้คนเจ็บตายจำนวนมากหรือไม่ ก็อยู่ที่กรรมเก่าของพวกเราล่ะครับ ว่าพวกเราได้สะสมขันติความอดทน สะสมการรู้จักแก้ปัญหาด้วยเหตุผลกันมามากแค่ไหน

ถ้าปกติคนไทยเป็นผู้ที่รู้จักใช้ปัญญาแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้กำลัง เมื่อยามที่ดาวแรงๆมากระทบ แม้ทำให้เราเป๋ไปบ้าง แต่เราก็จะกลับมาตั้งสติได้ใหม่ ไม่ปล่อยให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต ผมจะไม่พยายามทายว่ามันต้องเกิดเหตุร้ายแน่ๆ เพราะเรายังเตือนสติกันได้อยู่นี่ครับ

กลับมาพูดเรื่องเขมรกันต่อ

นอกจากราศีประจำประเทศไทย กับ เขมร คือราศีสิงห์แล้ว อ.พลูหลวง ยังบันทึกว่า ดาวประจำประเทศไทยนั้นคือ ดาวพฤหัสบดี ส่วนดาวประจำประเทศเขมร คือ ดาวพุธ

ช่วงนี้ดาวพฤหัสบดีเดินพักร์ถอยหลัง ส่งผลไม่ดีต่อประเทศไทย ส่วนดาวพุธนั้น กำลังจะโคจรเข้ามาสมทบที่ราศีสิงห์ ระหว่างวันที่ 3-22 สิงหาคม ซึ่งระหว่างนั้น นอกจาก ดาวเสาร์ อังคาร พุธ ก็ยังมี ดาวเกตุ ที่ร่วมวงไพบูลย์อยู่ด้วย ดังนั้นทุกฝ่ายควรประคองสถานการณ์เอาไว้ให้ดี อย่าให้ตึงเครียดกันเกินไป ขอให้พ้นเดือนสิงหาคมไปก่อนน่าจะดีกว่าครับ และประเทศไทยน่าจะดีขึ้นเมื่อดาวพฤหัสบดีเริ่มเดินหน้าเป็นปกติ คือตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนเป็นต้นไป

ข้อน่าสังเกตอีกอย่างคือ ดาวเสาร์ อังคาร พุธ และเกตุ รวมกลุ่มกันที่ราศีสิงห์นั้น สอดคล้องกับการมารวมตัวกันของทัพนักกีฬาจากทั่วโลกในโอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ครับ เพราะราศีสิงห์ยังเป็นราศีประจำประเทศจีนอีกด้วย 

หายไปหลายวัน กลับมาพูดแต่เรื่องดวง ไม่ว่ากันนะ :-)

เผยแพร่ใน: on กรกฎาคม 22, 2008 at 4:19 am ความเห็น (2)

ต้นสำนึก

ดู sms ตรงขอบล่างจอทีวี สะท้อนมุมมองของผู้ชมรายการ มีหลายข้อความทำนองว่า…

“เฮ้อ…เมื่อไหร่จะเลิกทะเลาะกันสักที”

“เบื่อ…บ้านเมืองทำไมวุ่นวายอย่างนี้”

ผมอ่านแล้วอดมโนภาพแบบตลกร้ายไม่ได้ว่า เจ้าของข้อความคงเป็นสาวน้อยสักคนที่กดมือถือตื๊ดๆๆส่งไปขึ้นจอ เสร็จแล้วเธอก็กลับมากลุ้มใจเรื่องกิ๊กของตัวเองตามประสา…

“เฮ้อ…เค้าคิดยังไงกับฉันน้า”

“เค้ารักฉันมั้ยน้า”….

คืออารมณ์มันเหมือนเธอไม่อยากจะสนโลกใดๆ อยากยุ่งแต่เรื่องตัวเองเท่านั้น พร้อมกับมีกรอบความคิดอย่างหนึ่งว่า โลกนี้ได้เซตเอาไว้ดีอยู่แล้ว มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสุขของทุกคน ห้ามมันกลายเป็นอย่างอื่น และถ้ามันผิดปกติไป คือมันไม่ได้เป็นโลกที่น่าอภิรมย์ มันก็ควรจะรีบๆกลับมาน่าอภิรมย์ด้วยตัวมันเองเสียโดยเร็ว!

ผมอดนึกต่อไปไม่ได้ว่า ถ้าเธออยู่ที่แอฟกานิสถาน เขายิงระเบิดกันตูมตาม เธอจะเรียกร้องเอาความปกติสุขจากใคร เพราะจริงแล้วความปกติสุขไม่ได้ถูกธรรมชาติสร้างขึ้นมาเอง ทุกชีวิตไม่ว่าคนหรือสัตว์ได้เบียดเบียนกันตลอดเวลาในรูปแบบต่างๆ สังคมจะสงบสุขได้นั้นขึ้นอยู่กับคนส่วนใหญ่นั่นแหละที่ต้องการให้มันสงบสุข แล้วก็ลงมือทำอะไรบางอย่างที่มากกว่ามาร้อง “เฮ้อ เมื่อไหร่…” 

อันนี้ผมหมายถึงความสงบของสังคมนะครับ แต่ถ้าพูดถึงความสงบในแง่ปัจเจก ซึ่งคนเราสามารถมีจิตอันสงบได้ด้วยการปฏิบัติธรรม แม้โลกจะวุ่นวายยังไงก็ตามนั่นอีกเรื่องหนึ่ง

นั่งมโนภาพไปเรื่อยเปื่อยสักพักพลันได้เห็นอีกข้อความ… “สังคมมีปัญหาเพราะคนขาดจิตสำนึก”

อืมม… ใช่ (ผมคิดต่อ)

พูดกันมานานเรื่องจิตสำนึก ถ้าเราขาดแคลนข้าว เราก็ปลูกข้าวให้พอกิน เมื่อเราขาดแคลนจิตสำนึก ไฉนไม่เร่งปลูกจิตสำนึกกันเยอะๆ

แต่ก็นั่นแหละ เจ้าต้นจิตสำนึกนี่มันปลูกไม่ค่อยจะขึ้นซะด้วยสิ แถมโตช้าอีกต่างหาก

ไปๆมาๆเกิดภาพหนึ่งปรากฏในหัวผม เป็นไพ่ Courage ของชุด Osho Zen Tarot

ดอกไม้ป่าแทรกตัวขึ้นจากซอกหิน เบ่งบานงดงามท้าทายความแห้งแล้ง มันเติบโตขึ้นจากสภาพที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยิ่ง…

เวลาท้อแท้แล้วได้เห็นภาพนี้ ผมมีแรงฮึดขึ้นมาทุกที เจ้าดอกไม้ป่าที่ไม่มีใครสนใจใยดีกลับเปล่งรังสีออร่า แม้เป็นไม้เล็กๆแต่กลับแสดงคุณค่าในตัวมันเองได้อย่างกล้าหาญ

ผมเชื่อว่ามีคนตัวเล็กๆ คนกลุ่มเล็กๆ หรือชุมชนเล็กๆ ที่เดินหน้าทำงานปลูกจิตสำนึกกันอย่างไม่ย่อท้อ ปลูกให้เยาวชน ให้เพื่อนร่วมสังคม และหวังว่าสักวันต้นจิตสำนึกเหล่านั้นจะค่อยๆเบ่งบานจนเต็มเมือง 

ดอกไม้เล็กๆนี้มอบเป็นกำลังใจครับ :-)

เผยแพร่ใน: on กรกฎาคม 12, 2008 at 5:03 am ความเห็น (4)

ดูดวงประเทศ

6 ก.ค.51

นานๆทีผมถึงจะถามไพ่ทาโรต์ในเรื่องที่ห่างไกลจากตัวเอง เพราะปกติแล้วถ้าไม่ได้ดูดวงให้ใคร ผมมักใช้ไพ่เพื่อค้นหาสิ่งที่อยู่ในจิตใจตัวเอง หรือ healing ตัวเองซะมากกว่า ไม่ใช่ว่าทาโรต์จะทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้นะครับ ทาโรต์ดูใจคนอื่นก็ได้ ดูอนาคตให้คนอื่นก็ได้ แต่ถ้าคนอื่นเขาไม่ได้ถาม แล้วเราเอาแต่ส่องใจดูอนาคตของเขา เราอาจจิตป่วยเพราะหมกมุ่นเรื่องคนอื่นมากเกินไปก็เป็นได้ อันนี้ฝากถึงชาวทาโรต์ ขอให้ใช้ไพ่อย่างมีสติและจิตใจเบิกบานครับ

ที่เกริ่นมาอย่างนี้ เพราะวันนี้จะขอใช้ไพ่ในเรื่องไกลตัวอีกสักครั้ง ผลัดตัวเองมานานว่าจะเช็คไพ่ดูสถานการณ์บ้านเมืองว่าเป็นอย่างไร ก็รอให้มีวันว่างๆ จิตใจปลอดโปร่งสักหน่อยค่อยมาหยิบไพ่  รู้สึกวันนี้ก็โอเคนะ คงพอจะส่องดูอะไรได้บ้าง…

ผมตั้งจิตอธิษฐานหยิบไพ่ 3 ใบ อยากรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเราขณะนี้เป็นอย่างไร และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?

คำถามของผมมาจากความรู้สึกที่ตัวเองรู้ดีอยู่แล้วว่าบ้านเมืองกำลังวุ่นวาย มีการประท้วงทั้งที่เป็นประเด็นการเมือง คดีความ และปัญหาเศรษฐกิจ โดยในใจผมนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ภาพอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ต้องการวิธีแก้ไขปัญหามากกว่า ไพ่ที่ออกมาก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

1.Five of Wands  2.Seven of Cups  3.The Fool

5 ไม้เท้า เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมา คือสังคมเรามีความขัดแย้ง ดูภาพนี้แล้วชัดเจนไม่ต้องตีความเลยนะครับ ชาย 5 คน ถือไม้เท้าซัดกันนัว สังคมเรามันยุ่งเหยิงได้ถึงปานนั้น

7 ถ้วย เป็นความสับสน เลือกไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้ ใครไม่คุ้นกับไพ่ใบนี้ขอให้คลิกดูภาพให้ดีๆครับ สมมุติชายคนนี้เป็นประเทศไทย เขากำลังสับสนว่าจะเลือกถ้วยใบไหนดี ต้องเลือกให้ดีนะครับ อันไหนคือ “จอกศักดิ์สิทธิ์” ของพระคริสต์กันแน่ เห็นมั้ยครับมีถ้วยใบหนึ่งเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ ภายในถ้วยเป็นรูปพระเยซู มีรัศมีเปล่งประกายออกมา แต่กลับถูกผ้าคลุมอำพรางเอาไว้ ถ้าเลือกถูกเขาจะพบความสุขที่แท้จริง แต่ก็นั่นแหละ ในยุคนี้ความสุขคืออะไรกันแน่? ใครจะรู้ชายคนนี้อาจเลือกเอาถ้วยที่บรรจุแก้วแหวนเงินทองซึ่งหมายถึงความร่ำรวยก็เป็นได้, หรือเขาอาจเลือกช่อมะกอก สัญญลักษณ์แห่งชัยชนะและความสำเร็จ, และถ้าเขาเลือกแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่มองดูให้ถ้วนถี่ เขาอาจไปคว้าเอาถ้วยอสรพิษ, อสุรกาย, ปราสาทผีสิง หรือปีศาจจำแลง ที่วางอยู่รอบนอกทั้งสี่มุมก็นับเป็นความซวยของเขาแล้ว

โดยสรุปไพ่ใบนี้ไม่ได้ตัดสินว่าเราควรจะเลือกถ้วยใบไหนนะครับ มันบ่งบอกสภาวะสับสนตัดสินใจไม่ถูกมากกว่า เขาเอาสิ่งดีกับสิ่งไม่ดีมาคละเคล้ากันเพื่อแสดงว่า ถ้าเลือกดีก็ดีไป แต่ถ้าเลือกไม่ดีก็จะพบกับผลร้าย

สำหรับผมไพ่ใบนี้สะท้อนสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ได้ดีมาก คนไทยเจอกับข้อมูลข่าวสารจริงบ้างลวงบ้าง หรือแม้ในข้อมูลอันเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับใครเป็นคนตีความไปทางไหน คนที่ดูดีพูดจาน่าฟัง เราจะเชื่อใจเขาได้หรือไม่ เขาอาจเป็นอสรพิษที่จะมาแว้งกัดเราทีหลังก็ได้ หรือเราจะเลือกไปทางที่เล็งเห็นประโยชน์เฉพาะหน้าเอาไว้ก่อน แต่ในระยะยาวล่ะ มันจะดีไปตลอดหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันเป็นสภาวะที่จะปักใจเชื่ออะไรได้ยากเหลือเกิน เพราะสิ่งดีๆถูกคลุกเคล้ากับสิ่งที่เป็นอันตรายจนเราไม่กล้าเสี่ยง…

เดอะ ฟูล เป็นทางออกของปัญหาครับ ไพ่ใบนี้สำคัญมาก บางคนเห็นไพ่เบอร์ศูนย์อาจแปลความว่า “ฤาประเทศไทยจะต้องเริ่มนับศูนย์กันใหม่อีกแล้ว”… :-)   จะอะไรก็แล้วแต่ สมมุติถ้ามองเป็นไพ่อนาคต ผมยังไม่เห็นไพ่เลวร้ายปรากฏขึ้นเลยนะครับ

สำหรับวิธีแก้ปัญหานั้นผมขอแบ่งเป็นเรื่องๆเพื่อให้ครอบคลุม

1. เริ่มจากปรับความรู้สึกของผู้คนให้ผ่อนคลาย จากไพ่สองใบแรกแสดงว่าผู้คนเริ่มเครียดและสับสน ดังนั้น เดอะ ฟูล จึงปรากฏขึ้นเพื่อชักชวนให้เราทำจิตใจให้เบิกบาน มองโลกในแง่ดี ขึ้นชื่อว่าโลกมนุษย์ย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเครียดกับมันจนเกินไป จงทำใจให้เป็นอิสระจากปัญหาต่างๆ ซึ่งงานนี้น่าจะเป็นภาระของกรมสุขภาพจิตที่จะมีนโยบายอะไรออกมาในเชิงรุก อย่าตั้งรับเพียงอย่างเดียว

2. การตัดสินใจเลือกเดินไปทางใดนั้น ผมเสนออย่างนี้ครับ จากไพ่ใบที่สอง มีถ้วยให้เราเลือกทั้งวัตถุของมีค่า คุณธรรมความดีงาม และอบายมุขสิ่งเลวร้าย แต่คำแนะนำออกมาเป็น เดอะ ฟูล ซึ่งเป็นไพ่ของความไม่โลภอย่างยิ่ง เดอะ ฟูล เป็นเพียงเด็กพเนจร เขามีสัมภาระติดตัวเพียงห่อผ้าเล็กๆ ดังนั้นผมแนะนำว่าอย่าเลือกเดินไปในทางละโมบ อย่ามองเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า หรือมุ่งแต่จะเดินไปหาความร่ำรวย ระวังจะไปผิดทางนะครับ ขอให้มักน้อยเข้าไว้ครับ เชื่อผมเถอะ ถ้าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ก็ขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงดีที่สุดครับ ทำอะไรขอให้อยู่ในเหตุในผล พอประมาณ ไม่โลภ

3. การเมืองไม่ควรยึดกรอบความคิดหรือกติกาเดิมๆ ซึ่งเรื่องนี้อาจใหญ่เกินความรู้และสติปัญญาของผมจะระบุอะไรให้ชัดเจน บอกได้แค่ว่าเราต้องคิดอะไรใหม่ๆ สิ่งที่เรายังไม่เคยทำ ต้องคิดค้นมันขึ้นมาใหม่ ไม่จำเป็นต้องทำให้อยู่ในรูปในรอยตามตำราประเทศอื่น ขอให้ทำไปตามสัญชาตญาณ และธรรมชาติของเราเอง (และแน่นอน ต้องไม่คิดขึ้นจากความโลภของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง)

4. ผมเห็นลูกสุนัขสีขาวในไพ่เดอะ ฟูล ความจริงมันเป็นสัญลักษณะของความไร้เดียงสาและสัญชาตญาณของมนุษย์ แต่มันก็ชวนให้ผมนึกไปถึง “หมาเฝ้าบ้าน” ซึ่งหมายถึงสื่อมวลชนในประเทศนี้ด้วย สุนัขสีขาวทำให้ผมนึกถึง “สื่อสร้างสรรค์” เมืองไทยมีสื่ออยู่มากมาย แต่สื่อของเราทำงานกันไม่ค่อยสร้างสรรค์รึเปล่า? ผมอยากเห็นเรามีสื่อสีขาวเยอะๆ เป็นสื่อที่ช่วยกันเสนออะไรให้คนเกิดความคิดสีขาว มองโลกในแง่บวก เพราะเมื่อผู้คนพากันคิดอะไรบวกๆ มันก็จะส่งผลดีต่อประเทศในที่สุด

5. เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ความพยายามคิดค้นพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ถูกทางแล้วนะครับ อีกประเด็นหนึ่ง เดอะ ฟูล นั้นมีลักษณะฟุ้งกระจายออก น่าจะเกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติ มีโอกาสที่เราจะขุดพบก๊าซธรรมชาติที่ไหนอีกหรือไม่ (จะเกี่ยวกับตรงตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชารึเปล่าไม่แน่ใจ) นอกจากนั้น ตามภาพใบนี้ เด็กหนุ่มกำลังอ้าแขนรับแสงแดด ก็น่าจะเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย รัฐบาลน่าจะให้ความรู้กับชาวบ้านให้มากขึ้นว่าเราสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้บ้าง อย่างที่ผมเคยเห็นข่าวคนเอาแสงอาทิตย์มาย่างไก่ขาย เห็นมีตู้อบพลังแสงอาทิตย์ และอื่นๆ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ยังกระจัดกระจายอยู่ ถ้ามีการรวบรวมแล้วเผยแพร่ออกไป ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์กันอย่างจริงจังก็จะดีไม่น้อย

ฯลฯ…

เนื่องจากว่า The Fool เป็นไพ่ใบสำคัญที่ตีความได้กว้างขวาง และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของส่วนรวม ผมเลยไม่อยากตีความเอาเองคนเดียว จึงขอนำกรอบความหมายของ เดอะ ฟูล จากเว็บไซต์ www.learntarot.com มาแปะไว้ให้เห็นแนวทาง สำหรับคนที่ไม่เคยเรียนทาโรต์ก็จะได้ช่วยกันคิดหาทางออกให้ประเทศชาติไปพร้อมๆกันด้วยครับ

The Fool

beginning
entering a new phase
striking out on a new path
expanding horizons
starting something new
beginning an adventure
going on a journey
heading into the unknown

being spontaneous
living in the moment
letting go of expectations
doing the unexpected
acting on impulse
feeling uninhibited
surprising someone
feeling carefree

having faith
trusting the flow
staying open
letting go of worry and fear
feeling protected and loved
living in joy
recapturing innocence
believing

embracing folly
accepting your choices
taking the “foolish” path
pursuing a pipe dream
being true to yourself
taking a “crazy” chance
trusting your heart’s desire

เผยแพร่ใน: on กรกฎาคม 6, 2008 at 5:06 am ให้ความเห็น

ช่วยคิด ช่วยทำ

เพื่อนบอกว่ามีโครงการจะทำธุรกิจห้องซ้อมดนตรี ผมฟังแล้วก็ดีใจ เพราะเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ตั้งวงกันจริงจังสักที ก่อนหน้านี้เจอกันทีไรก็ได้แต่บอกกัน ให้ผมไปซ้อมกีต้าร์ ให้เพื่อนไปซ้อมคีย์บอร์ด ใครจะเล่นเพลงอะไรก็นัดมาแจมกัน กะจะให้เป็นกิจกรรมยามว่างที่ดูเท่และสร้างสรรค์ สุดท้ายก็เกริ่นกันไว้เฉยๆ ไม่ได้ทำสักที ส่วนตัวผมไม่ได้เล่นอะไรเป็นเพลงมานานมาก แค่ซ้อมนิ้วไล่สเกล เล่นลูกริฟฟ์ไปเรื่อยเปื่อย ถึงตอนนี้นับวันรอแล้วล่ะ คงอีกไม่นานจะได้รวมวงกันเล็กๆ

ตั้งแต่หยิบกีต้าร์มาปัดฝุ่น ทุกวันซ้อมนิ้วตลอด มีความสุขดี กีต้าร์ตัวนี้แหละ เคยเขียนไว้ว่าเป็นกีต้าร์สมัยเล่นวงโรงเรียน คุณภาพมือสมัครเล่น มันพังไปแล้วผมชุบชีวิตมันขึ้นใหม่ คือ ไปร้านทำกีต้าร์ที่มีชื่อร้านหนึ่ง ให้เขาเปลี่ยนบอดี้ใหม่ตามทรงเดิม ส่วนของคอและแท็คยังเป็นของเดิม จูนเสียงให้ใสขึ้น ถ้าจำไม่ผิดเสียเงินไป 7-8 พันบาท พูดง่ายๆคือถ้าเพิ่มเงินให้ถึงหมื่นก็ซื้อของใหม่ยี่ห้อดีหน่อยได้เลย แต่ความผูกพันกับกีต้าร์ตัวนี้ทำให้เลือกจะใช้งานมันต่อไป

ในสภาวะที่การเมืองและเศรษฐกิจทำให้คุณเครียด กิจกรรมยามว่างจะช่วยให้คุณหายเครียดได้ เวลาเพ่งสมาธิบนคอกีต้าร์ นิ้วซ้ายและมือขวาทำงานประสานกัน หูฟังโน้ตที่สะบัดจากสายเหล็ก ผ่านเอฟเฟ็กท์-อุปกรณ์ปรับแต่งเสียง เมื่อไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น ใจก็สงบเย็นโดยไม่รู้ตัว…

เชื่อว่าหลายคนมีกิจกรรมดีๆทำยามว่าง ทำแล้วจิตใจผ่อนคลายเกิดความคิดสร้างสรรค์ ตอนนี้บ้านเมืองเรากำลังขาดแคลนความคิดดีๆ ผมหมายถึงความคิดที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ไม่มีคนพยายามคิด แต่เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยกันคิด ผู้คนมักคิดว่าได้ทำตามหน้าที่ของตัวเองดีอยู่แล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี ทุกคนควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่ถ้าทุกคนตั้งโจทย์ขึ้นในใจ พยายามหาทางออกเพื่อส่วนรวมด้วย จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่

เวลาเล่นกีต้าร์ ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเล่นให้เก่งเป็นศิลปินดัง แค่เล่นให้ผ่อนคลายและมีความสุข แต่แค่นั้นไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ผมแอบตั้งโจทย์ในใจถามหาทางออกของบ้างเมือง อย่างน้อยเราตั้งโจทย์เอาไว้คำตอบมันอาจจะผุดขึ้นมาก็ได้ คนสติปัญญาดีกว่าผมมีอยู่มากมาย เชื่อว่าถ้าช่วยกันคิดจะต้องพบทางออกแน่

หลายเดือนก่อนหัวเมืองใหญ่ในหลายประเทศรณรงค์ประหยัดพลังงานด้วยการปิดไฟพร้อมกัน ซึ่งกรุงเทพก็เคยทำอย่างนั้น ผมแน่ใจว่ามันจะลดการใช้พลังงานไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ลองคิดเล่นๆ ถ้าเราได้ทำอะไรมากกว่าการสับคัตเอาท์ล่ะ ถ้าทั่วโลกสับคัตเอาท์พร้อมกันสัก 10 นาที เราคงประหยัดพลังงานไปได้มากโข และจะดีกว่ามั้ย ถ้าใน 10 นาทีนั้น คนกว่า 6 พันล้านทั่วโลกพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมต่างๆ ทุกคนสงบนิ่ง แล้วช่วยกันคิดหาทางออก…

ผมว่ามันมีพลังมหาศาลอยู่ในความคิดเหล่านั้น เพียงแต่ทุกคนช่วยกันคิดในเรื่องเดียวกัน 10 นาทีแม้อาจยังคิดอะไรไม่ออก อย่างน้อยคนส่วนใหญ่จะเลิกทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ…

เล่นกีต้าร์ให้ฟังนะ :-)

เผยแพร่ใน: on กรกฎาคม 2, 2008 at 3:23 pm ความเห็น (2)