จักรยานก็ดีนะ

คนจีนส่วนใหญ่ยังใช้จักรยานกันอยู่ แต่ค่าที่บ้านเขาเจริญขึ้นมาก จักรยานธรรมดาก็เลยถูกดัดแปลงเป็นจักรยานไฟฟ้า คือมีมอเตอร์ไฟฟ้าปั่นโซ่ให้ล้อหมุน ความเร็วน้องๆมอเตอร์ไซค์เชียวล่ะ ถ้าไฟหมดก็สามารถกลับไปใช้แรงถีบเหมือนเดิมได้ ผมเห็นชาวบ้านเขามีใช้กันทั่วไป ดูหน้าตาของมันน่าจะผลิตง่าย ราคาคงไม่แพง ได้ยินว่าบ้านเราก็มีเอามาขายเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยเห็นใครขี่บนถนนเลย หรืออาจจะเอามาขายแบบที่ทำอย่างหรู สำหรับคนรวยซื้อไว้ขี่เล่นในอาณาเขตส่วนตัวก็ไม่แน่ใจ

 

เรื่องจักรยานของคนจีนเมืองใหญ่ๆ ผมชอบใจตรงที่เขากั้นรั้วเหล็กไว้เป็นเลนเฉพาะสำหรับจักรยานและมอเตอร์ไซค์ ไม่ต้องไปวิ่งปะปนกับรถยนต์ คนขี่จักรยานก็สะดวก มีถนนให้วิ่งไปได้ทั่วเมือง แถมยังปลอดภัยไม่ต้องกลัวว่ารถจะมาแย่งเลนคุณเพราะมีรั้วกั้นให้ตลอดแนว ผมว่าการพัฒนาที่ถูกมันควรจะเป็นแบบนี้แหละ คือพัฒนาโดยคำนึงถึงพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ และมองการณ์ไกล เห็นว่าอะไรมีประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องไปตัดมันทิ้ง

เพราะแต่เดิมผู้คนเขาขี่จักรยานกัน ต่อมาเมื่อเริ่มใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้น เขาก็เลยกั้นเลนไว้ให้จักรยาน เขาต้องคำนึงถึงคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เอาไว้ก่อน ทำไมคนไทยแค่นี้คิดกันไม่ได้นะ

บ้านเรานี่ปล่อยให้รถมาแย่งถนนไปครองหมด คนจนก็เลยต้องเลิกใช้จักรยานด้วยความจำยอม และเพราะทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่า “ยานยนต์” คือสิ่งที่ “ใช่” สุดท้ายแม้แต่จะออกจากซอยไปขึ้นรถเมล์ เราก็ต้องควักตังค์จ่ายค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง

สมัยก่อนตอนผมเรียนมัธยม ยังจำได้ปากซอยจะมีที่รับฝากจักรยาน ใครอยู่กลางซอยไปถึงก้นซอยก็จะถีบสองล้อออกมาผูกโซ่ไว้ที่ปากซอยตอนเช้า พอตอนเย็นก็มาถีบกลับเข้าซอยไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ที่รับฝากจักรยานกลายเป็นวินมอเตอร์ไซค์ไปแล้ว

อย่างเมืองเชียงใหม่ แต่เดิมเขาก็ปั่นจักรยานกัน แต่พอคนเริ่มใช้รถยนต์กันมาก ก็กลายเป็นว่าต้องเดือดร้อนหาถนนให้รถวิ่งกันให้พอ หลังๆมานี่เห็นพยายามรณรงค์ให้ประชาชนกลับไปใช้จักรยานเหมือนเก่า นัยว่าแก้ปัญหารถติด ลดมลพิษ ส่งเสริมสุขภาพ และเหตุผลล่าสุดคือน้ำมันแพง 

บางคนบอกว่าเมืองไทยไม่เหมาะจะใช้จักรยาน เพราะเป็นเมืองร้อน เหตุผลนี้เป็นเรื่องจริงจังรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ถ้าพูดว่าอากาศร้อนอบอ้าวทำให้คนไทยชอบจะไปไหนด้วยรถยนต์กันมาก ผมก็เห็นด้วยครับ แต่ถ้าสรุปว่า อากาศบ้านเราแม้แต่จะขี่จักรยานก็ยังไม่ได้ อันนี้ผมเริ่มไม่เห็นด้วยแล้ว เพราะงั้นก็เท่ากับว่าเราเองไม่ได้ต่อสู้ หรือไม่ได้พัฒนาอะไรเลยจากความบีบคั้นทางธรรมชาติ พอจะหาทางออกก็กลับแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เจออากาศร้อนหน่อยก็นำเข้ารถยนต์มาขับกันเต็มเมือง ทั้งๆที่บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร

ส่วนตัวผมอยากใช้จักรยานนะครับ อยากออกกำลังกาย ถ้ารัฐบาลให้ความสนใจและผลักดันเรื่องนี้จริงจังก็ดีสิ ผมว่ามันแก้ปัญหาได้หลายๆเรื่อง ทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ลดการใช้พลังงาน ถึงแม้มันอาจไม่ได้แก้ปัญหาระบบขนส่ง หรือแก้ปัญหาการเดินทางที่เป็นภาพใหญ่ๆ แต่ผมเชื่อว่าเจ้าจักรยานจะทำให้วิถีชีวิตคุณค่อยๆปรับตัวเข้าหามันทีละน้อย ถ้าคุณสามารถใช้จักรยานได้สะดวกขึ้น คุณก็จะค่อยๆย้ายตัวเองมาอยู่ในจุดที่สามารถจะถีบจักรยานแล้วไปต่อรถไฟฟ้า หรือไปต่อขนส่งมวลชนอื่นๆได้

แต่ก็นั่นแหละ ถ้ารัฐจะเอาจริงก็ต้องวางแผนให้เป็นระบบไปเลย อย่ารณรงค์แค่ให้คนควักกระเป๋าซื้อจักรยานมาถีบกันตามมีตามเกิด คุณต้องหาเลนให้เขาวิ่งได้อย่างปลอดภัย หาที่จอดจักรยานให้เขา จากนั้นก็เริ่มทำบรรยากาศริมทางให้สวยงาม ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มรื่น

พอถึงหน้าร้อนเจ้าต้นราชพฤกษ์ตามรายทางจะแข่งกันออกดอกพวงเหลืองเต็มพรืดสุดสายตา ถีบจักรยานไปก็ฟังคนซ้อนท้ายพูดอะไรไปเรื่อยเจื้อย…

ผมดูหนังโรแมนติกมากไปรึเปล่าเนี่ย… :-)

เผยแพร่ใน:  on มิถุนายน 26, 2008 at 4:54 am ความเห็น (8)

เก็บตกความสุข…

 

เพื่อนคนที่บวชที่ราชบุรี ตอนนี้สึกออกมาเรียบร้อยแล้วครับ ผมได้คุยกับเขาถามว่าเป็นยังไงบ้าง เพื่อนซึ่งปกติไม่ได้ผูกพันกับศาสนาเท่าไหร่ ตอบกลับมาโดยใช้คำว่า “ต้องขอบคุณศาสนา”……

เพื่อนว่าการบวชทำให้รู้แล้วว่าความสงบจริงๆมันเป็นยังไง ที่ผ่านมาได้แต่อ่านเอาจากหนังสือ ไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆเลยว่าเวลาที่จิตใจไม่ต้องยึดติดกับอะไรนั้นมันเป็นยังไง มันไม่ต้องห่วงว่าวันนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นไปอีกเท่าไหร่ เพราะยังไงก็ใช้เท้าเดินบิณฑบาตอยู่แล้ว เวลาญาติโยมถวายเงินใส่ซองมาสองสามร้อยบาท เงินเท่านี้ถ้าเป็นชีวิตปกติก็คิดว่าไม่พอจะเอาไปซื้ออะไรได้ แต่สำหรับสมณะซึ่งเป็นเพศที่สละแล้วทุกอย่าง พอได้เงินมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะพระไม่ต้องใช้เงิน

พอสึกออกมาแล้ว เพื่อนต้องกลับไปเคลียร์ปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับงาน ปรากฏว่าเพื่อนจัดการกับทุกเรื่องได้อย่างมีสติ ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนไปเลย วันนี้เพื่อนคุยกับคนอื่นโดยไม่ร้อนรนไปตามอารมณ์ของเขา ไม่ได้จริงจังกับอะไรมากเกินไป เพราะคิดว่าชีวิตก็เท่านี้ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ผมฟังแล้วก็ได้แต่อนุโมทนาในใจ มันเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าศาสนาให้อะไรเราได้อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้

พูดแล้วก็นึกถึง เอ๋ เพื่อนของผมอีกคน เขาเป็นนักดนตรีและซาวด์เอ็นจิเนียร์ ซึ่งปกติไม่ได้ติดต่อกันทางเนตมานานแล้ว แต่สองวันก่อนเขาส่งอีเมลมาหา ผมเปิดดูพบว่าเป็นเพลงสวดมนต์คำแปลบทพาหุง มีเสียงร้องและทำนองเย็นๆ เหมาะสำหรับฟังก่อนนอน

เรื่องนี้ทำให้ผมแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติ เอ๋ ไม่เคยส่งอะไรที่เป็นมงคลมาให้ผมเลย ^^ กอปรกับช่วงนี้ผมเห็นแต่คนในสังคมเขาสาดโคลนใส่กัน เห็นแต่เขาจะเผด็จศึกกันในไม่กี่วันนี้แล้ว แต่เพื่อนผมกลับทำในสิ่งที่ผิดธรรมชาติของตัวเอง และผิดไปจากกระแสสังคมในช่วงนี้… ผมอาจจะคิดมากเกินไปนะครับ ความคิดผมมันไม่เป็นเหตุเป็นผลอะไร มันสะดุดขึ้นมาเฉยๆ บทสวดพาหุงคือบทสรรเสริญชัยชนะของพระพุทธเจ้าจำนวนแปดเหตุการณ์ด้วยกัน

ได้ฟังเพลงพาหุงก่อนนอน ผมหวังนะครับ หวังว่าทุกๆคนในสังคมจะได้รับชัยชนะที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ชนะใจตัวเอง 

ปล.1 เขียนบล็อกวันนี้ วันพุธที่ 18 มิถุนายน เงยหน้าดูปฏิทิน อ้าว… ขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันพระพอดีเลย ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

ปล.2 ข้างบนเป็นรูปพระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพ็ชรบรมไตรโลกนาถ วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เผยแพร่ใน:  on มิถุนายน 18, 2008 at 3:15 am ความเห็น (1)

ความสุข…

มีเรื่องดีๆ รูปสวยๆ จากเมืองจีนอีกเยอะยังไม่มีเวลาเอาขึ้นบล็อก แต่ก็คงต้องยุติไว้เพียงแค่นั้น เพราะงานการรัดตัวเลยทำให้ทิ้งช่วงไปนานเกินไป แต่ยังไงซะก็คงมีโอกาสไปเยือนอีกนั่นแหละ เอาไว้คราวหน้าค่อยย่ำแดนมังกรกันใหม่ครับ

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมไปโน่นมานี่ ซึ่งดูจะเป็นธรรมชาติของผมไปซะแล้ว คนเราถ้าดวงได้ไปไหนบ่อยๆ ชีวิตมันก็ระหกระเหินไปเรื่อยคุณว่ามั้ย ไม่ไปต่างประเทศ ก็ไปต่างจังหวัด จริงแล้วชีวิตประจำสัปดาห์ของผมก็ต้องเดินทางข้ามจังหวัดอยู่แล้ว คือทำงานที่สมุทปราการ หยุดวีคเอนด์ก็กลับไปปทุม พอจะไหว้พระทำบุญก็ต่อไปอยุธยา ทำยังงี้เป็นกิจวัตร :-)

ได้เขียนเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องจันทร์ดับ ว่าวันที่ 3 มิถุนายน ดวงจันทร์จะดับสนิทที่ราศีมิถุน ซึ่งเขาว่ากันว่าวันจันทร์ดับนั้น คุณทำอะไร คิดอะไร ชีวิตก็จะเป็นไปทำนองนั้นตลอดหนึ่งเดือน พอเขียนเอาไว้แล้วก็ลืมมันไปเลย วันนี้เกิดนึกขึ้นได้ อ้าว เลยจันทร์ดับมาแล้วไม่ทันรู้ตัว ก็เลยย้อนทบทวนดูว่าวันนั้นเราทำอะไรไปบ้างหว่า…

วันที่ 3 มิถุนายน เป็นวันที่เพื่อนรักของผมบวชที่ราชบุรี ผมใช้เวลางีบหลับสักชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้ ก่อนแข็งใจตื่นขึ้นมาตี 5 กว่าๆ เพราะคืนก่อนนั้นต้องทำงานจนดึกดื่น พอลุกขึ้นมาได้ก็อาบน้ำแต่งตัว ก่อนออกเดินทางยังไม่ลืมเอาแซนวิชปลาทูน่าและครัวซองส์ที่ซื้อเตรียมไว้มาอุ่นไมโครเวฟ จัดแจงแพ็กใส่กล่อง คว้ากาแฟขวดจากตู้เย็น เป็นอาหารแก้ง่วงระหว่างขับรถ ที่ต้องซื้อเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก็เพราะกะจะไม่ให้เสียเวลาแวะซื้อกินตามทาง แต่พอขับๆไปเกิดรู้สึกเหมือนเราจะไปปิกนิคยังไงชอบกล ^^

ขับเลยนครปฐมมาแล้ว กำลังมุ่งหน้าไปราชบุรี เส้นนั้นเห็นมีตำรวจทางหลวงดักจับรถอย่างขมีขมัน จุดแรกนั้นเห็นคุณตำรวจจับรถบรรทุกอยู่ ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเป็นภาพที่เห็นจนชินตา และนึกว่าตำรวจทางหลวงคงทำงานกันอยู่จุดนั้นจุดเดียว พอยิ่งใกล้จะถึงราชบุรี ผมก็ยิ่งเหยียบคันเร่งเพราะกลัวไปไม่ทันงาน ที่ไหนได้ ปรากฏว่ายังมีตำรวจดักอยู่อีกจุด เห็นไกลๆเขาเรียกคุยกับรถปิคอัพอยู่ ผมวิ่งอยู่เลนขวาด้วยความเร็ว เผอิญจริงๆว่ามีรถเก๋งอยู่ข้างหน้าผมอีกคัน ตำรวจอีกคนโผล่พรวดมาโบกเรียกคันนั้นให้เข้าซ้าย ไม่รู้จับความเร็วหรือจับรถวิ่งขวา รถผมที่ตามหลังมาติดๆก็เลยรอดมือคุณตำรวจไปอย่างโชคช่วย

จะว่าไปก็ไม่ได้ขับเร็วเท่าไหร่เลยครับ ถนนสองเลนธรรมดาๆ อย่างมากก็ความเร็ว 110 ไม่ถึง 120 กม.

ผมไปถึงวัดพอดีเขาแห่นาครอบโบสถ์ครบสามรอบแล้ว กำลังจะพานาคเข้าไปในโบสถ์ เรียกว่าไปถึงที่หมายทันเวลาแบบฉิวเฉียด ก็ได้เข้าไปร่วมฟังพระสวดมนต์ในโบสถ์ ได้เห็นเพื่อนที่สนิทกันมานานห่มผ้าเหลืองแล้วก็อดปลื้มใจแทนพ่อแม่ของเขาไม่ได้

ทำบุญเลี้ยงพระ และร่วมวงรับประทานอาหารกันเรียบร้อย ผมก็ลาพระและพ่อแม่กลับกรุงเทพ ขากลับชักจะง่วงเลยจอดแวะงีบนิดหน่อยที่วัดพระปฐมเจดีย์ พอรู้สึกตัวได้ก็ลงเดินยืดเส้นยืดสาย ไหว้พระทำบุญข้าวสาร และถ่ายรูปตามประสา

 

วันนั้นได้กลับมานอนจริงๆตอนหัวค่ำ แล้วก็หลับลึกยาวไปจนถึงสายของวันรุ่งขึ้น…

นั่นแหละครับ วันจันทร์ดับที่ผ่านมาของผม สรุปมันจะส่งผลยังไงบ้างล่ะเนี่ย

@@@@@@

หนึ่งวันถัดมาผมพาตัวเองไปโผล่ที่สมุยอีกครั้ง คราวนี้อยู่ทำงานจนถึงวันอาทิตย์ ก่อนจะกลับมาอัพบล็อกนี่แหละ

ที่สมุยผมมีความสุข… จะเหมือนความสุขของคุณๆรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ความสุขที่เกิดในใจเรานั้น คนอื่นจะมาตรวจวัดไม่ได้เลย มันเป็นสิ่งที่รับรู้ได้เฉพาะตัวแท้ๆ สามสี่วันมานี้ผมพักรีสอร์ทหรูๆ กินอาหารชั้นเลิศจนกินแทบไม่ไหว… แต่ถ้าเราเอาสถานที่ดีๆ อาหารตา อาหารปาก อาหารหูมาบอกใครๆว่าเรามีความสุขแค่ไหน เขาคงมองได้แค่ว่าเรามีความสุขอยู่ในระดับกี่ดาว เราได้พักโรงแรมกี่ดาว นั่งกินในร้านอาหารกี่ดาว…

เช้าวันหนึ่งตื่นมากินเบรกฟาสต์ในบรรยากาศที่เงียบสงบ ผมนึกไปถึงคนรวยๆ… เขานึกอยากจะมากินเที่ยวในสถานที่เดียวกับผมเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ แต่เมื่อมาแล้วทุกคนก็คงจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความสุขกับตาหูจมูกลิ้นกายเมื่อแรกได้สัมผัส คนเรามักจะตื่นตาตื่นใจเมื่อแรกมาเห็น อร่อยลิ้นเมื่อแรกได้กิน แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะเอาเรื่องทุกข์ร้อนที่ค้างใจอยู่มานั่งขบคิดมากกว่ากัน…

ในสถานที่เดียวกัน ซึ่งมีสภาพเหมือนแดนสวรรค์ มหาเศรษฐีบางคนอาจกำลังกังวลว่าตัวเองจะรอดพ้นคดีความที่เป็นปัญหาอยู่หรือไม่, ผู้มีอำนาจบางคนอาจกลุ้มใจว่าจะรักษาอำนาจให้อยู่กับตัวเองต่อไปได้นานแค่ไหน, ผู้บริหารบางคนอาจกำลังอมทุกข์เพราะไม่รู้จะพาบริษัทยักษ์ใหญ่ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจไปได้อีกสักกี่น้ำ หรือเจ้าสัวบางคนอาจนั่งถอนใจเมื่อเห็นกองอาหารดีๆ และบริกรสวยๆที่เขาสามารถเรียกหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเขารวยเร็วกว่านี้สัก 20-30 ปีก็ดีน่ะสิ เพราะตอนนั้นร่างกายเขาต้องพร้อมจะเสวยสุขมากกว่านี้…

ในแดนสวรรค์นั้น ผมมีความสุขก็เพราะได้คิดอะไรเพลินๆ โดยไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนมากดดันเลย แม้จะเป็นช่วงแค่สามสี่วันแต่ก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มีอะไรดีๆอยู่มากมายครับ

ยามเย็นท้องฟ้าเหมือนภาพสีน้ำ เลยยืนโพสต์ท่าให้น้องที่ไปด้วยกันถ่ายไว้เป็นที่ระลึก

รอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพกับเพื่อนๆ ไม่รู้ทำอะไรเลยหยิบกล้องมาถ่ายเล่น

ที่สนามบินเกาะสมุยเดี๋ยวนี้เปลี่ยนโฉมไปเยอะแล้ว ดูสวยงามมีสไตล์ดีครับ

 

เผยแพร่ใน:  on มิถุนายน 9, 2008 at 6:04 am ความเห็น (6)

ย่ำแดนมังกร (2)

บ่าย 4 โมงครึ่งของวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ผมทำอะไรอยู่ก็จำไม่ได้ น่าจะเป็นช่วงที่เราเสร็จงานกันแล้ว อาจกำลังนั่งกันในร้านกาแฟ หรืออยู่บนมินิบัสกำลังเดินทางกลับที่พักก็ไม่รู้ ช่วงที่ว่านี้ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อค 5.8 ริกเตอร์ ที่มณฑลเสฉวน แต่แรงสั่นสะเทือนมาไม่ถึงเซี่ยงไฮ้ พวกเราก็เลยไม่รู้เรื่อง กระทั่งตื่นเช้ามาเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ไชน่า โพสต์นั่นแหละ

ข่าวช่วงนี้มีแผ่นดินไหวบ่อยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเมืองจีน ประเทศอื่นๆก็ทะยอยกันสั่นไหวไปตามๆกัน ตอนที่แผ่นดินเสฉวนถล่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ผมก็กะจะเอาโหราศาสตร์มาวิเคราะห์ให้ดูอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำเพราะรู้สึกว่าน่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องธรณีวิทยาเขาได้อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์จะดีกว่า มันย่อมจะได้ประโยชน์กับประชาชนมากกว่าที่หมอดูจะทายทักให้คนกลัวกันไปเปล่าๆ นักธรณีวิทยาเขาสามารถเตือนผู้คนได้ว่าควรจะอพยพหรือไม่ หรือมีวิธีเอาตัวรอดกันยังไง

รุ่งขึ้นเปิดทีวีดูรายการวิเคราะห์ข่าว เขาทำกราฟฟิกอธิบายให้คนดูเข้าใจว่า จากนี้ไปเสฉวนอาจจะมีภัยพิบัติครั้งใหม่ที่เกิดจากเขื่อนถล่ม เพราะก้อนหินจากภูเขาได้ถล่มลงมาปิดกั้นทางเดินน้ำในหลายจุด กลายเป็นเขื่อนหินธรรมชาติ ซึ่งหากว่ามีฝนตกหนัก น้ำก็จะทะลักท่วมเมืองที่อยู่ใต้เขื่อน ขณะนี้เจ้าหน้าที่เขาก็พยายามสกัดหินที่ขวางทางน้ำกันเต็มกำลัง ส่วนหนึ่งก็ได้มีการอพยพผู้คนให้ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย

คิดดูแล้วก็อันตรายไม่น้อยเลย ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้วด้วยสิ ผมเปิดปฏิทินโหราศาสตร์ดู ดาวอังคาร ที่กำลังลอยอยู่ในราศีกรกฎต้นธาตุน้ำ จะเดินย้ายเข้าราศีสิงห์ธาตุไฟในวันที่ 21 มิถุนายน แปลว่าในสัปดาห์นั้นเป็นระยะที่น่าห่วงครับ ง่ายต่อการเกิดอุทกภัย คลื่นถล่ม น้ำทะลักตามประเทศต่างๆ คงต้องภาวนาให้ทางการจีนเปิดทางน้ำให้เรียบร้อยก่อนถึงช่วงที่ว่า

มาเซี่ยงไฮ้ทั้งทีก็ไม่พลาดไปเยือนวัดเทพเจ้าประจำเมืองกับเขาเหมือนกัน

ล็อบบี้โรงแรมที่พักของเรา มีกล่องรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวตั้งอยู่ที่เคาน์เตอร์ ผมปรารถนาแต่แรกแล้วล่ะ มาเมืองจีนก็จะขอมีส่วนช่วยเหลือเขาบ้างตามกำลัง ในที่สุดก็ได้หยอดเงินลงกล่องสมความตั้งใจแล้ว… 

เผยแพร่ใน:  on มิถุนายน 2, 2008 at 4:06 am ความเห็น (1)