“เก็บเล็กผสมน้อย” เป็นหนังสือรวมบทความของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง : ตุลาคม 2514
เพื่อนให้ยืมอ่านเมื่อนานมาแล้ว นึกว่าจะหายสาบสูญ แต่วันนี้กลับเจอมันโดยบังเอิญ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นจงใจเอามาวางไว้เลยทีเดียว
ผมหยิบขึ้นเปิดอ่านด้วยความระวัง เพราะสภาพหนังสือค่อนข้างเก่า แค่กะว่าจะอ่านผ่านๆตาแต่สุดท้ายวางไม่ลง งานเขียนของอาจารย์คึกฤทธิ์ มีความเป็นสุภาพบุรุษอารมณ์ขัน เป็นคนที่รู้เยอะอย่างปราชญ์ และเป็นนักคิดที่มีมุมมองกว้าง ซึ่งจริงแล้วผมไม่จำเป็นต้องสาธยาย…
อ่านไปจนถึงเรื่อง “ปลวก” ท่านขึ้นต้นได้น่าสนใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมลุกขึ้นมาอัพบล็อกในวันนี้
“ก่อนฝนจะตกใหญ่ทุกครั้ง ผู้เขียนได้สังเกตเห็นมดคาบไข่จากรังขึ้นไปไว้บนที่สูง พ้นจากระดับน้ำฝนที่จะท่วม และได้เห็นมดทั้งรังรอดพ้นจากการจมน้ำตายด้วยความรู้ทันกาลอย่างนี้ ผู้เขียนเรื่องนี้รู้สึกเลื่อมใสในการกระทำอันทันท่วงทีของมดนี้ทุกครั้ง และเมื่อสังเกตดูความเป็นไปในสังคมของมดปลวกมากขึ้น ก็ไปพบความจริงเข้าว่าที่มดปลวกอันเป็นสัตว์เล็กที่สุดสามารถรักษาพันธุ์ของตนไว้ได้นั้น ก็เพราะมดและปลวกนั้นละความต้องการส่วนตัวได้โดยสิ้นเชิง คงมีเหลือแต่ความต้องการของส่วนรวมและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือสิ่งใดๆ มดและปลวกจึงรอดมาได้ทั้งที่มีศัตรูรอบข้าง…”
บทความที่ลงวันที่ 28 กันยายน 2493 หรือกว่า 57 ปีมาแล้ว แต่เมื่อเอาเรื่องนี้มาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ก็รู้สึกว่ามันชวนให้ได้คิดเหลือเกินกับสังคมมนุษย์ในยุคนี้ที่ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง อีกทั้งเรื่องนี้ยังสามารถคิดเลยเถิดไปได้ถึงเรื่องสภาวะโลกร้อน ยามนี้มนุษย์เราควรจะต้องช่วยกันหาหนทางอยู่รอด ไม่ใช่เฉพาะเอาชีวิตตัวเองให้รอดไปชาติหนึ่งเท่านั้น แต่เรายังต้องคำนึงถึงลูกหลาน คำนึงถึงเผ่าพันธุ์ของเราด้วย เหมือนมดปลวกที่ต่างทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม มดทุกตัวช่วยกันขนย้ายไข่หนีน้ำด้วยสำนึกว่าไข่ทุกใบคือลูกหลานของมัน ไม่มีมดตัวไหนทำอะไรเพียงเพื่อสนองกิเลสตัวเองเลย
ใช่หรือไม่ที่ทุกชาติต้องพร้อมใจกันละเลิกวิถีชีวิตเดิมๆ ซึ่งจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนทุกคนจะยอมจำนนเสียแล้วว่ามันเป็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราคงจะต้องยอมนับถอยหลังไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก?
แน่นอนแล้วครับว่าการใช้ถุงผ้ากับหลอดตะเกียบประหยัดไฟแทบไม่ช่วยอะไรเลย จริงๆแล้วมนุษย์ต้องหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกซะตั้งแต่บัดนี้ ในความรู้สึกของผม คงถึงเวลาแล้วล่ะที่มนุษย์จะตัดสินใจว่า จะยอมยุติยุคอุตสาหกรรมลงเพียงแค่นี้ หรือจะปล่อยให้มันดำเนินต่อไปจนกว่าจะสิ้นยุคของมนุษย์เองในอีก 50 ปีข้างหน้า หรือเร็วกว่านั้น
คนรวมกันเป็นชาติ ชาติดำเนินไปตามนโยบายของผู้นำ ดังนั้นผู้นำของทุกชาติต้องร่วมกันกำหนดทิศทางใหม่ให้กับทุกคน…
หรือคุณว่ายังไงครับ
