ย่ำแดนมังกร (1)

ไปอยู่เซี่ยงไฮ้ซะหลายวัน ถ่ายรูปเก็บไว้เพียบเลยครับ แต่พอจะเอามาลงบล็อกก็กลับเลือกไม่ถูกซะนี่  เหมือนถ่ายเอาไว้ตามธรรมเนียมเท่านั้นเอง ไม่ได้มีเรื่องมีราวจะบอกเล่า ก็เลยไม่ค่อยอยากจะทำเท่าไหร่  แต่ก็ไหนๆแล้วอ่ะนะ เอาเป็นว่าแปะรูปนิดหน่อยสัก 2-3 วัน ประกอบกับพูดคุยเรื่อยเปื่อยดีกว่า

ทิปนี้ผมบินไปตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้ว ตอนขึ้นเครื่องก็ยังคุยกับเพื่อนร่วมทางอยู่เลยว่า เราไปกันคราวนี้ออกจะกินเวลาหลายวันอยู่ ไม่รู้ว่าเมื่อกลับมาถึงเมืองไทย สถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นยังไงบ้าง… จักรภพ เพ็ญแข จะยังอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีรึเปล่า?

สนทนากันอย่างนั้น ระหว่างสัปดาห์ที่เราไม่อยู่คงไม่ถึงขนาดเกิดปฏิวัติรัฐประหาร แต่สำหรับคุณจักรภพไม่แน่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา เพราะวันเสาร์ที่แล้วข่าวเกี่ยวกับคดีหมิ่นเบื้องสูงค่อนข้างชัดเจนและกำลังทวีความรุนแรง

จนกระทั่งวันนี้เขาก็ลาออกจากตำแหน่งไปเรียบร้อย…


นิวาสน์สถานของพวกเราคือแกรนด์ ไฮแอทท์ เขาว่าเป็นโรงแรมที่อยู่บนตึกสูงที่สุดในนครเซี่ยงไฮ้  ได้อยู่บนที่สูงๆก็น่าจะเห็นวิวสวยๆ แต่เสียดายหมอกเยอะเหลือเกิน มองไกลๆเห็นไม่ชัดเลย แต่แลดูผู้คนเขาก็ใช้ชีวิตกันเป็นปกติ เลยไม่รู้ว่าหมอกที่เห็นนั่นคือธรรมชาติของบ้านเขา หรือมันเป็นปัญหาหมอกควันอย่างในเมืองเชียงใหม่เมื่อ 2-3 เดือนก่อนกันแน่

@@@@@@

ไม่รู้การเป็นคนชาติอื่นเขาต้องทำใจเหมือนคนไทยรึเปล่านะ ผมรู้สึกว่าการเป็นคนไทยในยามนี้ต้องแบ่งจิตใจออกเป็นส่วนๆ ถ้าทำได้ชีวิตก็จะมีความสุข  คือต้องแบ่งใจไว้สำหรับการพัฒนาจิตตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของแต่ละคน, ส่วนหนึ่งก็ต้องแบ่งใจไว้สำหรับการทำมาหากินที่มันจะต้องมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ  และอีกส่วนแบ่งไว้สำหรับใส่ใจการบ้านการเมือง รวมทั้งพร้อมจะทำใจถ้าบ้านเมืองมันจะหยุดชะงักอีกครั้ง

ที่สำคัญไม่ควรเอาส่วนต่างๆมาขัดแย้งกันเอง ดูแลจิตใจตัวเองไปด้วย ใส่ใจบ้านเมืองไปด้วย…

รึว่าในยามนี้พวกเราต้องเก่งขนาดนั้นกันแล้ว…

 

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 31, 2008 at 5:30 am ความเห็น (2)

เดลี่โอเอ็ม & จันทร์ดับ

ลงทะเบียนรับ newsletter ของ DailyOM มานาน พอรู้ว่าทางเว็บไซต์เขากำหนดจะออกหนังสือเล่มแรกในวันที่ 8 เมษายน ก็ตั้งหน้าตั้งตาคอย เผอิญเป็นช่วงที่จะมีคนกลับมาจากอเมริกาพอดี เลยฝากเขาซื้อจะได้ไม่ต้องเสียค่าส่งพัสดุ สั่งไปสองเล่มคือ DailyOM โดย Madisyn Taylor และ New Moon Astrology โดย Jan Spiller ซึ่งตอนนี้ก็ได้มาถึงมือเรียบร้อยแล้ว

ได้หนังสือแบบกระดาษเมืองนอกที่เบามือและดูสบายตา แถมจ่ายราคาหน้าปกจริงๆโดยไม่ต้องบวกค่าอะไรอีกนี่รู้สึกคุ้มยังไงบอกไม่ถูกครับ

เดลี่โอเอ็ม เป็นบทความดีๆเกี่ยวกับจิตใจที่ส่งมาให้ทุกวัน ถ้าคุณไม่สมัครรับ newsletter คุณก็สามารถคลิกเข้าไปดูที่เว็บไซต์ www.dailyom.com ได้เลยเหมือนกัน คุณอาจคิดว่าที่ไหนๆก็มีคำแนะนำดีๆทั้งนั้น เว็บไซต์ดีๆ หนังสือธรรมะดีๆ หนังสือจิตวิทยาดีๆ บ้านเราไม่เคยขาดแคลน แต่สำหรับเดลี่โอเอ็ม นอกจากคำแนะนำดีๆแล้ว ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเขามีความ “แม่น” อยู่ด้วย คือจับอารมณ์เราถูกว่าวันนี้เราอารมณ์ไหน ผมไม่แน่ใจว่าเขาใช้ศาสตร์อะไร อาจเป็นโหราศาสตร์ก็ได้ เกือบทุกวันที่ได้รับอีเมล ผมจะรู้สึกว่าเรื่องราวที่ส่งมานั้นมันเข้ากับอารมณ์ของผมเหลือเกิน เราสามารถเอาคำแนะนำไปใช้ได้เลย อันนี้เป็นประสบการณ์เฉพาะตัวนะครับ คนอื่นอาจไม่รู้สึกเหมือนผมก็ได้ เช่น บางวันผมรู้สึกแย่ๆ คำแนะนำที่ได้รับก็เตือนว่า อย่าหันหลังให้กับอารมณ์แย่ๆที่เกิดขึ้น รับรู้เถิดว่ามันคือสิ่งที่มีค่า หากเราจ้องมองมันอย่างลึกซึ้ง มันคือครูที่ดีที่สุดของเรา ฯลฯ และอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งเขามักมีวิธีพูดที่ชักจูงใจเราได้เสมอ เมื่ออ่าน ณ เวลานั้น อารมณ์แย่ๆก็กลายเป็นดีไปโดยทันที

สำหรับหนังสือที่ผมได้มานี้ ก็ไม่รู้สึกผิดหวัง เพราะมีเรื่องดีๆเต็มไปหมด แม้อารมณ์จะไม่สดใหม่ทำนอง “แม่นรายวัน” อย่างที่ได้รับอีเมลอยู่ทุกวัน แต่ก็ให้ความรู้สึกแบบหนังสือดีๆที่น่าอ่านประมาณนั้น

ทีนี้พูดถึงหนังสือ New Moon Astrology เป็นหนังสือที่ออกเมื่อปี 2001 สาเหตุที่ซื้อเพราะอ่านปรีวิวของเขาแล้วทำให้อยากรู้ว่าเขาจะมีเทคนิคแตกต่างจากโหรบ้านเราแค่ไหน New Moon คือวัน “อามาวสี” หรือภาษาไทยๆเรียกวัน “จันทร์ดับ” นั่นเองครับ หลายคนอาจรู้จักวันจันทร์ดับว่าเป็นวันสำหรับขอเงินจากพระจันทร์ โหรดังๆบ้านเราเคยแนะนำให้ผู้คนเอาเงินใส่กระเป๋าตังค์ไว้เยอะๆในวันจันทร์ดับของแต่ละเดือน เป็นเคล็ดว่าในวันนั้นถ้ามีตังค์เยอะมันก็จะเยอะไปตลอดทั้งเดือน รวมไปถึงเรื่องของความสุขกายสบายใจ และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ถ้าวันนั้นรู้สึกดีไปหมดมันก็จะส่งผลดีไปทั้งเดือน

อันนี้โหรเขาแนะนำคร่าวๆ แต่จริงแล้วมันมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอยู่เยอะพอสมควร เป็นต้นว่าจันทร์ดับในแต่ละเดือนนั้น ดับที่ราศีไหน และส่งผลต่อคนแต่ละราศีต่างกันอย่างไร ดวงชะตาของทุกคนย่อมไม่เหมือนกัน การจะขอพรจากดวงจันทร์ในจังหวะนั้นๆ ก็ควรจะขอพรให้ตรงตามเรื่องราวของช่วงนั้นๆ ดีที่สุดคือขอพรให้ตรงกับปัญหาของตัวเองในระยะนั้นยิ่งดีใหญ่ อันนี้ถ้าใครสนใจคงต้องไปหาหมอดูที่ถนัดในเรื่องนี้แล้วถามเขาเป็นเรื่องเป็นราว ความจริงผมก็พอจะบอกได้อยู่ แต่ยังไม่อยากวุ่นวาย หรือหมอดูคนไหนผ่านเข้ามาอ่านเกิดปิ๊งไอเดีย คิดจะทำคู่มือวันจันทร์ดับสำหรับคนราศีต่างๆขายบ้างเป็นรายได้เสริมก็แล้วแต่นะครับ

สำหรับโหราศาสตร์อามาวสี ของ แจน สพิลเลอร์ เล่มนี้รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่เหมาะกับคนทั่วไป ไม่ใช่ตำรายากๆ เขามีปฏิทินวันจันทร์ดับของทุกเดือนและเวลาที่แน่นอน (ตามการคำนวณของเขา) ไว้ให้ตั้งแต่ปี 2001 ไปจนถึงปี 2050 แถมบอกด้วยว่าเมื่อจันทร์ดับที่ราศีไหน เราควรขอพรในเรื่องอะไร ใช้คำพูดอย่างไร เขาไม่ได้แบ่งกลุ่มคนอ่านเป็นราศีต่างๆ ใครจะอยู่ราศีไหนก็ใช้วิธีเดียวกัน เพียงแต่เมื่อจันทร์ดับในราศีไหนก็จะเอาลักษณะและความหมายของราศีนั้นๆมาเป็นคำอธิษฐาน

เช่น ในเดือนหน้านี้จันทร์จะดับที่ราศีมิถุน ตรงกับวันอังคารที่ 3 มิถุนายน เวลา 14.24 น. (ซึ่งบ้านเราตรงกับวันพุธที่ 4 มิถุนายน เวลา 02.32 น. ดูตามปฏิทินของ อ.ทองเจือ อ่างแก้ว) เขาก็ให้เราตั้งคำอธิษฐานที่มีความหมายเกี่ยวกับราศีมิถุน อันเป็นภพที่สามของจักรราศี เช่น ขอเรื่องการเดินทาง การเจรจา การติดต่อสื่อสาร การพูด การเขียน เรื่องความสนุกสนาน ไหวพริบปฏิภาณ พี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมห้อง ด้านอวัยวะของร่างกายก็จะเป็นพวก มือ ข้อมือ แขน หัวไหล่ ปอด ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาทต่างๆ ใครมีจุดอ่อนบริเวณที่ว่ามานี้ก็อาศัยวันจันทร์ดับที่จะถึงนี้ขอพรให้แข็งแรง หรือให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ จันทร์ดับในแต่ละราศีนั้น เขาจะมีเทคนิคในการใช้คำพูดเพื่อให้ขอได้ถูกต้อง โดยมีรูปประโยคคำอธิษฐานมาไกด์ให้เรามากมาย หนังสือฝรั่งอ่านแล้วมักจะรู้สึกว่าได้ประโยชน์ คือจะใช้ได้ผลหรือเปล่านั่นต้องทดลองกันเอง แต่เขามักทำเป็นสูตรสำเร็จไว้ให้เราปฏิบัติตามโดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปนั่งศึกษาให้ยุ่งยาก

ส่วนพิธีกรรมในการขอพรนั้นก็แตกต่างจากโหรบ้านเรา รู้สึกว่าของ สพิลเลอร์ จะให้อารมณ์ประมาณหนังสือ “The Secret” อยู่เหมือนกัน คือให้คุณเขียนคำอธิษฐานในสิ่งที่ต้องการ เพียงแต่ว่าเดอะ ซีเคร็ต ไม่ได้ให้อธิษฐานในวันจันทร์ดับ แต่ สพิลเลอร์ เน้นเลยว่าต้องอธิษฐานในช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงเมื่อเข้าถึงจุดจันทร์ดับแล้ว เขามีกฎให้ปฏิบัติหลายข้อครับ เช่น

- เขียนคำอธิษฐานของคุณภายใน 8 ชั่วโมงหลังจากถึงเวลาจันทร์ดับแล้ว ยิ่งเขียนใกล้กับเวลาจันทร์ดับมากเท่าไหร่ คำขอยิ่งมีพลังมากเท่านั้น
- ให้เขียนคำขอด้วยลายมือ จะดีกว่าใช้เครื่องพิมพ์ดีด หรือคอมพิวเตอร์ หรืออธิษฐานปากเปล่า
- ในแต่ละครั้งอย่าเขียนคำอธิษฐานเกิน 10 ข้อ
- แต่ให้เขียนมากกว่า 1 ข้อ
- จดวันที่ขอ และเก็บรายการคำขอนั้นไว้
- ขณะที่ลงมือเขียนจงสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นในคำขอ และทำอารมณ์ให้เบิกบาน
- เชื่อมั่นในพิธีกรรมของคุณ จงรับรู้ไว้ว่าจักรวาลนี้ต้องการจะให้คุณมีความสุข ถ้าคำอธิษฐานยังไม่ปรากฏผล ก็ให้ขอซ้ำอีก หรือคอยดูว่ามันเกิดผลอะไรขึ้นมาโดยที่คุณไม่ได้คาดหวังเอาไว้หรือเปล่า
- อย่าอธิษฐานแทนคนอื่น เพราะมันไม่ได้ผล
- แต่ถ้าอธิษฐานให้เกิดกับตัวเองเพื่อจะนำผลประโยชน์นั้นไปให้คนอื่น อย่างนี้ทำได้ ฯลฯ

ยังมีเรื่องอื่นๆอีกซึ่งผมยังอ่านไม่จบ ถ้ามีอะไรน่าสนใจก็อาจจะเอามาเล่าให้ฟังในวันหน้านะครับ :-)

ปล. ต้องเดินทางอีกแล้ว กลับมาค่อยอัพนิ

 

 

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 24, 2008 at 4:27 am ความเห็น (1)

ไพ่ป๊อกภาควิเคราะห์ (ตอนจบ)

หญิงสาวคนหนึ่งอายุยังไม่ 20 ปีเต็ม เรียนจบอนุปริญญาสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจจากต่างจังหวัด เมื่อได้มาดูดวงกับผมนั้น เธอกำลังหาที่เรียนต่อในกรุงเทพ หลักสูตรต่อเนื่องเพื่อให้จบปริญญาตรี เธอมีปัญหาอยู่นิดนึงคือช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เธอสอบไม่ติดในสถาบันที่อยากจะเรียนต่อ จากนั้นก็ปล่อยเวลาไปเปล่าๆอยู่เกือบ 2 เดือน พอรู้ตัวจะรีบไปสมัครเรียนสถาบันเอกชนก็สมัครสอบรอบแรกไม่ทัน ตอนที่มาดูก็กำลังมองหาที่ไหนมีเปิดรับรอบสองที่ตรงกับสาขาของเธอและสามารถโอนหน่วยกิตได้ ฟังเธอเล่าก็รู้สึกยุ่งๆแทนเธอเหมือนกัน

ก่อนที่จะดูดวงให้เธอแบบเต็มๆในตอนท้ายนั้น ผมได้ทำการทดลองโดยให้เธอใช้ทั้งไพ่ป๊อก และไพ่ทาโรต์ ด้วยการตั้งคำถามเดียวกัน คืออยากรู้สถานการณ์เกี่ยวกับการศึกษาต่อว่าจะลงเอยอย่างไร? จุดประสงค์ที่ใช้ไพ่สองชุดเพราะต้องการจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ไม่ว่าผู้อ่านจะใช้ตำราไหน หรือไพ่อะไร ขอให้ไม่สับสนและยึดมั่นอยู่ในวิธีการนั้นๆ ก็สามารถทายได้เหมือนกัน

ไพ่ป๊อกเธอหยิบได้ : 9 ข้าวหลามตัด, 9 โพแดง, 4 โพแดง

ส่วนไพ่ทาโรต์ เพื่อให้เท่าเทียมกันกับไพ่ป๊อก ผมคัดเอาเฉพาะไพ่ชุดไมเนอร์ อาคานา ซึ่งเธอหยิบได้ : ราชาเหรียญ, 2 ไม้เท้า, 4 ไม้เท้า

เรามาดูไพ่ป๊อกกันครับ ใบแรกเธอหยิบได้ 9 ข้าวหลามตัด (ความหมาย : เจรจาเกี่ยวกับธุรกิจใหม่ๆ เดินทางไม่ได้หยุดหย่อน โยกย้ายที่อยู่อาศัย) นั่นตรงกับช่วงที่ผ่านมา คือเธอกำลังตระเวนหาที่เรียนใหม่ คอนเซ็ปต์ของไพ่ใบนี้คือการเปลี่ยนแปลงไปหาสิ่งใหม่ๆนั่นเอง และแน่นอนว่าจากนี้ไปเธอต้องโยกย้ายที่อยู่อาศัยด้วย จริงๆแล้วเธอบอกว่า เธอมีครอบครัวอยู่กรุงเทพ แต่ 2 ปีก่อนเธอเลือกไปเรียนต่างจังหวัด และได้ไปอาศัยหอพักใกล้ๆกับสถานที่เรียน ตอนนี้เธอจบจากที่นั่นแล้ว และกำลังจะย้ายกลับมากรุงเทพ ความคิดของเธออย่างหนึ่งคือ หากได้เรียนใกล้บ้านเธอก็คงกลับมาอาศัยที่บ้าน แต่ถ้าที่เรียนใหม่อยู่ไกลจากบ้าน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทาง เธอก็อยากจะพักที่หอพัก ซึ่งก็เป็นความคิดของนักศึกษาทั่วๆไปที่มักจะคำนึงถึงเรื่องพวกนี้ด้วย

ใบต่อมาคือ 9 โพแดง (เป็นไพ่อธิฐาน ความฝันและคำอธิฐานจะสมปรารถนา, สามารถใช้สังเกตดูไพ่ใบที่หยิบได้ก่อนหน้านี้ เพื่อค้นหาว่าสิ่งที่เจ้าชะตาปรารถนาอยู่นั้นคืออะไร) จากความหมายก็เบาใจได้ว่า เรื่องหาที่เรียนต่อนั้นไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะไพ่ใบนี้แสดงถึงความสมหวัง

ใบสุดท้ายคือ 4 โพแดง (การเดินทาง, การย้ายบ้าน หรือเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ) ไพ่ใบนี้ยืนยันเรื่องการย้ายที่เรียนและที่อยู่อาศัยของเธอ ซึ่งมันอยู่ติดกับไพ่ 9 โพแดง ย่อมจะทำให้เรามั่นใจได้ว่า ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี

นอกจากความหมายพื้นฐานแล้ว ไพ่ทั้ง 3 ใบนี้ ยังทำให้เราวิเคราะห์ปัญหาทั้งหมดได้ด้วย โดยดูจากธาตุของไพ่ ซึ่งเราจะเห็นว่ามันเป็นไพ่ธาตุดิน 1 ใบ และธาตุน้ำ 2 ใบ ขณะที่เรื่องของการศึกษาเล่าเรียนนั้นควรจะมีไพ่ธาตุไฟ (ดอกจิก) ปรากฏให้เห็นด้วยแต่กลับไม่มี ตรงนี้พอจะมองได้ว่า ปกติแล้วเจ้าชะตาเป็นคนมีปัญญาค่อนข้างดี ดูได้จากไพ่ 9 ข้าวหลามตัด ที่เป็นธาตุดินในใบแรก แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับชะล่าใจ หรือเหลวไหลเกินไปจึงทำให้ต้องพบกับความยุ่งยากในการหาที่เรียนใหม่ ดูได้จากไพ่ 9 และ 4 โพแดงธาตุน้ำ

ซึ่งเธอก็ยอมรับว่าตอนที่เธอเรียนอยู่ที่เดิมนั้น ผลการเรียนของเธอดีมาก โปรเจ็คท์ของบางวิชาก็ได้รับรางวัล แต่ช่วงสอบเข้าที่ใหม่นั้น เธอมั่นใจตัวเองเกินไปเลยไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ พอสอบไม่ติด ก็เป็นช่วงหยุดสงกรานต์ ตั้งแต่นั้นมาเกือบ 2 เดือนเธอก็ท่องเที่ยวติดพันไปในหลายจังหวัด ไม่ได้สนใจเรื่องจะเรียนต่อเลย มารู้ตัวอีกทีเพื่อนๆมีที่เรียนไปหมดแล้ว ตัวเธอเองกลัวว่าจะสมัครเรียนไม่ทันภาคเรียนใหม่นี้จึงมีความกังวล อย่างไรก็ตาม หลังจากดูดวงกันไปแล้ว ล่าสุดเธอได้ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งแล้วครับ ระยะทางจากบ้านของเธอนั้น จะว่าไกลก็ไกลแต่ก็สามารถเดินทางได้ เธอจึงเลือกจะพักอยู่ที่บ้านของตัวเอง  

คราวนี้มาดูไพ่ทาโรต์บ้าง ใบแรกนั้นเป็น ราชาเหรียญ หมายถึงที่ผ่านมาเธอได้สำเร็จการศึกษาจากที่เรียนเดิมแล้ว เพราะไพ่ราชาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางนั่นเอง จากนั้นไพ่ 2 ไม้เท้า ก็หมายถึงการก้าวเดินต่อไป คือเธอต้องหาที่เรียนใหม่ จะเห็นได้ว่าช่วงนี้ เธอมี movement คือไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆอย่างไพ่พระราชาอีกแล้ว เธอต้องวุ่ยวายในการเดินทาง หรือมีการติดต่อเพื่อหาที่เรียน จนถึงไพ่ใบสุดท้าย ซึ่งผมกำหนดให้เป็นตำแหน่งอนาคตอันใกล้ เธอได้ 4 ไม้เท้า จากไพ่เบอร์ 2 มาถึงไพ่เบอร์ 4 ก็จะเห็นได้ว่า movement ของเธอนั้นนำไปสู่ความสำเร็จสมหวังตามความหมายของ 4 ไม้เท้านั่นเอง

นอกจากนี้ หากยังจำความหมายของไพ่ 4 ไม้เท้าได้ ก็จะรู้ว่าไพ่ใบนี้หมายถึงเรื่องเกี่ยวกับ บ้าน หรือที่อยู่อาศัยด้วย ดังนั้นแน่นอนว่าถ้าเธอกำลังคิดเรื่องที่อยู่อาศัย เธอก็มีโอกาสย้ายกลับมาอยู่บ้านสูงทีเดียว ส่วนไพ่ราชาเหรียญนั้น ทำให้เรารู้ได้ว่า แม้เธอต้องสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งต้องเสียค่าเรียนแพงหน่อย แต่ผู้ปกครองของเธอก็สามารถจะส่งเสียให้เธอเรียนได้อย่างไม่มีปัญหา

จากตัวอย่างที่ยกมานี้ ผู้อ่านจะเห็นว่า แม้จะใช้ไพ่และวิธีทำนายแตกต่างกัน หากไม่สับสนเสียแล้วก็ทายได้เหมือนกัน หรืออย่างไพ่ทาโรต์ ซึ่งถูกคัดออกไป 22 ใบ เหลือไว้แต่ชุดไมเนอร์ อาคานา ก็ยังสามารถทำนายได้ อันนี้ผมไม่ห่วงว่าหมอดูจะเลือกใช้ตำราไหน หรือวิธีการอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องเถียงกันเรื่องวิธีการ เพราะผมทราบดีว่าใครจะใช้วิธีไหนทายก็ตาม ถ้าไม่สับสนในตัวเองและมีความชำนาญพอก็สามารถตั้งโต๊ะรับดูดวงได้อย่างแน่นอน สิ่งที่ผมห่วงคือการทายแบบกำหนดชะตาชีวิตของผู้ถามเกินไปต่างหาก

ส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อว่า หยิบได้ไพ่ใบไหนชะตาชีวิตก็ต้องเป็นไปอย่างนั้นเสมอไป หรือแม้แต่ดวงดาวก็ตามที มันอาจส่งอิทธิพลให้เราเป็นไป แต่มันไม่ได้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างว่าเราต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ผลที่เกิดขึ้นอยู่ที่คุณจะมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตมากน้อยแค่ไหนมากกว่า คนดวงดีถ้าหวาดกลัวนั่งอยู่กับบ้านเฉยๆ ก็ย่อมจะสู้คนที่ออกไปลุยทุกอย่างข้างนอกไม่ได้ แม้แต่คนเป็นนายกรัฐมนตรีบางคน ลองเอาดวงมากางดู พบว่ามีดาวเสียๆเยอะเหลือเกิน บางทีรูปดวงชะตาสู้ชาวบ้านธรรมดาก็ไม่ได้ แต่เพราะเขาเป็นนักต่อสู้ ยอมลำบากลำบนเพื่อเป้าหมายของตัวเอง ถึงจุดๆหนึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จเป็นถึงนายกรัฐมนตรี พอได้เป็นนายกแล้ว โหรทั้งหลายจึงค่อยเอาดวงเขามาวิเคราะห์หาแง่มุมดีๆ เพื่ออธิบายว่าเขาได้เป็นนายกได้อย่างไร ตัวอย่างทำนองนี้มีให้เห็นมากมายครับ

ฉะนั้นสิ่งที่หมอดูควรทำคือสร้างกำลังใจให้ลูกค้า เราอาจบอกได้ว่าดวงเขาไม่ดี แต่เราไม่ควรปิดหนทางหรือตัดความหวังของเขาจนหมด เพราะอนาคตยังไม่เกิด ทุกคนย่อมมีความหวัง บางครั้งดวงลูกค้าอาจจะหมดหวังกับเรื่องๆนี้ เราก็สามารถชักชวนให้ลูกค้าไปตั้งความหวังกับเรื่องอื่นๆที่ดีกว่าได้ อันนี้เป็นคำฝากสุดท้ายของไพ่ป๊อกภาควิเคราะห์ครับ…

 
 

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 22, 2008 at 2:44 pm ให้ความเห็น

ไพ่ป๊อกภาควิเคราะห์ (ตอน 2)

มาดูความหมายกันต่อให้หมดทั้งสำรับนะครับ

โพดำ

เอซโพดำ : โชคร้าย บางครั้งเกี่ยวข้องกับความตาย ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวที่จบลงด้วยความยุ่งยาก
คิงโพดำ : ผู้ชายผมดำ หรือผู้ชายที่มีลักษณะของคนธาตุลม เป็นคนทะเยอทะยาน บางครั้งก็ชอบคิดเข้าข้างตัวเอง ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง
ควีนโพดำ : หญิงหม้าย หรือผู้หญิงที่มีลักษณะของคนธาตุลม
แจ๊คโพดำ : คนอ่อนวัยที่มีจิตใจที่เกลียดชัง อิจฉาริษยา
10 โพดำ : ความกังวล ข่าวร้าย
9 โพดำ : ความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ โชคร้าย ผู้ถามกำลังมีชีวิตที่ตกต่ำ
8 โพดำ : ลุ่มหลงอบายมุข โชคร้าย ผิดหวัง อารมณ์เสีย มีอันตราย
7 โพดำ : คำแนะนำที่ไม่ควรเชื่อ ความสูญเสีย มีอุปสรรคมาขัดขวางความสำเร็จ ซึ่งอุปสรรคที่ว่านั้นอาจจะมาจากตัวของผู้ถามเอง
6 โพดำ : มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น
5 โพดำ : ศัตรูและอุปสรรคจะปรากฏอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม สิ่งที่เป็นปัญหาในตอนแรกแต่สุดท้ายลงเอยด้วยดี บางครั้งหมายถึงคนแย่ๆ
4 โพดำ : มีความกังวลเล็กน้อย มีปัญหา ยุ่งยากทางด้านการเงิน ชีวิตตกต่ำ
3 โพดำ : ความสัมพันธ์หยุดชะงัก บางครั้งหมายถึงมีบุคคลที่สามเข้ามาสอดแทรก
2 โพดำ : ยุติความสัมพันธ์เพราะเจอกับคนหลวกลวง หรือมีปัญหาสำคัญบางอย่างในชีวิต ถ้าเจ้าชะตากำลังสนใจเกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆ แล้วได้ไพ่ใบนี้ ก็น่าเชื่อได้ว่าเจ้าชะตาอาจได้เจอคนที่ไม่จริงใจ หรืออาจจะต้องแยกทางกับคนรัก

 

ดอกจิก

เอซดอกจิก : ความมั่งคั่งร่ำรวย เงินทองและผลกำไรที่ได้มาอย่างไม่คาดฝัน แต่ถ้าไพ่ใบนี้ปรากฏขึ้นในตำแหน่งของอุปสรรคมันจะหมายถึง เงินที่ได้มานั้นจะหมดไปอย่างรวดเร็ว เข้าทำนองรับมือซ้ายจ่ายมือขวา
คิงดอกจิก : ผู้ชายผมดำที่มีจิตใจดี หรือผู้ชายที่มีลักษณะของคนธาตุไฟ เป็นคนร่าเริง สง่าผ่าเผย ใจคอกว้างขวาง
ควีนดอกจิก : ผู้หญิงผมดำที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือผู้หญิงที่มีลักษณะของคนธาตุไฟ ซึ่งเธออาจจะให้คำแนะนำที่ดีแก่คุณได้
แจ๊คดอกจิก : วัยรุ่นหนุ่ม(สาว)ผมดำที่มีไฟ มีจิตใจดี ขี้เล่น และเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป
10 ดอกจิก : ธุรกิจประสบความสำเร็จ โชคดีทางด้านการเงิน การเดินทางจะทำให้ได้พบเพื่อนใหม่ หรือได้พบคนที่ถูกใจ
9 ดอกจิก : บรรลุผลสำเร็จ บางครั้งหมายถึงการแต่งงานที่สมบูรณ์มั่งคั่ง หรือมีลาภลอย
8 ดอกจิก : งานหรือธุรกิจเกิดปัญหาจากความอิจฉาริษยา ดวงกำลังมีเคราะห์
7 ดอกจิก : ธุรกิจจะสำเร็จ แม้อาจจะมีปัญหากับเพศตรงข้ามอยู่บ้าง การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจจะส่งผลดีตามมา อาจได้รับการสนุบสนุน ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
6 ดอกจิก : ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการเงิน หรือประสบความสำเร็จ
5 ดอกจิก : มิตรภาพใหม่ๆ ร่วมเป็นพันธมิตรกัน
4 ดอกจิก : ระวังการทุจริต หลอกลวง หลีกเลี่ยงการทำสัญญา หรือทำข้อตกลงใดๆกับคนที่ยังไม่รู้จักดีพอ
3 ดอกจิก : ความรัก และความสุข การแต่งงานประสบความสำเร็จ มีการตกลงกันในระยะยาว โอกาสครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสทางการเงิน
2 ดอกจิก : อุปสรรคขัดขวาง การนินทาว่าร้าย

 

ข้าวหลามตัด

เอซข้าวหลามตัด : การเปลี่ยนแปลง ได้รับข่าวสาร บ่อยครั้งเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ ซึ่งมักจะเป็นข่าวที่ดี
คิงข้าวหลามตัด : ผู้ชายผมทองหรือผมสีดอกเลา หรือผู้ชายที่มีลักษณะของคนธาตุดิน คนที่มียศศักดิ์ มีอำนาจ หรือมีความมั่งคั่งร่ำรวย
ควีนข้าวหลามตัด : ผู้หญิงผมทอง หรือผู้หญิงที่มีลักษณะของคนธาตุดิน เรื่องซุบซิบนินทา
แจ๊คข้าวหลามตัด : คนหนุ่ม(สาว) ส่วนใหญ่เป็นคนในเครื่องแบบ อาจหมายถึงคนขี้อิจฉา ไม่จริงใจ คนที่นำข่าวมาบอก มักเป็นข่าวทางลบ แต่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ
10 ข้าวหลามตัด : สถานะทางการเงินกำลังเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
9 ข้าวหลามตัด : เจรจาเกี่ยวกับธุรกิจใหม่ๆ เดินทางไม่ได้หยุดหย่อน โยกย้ายที่อยู่อาศัย
8 ข้าวหลามตัด : งานใหม่ เปลี่ยนตำแหน่งงาน อาจได้พบรักระหว่างการเดินทาง (อาจเป็นรักต่างวัย)
7 ข้าวหลามตัด : ขัดแย้งกันในเรื่องเงินๆทองๆ หรือโต้งเถียงกันในการทำงาน ซึ่งเรื่องราวต่างๆมักคลี่คลายไปในทางที่ดี
6 ข้าวหลามตัด : ปัญหาความสัมพันธ์ ทะเลาะเบาะแว้ง แยกทางกัน
5 ข้าวหลามตัด : ความสุขและความสำเร็จ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น การให้กำเนิด หรือได้รับข่าวดีเกี่ยวกับบุตร เป็นฤกษ์ดีที่จะเริ่มต้นโครงการใหม่ๆ
4 ข้าวหลามตัด : การเงินอยู่ในช่วงขาขึ้น คนที่สูงวัยกว่าจะให้คำแนะนำที่ดี
3 ข้าวหลามตัด : เอกสารทางกฏหมาย ทำอะไรต้องคำนึงถึงกาลเทศะ ควรหลีกเลี่ยงการโต้เถียง
2 ข้าวหลามตัด : หุ้นส่วนทางธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ เรื่องซุบซิบนินทา

ความหมายทั้งหมดนี้ หลายใบคล้ายกับไพ่ทาโรต์ แต่ก็มีหลายใบที่กลับแสดงความหมายในทางตรงกันข้าม หรือถ้าเทียบกับตำราไพ่ป๊อกเล่มอื่นๆ ก็อาจจะพบความขัดแย้งกันอีกหลายจุด อันนี้ขอผู้อ่านอย่าได้สับสนตามไปด้วย ขอให้ยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งแล้วทำนายไป โดยรู้จักนำไพ่แต่ละใบมาผนวกกันเป็นคำทำนาย

มีเรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่งคือเรื่องระบบธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ จะเห็นว่าไพ่คนนั้น ถ้าอยู่ในระดับ คิงและควีน จะแสดงลักษณะของความเป็นธาตุออกมาชัดเจน ส่วนไพ่แจ๊คยังไม่ปรากฏความเป็นธาตุชัดนัก เพราะเป็นสภาวะที่กำลังเติบโต บางครั้งธาตุก็อ่อนแอ หรือแปรปรวน ปกติการทำนายด้วยไพ่ป๊อกนั้น ถ้ารู้จักสังเกตระบบธาตุของไพ่จะทำให้เข้าใจสถานการณ์ได้มากขึ้น เพราะไม่ใช่ว่าเห็นไพ่โพแดงออกมาแดงเต็มไปหมดแล้วจะทายว่าดีทุกอย่างไม่มีข้อเสียเลย อันนี้ผมเคยทายมาแล้ว สุดท้ายกลับโดนลูกค้าบ่นมาว่าทำไมไม่เห็นดีอย่างที่ทาย เพราะกลายเป็นว่าดีหรือไม่ดีนั้นอยู่ที่อารมณ์ของลูกค้าซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ตามธรรมชาติของธาตุน้ำที่มากเกินไป คนนอกอาจมองเห็นว่าชีวิตเขาก็ดีอยู่แล้ว แต่เจ้าตัวบางวันเกิดไม่พอใจหรือเบื่อหน่ายขึ้นมาก็บอกว่าชีวิตตัวเองไม่ดีเอาเสียเลย

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเรื่องที่ถามกับธาตุของไพ่นั้นมีความเกี่ยวพันกันอยู่ คือต้องดูว่าเรื่องนั้นๆควรจะเหมาะกับธาตุอะไร เป็นต้นว่าถ้าเรื่องความรัก อารมณ์ความรู้สึก ก็ย่อมจะเหมาะกับธาตุน้ำที่เป็นไพ่โพแดง แต่ถ้าเรื่องของวัตถุสิ่งของก็จะเหมาะกับธาตุดินหรือไพ่ข้าวหลามตัด เช่น ถามเรื่องฐานะเงินทอง ถ้าดูแล้วองค์ประกอบมันครบ คือมีไพ่ข้าวหลามตัดหลายใบ และมีไพ่โพแดงใบดีๆมาช่วยหนุนด้วย อย่างนี้มั่นใจได้ว่าฐานะเงินทองอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าตอนนี้ฐานะดีอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังถามต่อไปอีกว่าจะรวยกว่านี้มั้ย ซึ่งเป็นเรื่องปกติเหลือเกินของคนเราที่ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่มีอยู่ คนเป็นหมอดูก็ต้องสังเกตว่า การที่เงินทองจะงอกเงยต่อไปอีกนั้น ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ คือนอกจากจะมีดินดีแล้ว ยังต้องรู้จักเพาะปลูก มีเรี่ยวแรงในการพรวนดินหว่านเมล็ด ซึ่งก็คือต้องเป็นคนมีธาตุไฟในตัวพอสมควรด้วย จะมีแต่ธาตุดินกับธาตุน้ำเท่านั้น ก็เหมือนเกิดมากินบุญเก่า ชาตินี้อาจสบายไปทั้งชาติ แต่หากอยากจะรวยขึ้นกว่านี้ ก็ต้องบอกเขาว่าคุณต้องเหนื่อยขึ้นอีกหน่อยนะ เพิ่มไฟในตัวเองขึ้นมาอีกหน่อย ปัจจัยอื่นๆพร้อมอยู่แล้ว ถ้าคุณมีไฟคุณรวยกว่านี้แน่

เท่าที่ผมสังเกตมาหลายปี พบว่าการใช้ระบบธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ กับไพ่ป๊อกนั้นมีประโยชน์มาก อาจจะมากกว่าไพ่ทาโรต์ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ไพ่ป๊อกนั้นถูกแยกออกเป็น 4 เซต และแต่ละเซตก็มีธาตุกำหนดเอาไว้ชัดเจน ฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้จักเอาเรื่องธาตุมาผสมผสานก็เหมือนใช้งานไพ่ป๊อกไม่เต็มที่กับศักยภาพของมัน ส่วนไพ่ทาโรต์นั้น แม้จะมีไพ่ไมเนอร์ อาคานา ที่แบ่งเป็นระบบธาตุทั้ง 4 ด้วยเหมือนกัน แต่ก็ยังต้องใช้ปนกับไพ่เมเจอร์ อาคานา ซึ่งในจังหวะที่แปลความไพ่นั้น เราไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงระบบธาตุของไพ่มากนัก อาจจะนึกถึงมันเมื่อมันแวบเข้ามาก็ได้ เพราะไพ่ทาโรต์หนึ่งใบนั้น ไม่ได้พูดแต่เรื่องระบบธาตุเป็นหลัก มันสามารถพูดถึงระบบอื่นๆได้อีกมากมาย การดูไพ่ทาโรต์จำเป็นจะต้องเปิดใจให้กว้างเข้าไว้ อย่าเอาแต่ระบบธาตุ หรือระบบอะไรก็ตามมาเป็นกรอบเพียงอันเดียว เมื่อเห็นหน้าไพ่แล้วมีอะไรกระโจนเข้ามาก็พร้อมจะจับมันเอาไว้ อันนี้คือวิธีใช้ที่แตกต่างกันระหว่างไพ่ป๊อก กับไพ่ทาโรต์ ที่ผมพอจะอธิบายให้เห็นภาพได้เลาๆ

 

ความจริงแล้วยังมีรายละเอียดของไพ่ป๊อกอีกมากมาย ที่คงถ่ายทอดให้ได้ไม่หมด เช่น นอกจากเรื่องระบบธาตุแล้ว ไพ่ป๊อกยังสัมพันธ์กับ “กาลเวลา” อย่างลึกซึ้งมาก ผู้อ่านอาจทราบว่า ไพ่ป๊อกนั้นเหมือนปฏิทินโบราณ ไพ่ 4 เซต หมายถึงฤดูกาลทั้ง 4, ไพ่แต่ละเซตมีจำนวน 13 ใบ ก็หมายถึงจำนวน 13 สัปดาห์ในแต่ละฤดู หรือจำนวน 13 เดือนทางจันทรคติ, จำนวนไพ่ทั้งสำรับมี 52 ใบ หมายถึงจำนวน 52 สัปดาห์ในหนึ่งปี, หมายเลขของไพ่ทุกใบรวมกันได้เท่ากับ 365 ก็เท่ากับจำนวนวันในหนึ่งปี

 

เมื่อมันเกี่ยวข้องกับฤดูกาลและวันเวลาอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมจะหนีไม่พ้นเรื่องของจักรราศีในทางโหราศาสตร์ด้วย ซึ่งผู้อ่านอาจไม่จำเป็นต้องไปเรียนโหราศาสตร์มาทั้งระบบ แต่ถ้ารู้จักบุคคลิกลักษณะและธรรมชาติของราศีต่างๆ และรู้ว่าจะผนวกเข้ากับไพ่ป๊อกได้อย่างไรก็จะสามารถเล่นอะไรต่อไปได้อีกเยอะ (ซึ่งนี่อาจเป็นคำตอบด้วยว่า ทำไมรูปไพ่ทาโรต์ในยุคต่อๆมาถึงได้มีการนำสัญลักษณ์ในทางโหราศาสตร์ใส่เข้าไปในไพ่แต่ละใบ) ตรงนี้ผมอยากให้มองว่าการดึงความรู้ทางโหราศาสตร์มาใช้กับไพ่ป๊อกนั้น ไม่ใช่ว่าเรากลายเป็นหมอดูประยุกต์ หรือเป็นหมอดูที่ผสมผสานทั้งไพ่ป๊อกและดวงดาว แต่อยากให้เข้าใจว่าความรู้พื้นฐานทางจักรราศีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิชาไพ่ป๊อกด้วยเลยทีเดียว อย่าปล่อยให้ไพ่ป๊อกคือการเสี่ยงทายแบบเซียมซีเพียงอย่างเดียว การเรียนรู้ไพ่ป๊อกจำเป็นต้องขวนขวายหาอะไรมาเพิ่มเติมให้ตัวเองอยู่เสมอ อันนี้ฝากไว้ให้สืบค้นกันเองต่อไปครับ

 

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 21, 2008 at 1:19 pm ให้ความเห็น

ไพ่ป๊อกภาควิเคราะห์ (ตอน 1)

หลังจากได้นำความหมายไพ่ป๊อกสไตล์ของ มารี อาน อาเดอเลด เลอนอร์มองด์ มาเขียนไว้ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ผมก็กะว่าจะไม่เขียนถึงความหมายไพ่ทำนองนั้นอีก เพราะได้แนะนำให้ผู้อ่านลองค้นหาความหมายเอาจากตำราตามท้องตลอดกันเอง ซึ่งจะง่ายกว่า

ประเด็นที่จะบอกอยู่ที่การรู้จักวิธีเอาความหมายของไพ่มาผนวกกันแล้วทำนาย นอกจากนั้นผู้อ่านจะเห็นว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน เขาก็มีคำแปลไพ่อย่างหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนยุคมาถึงปัจจุบัน หมอดูสมัยใหม่ก็คิดความหมายขึ้นใหม่เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ฉะนั้น การจะยึดเอาความหมายดั่งเดิมไว้นั้น ไม่ได้แปลว่าเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป อย่างที่บางคนอาจมองว่าเป็นการอนุรักษ์สิ่งเก่าๆเอาไว้ หรือเป็นการมีหลักยึดที่แน่นอนมั่นคง ตรงนี้ผมได้พยายามอธิบายไว้แล้ว ไม่รู้ว่าผู้อ่านพอจะเข้าใจรึเปล่า ตรงที่ว่าการที่เรายึดความหมายอันหนึ่งไว้นั้น เวลาทำนายจริงๆ เราก็มีการ “ประยุกต์” สิ่งที่มีอยู่ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี แถมคำทำนายที่ต่างคนต่างประยุกต์กันไปเองนั้น บางครั้งกลับจะแม่นยำกว่าการทายทื่อๆตามคำแปลดั่งเดิมเสียอีก อย่างนี้แล้ว หลักยึดมีอยู่จริงหรือไม่ และอยู่ตรงไหน

หรือบางที… หลักยึดแท้จริงอยู่ที่ใจของเราเอง…

ที่ผมได้แนะนำให้ผู้อ่านไปหาความหมายไพ่จากตำราตามท้องตลาดนั้น ก็เจตนาอย่างนั้นจริงๆ คือ ต้องการจะชี้ชวนว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีคัมภีร์ของ มาดาม เลอนอร์มองด์ หรือมีตำราเก่าๆหายากสักสองสามเล่มเอามาเปรียบเทียบกันเสียก่อนจึงจะใช้ไพ่ป๊อกได้ มิได้เป็นอย่างนั้น เพราะบางครั้งยิ่งอ่านมาก แล้วเอาความหมายจากตำราหลายเล่มมาเทียบกัน เราอาจจะเห็นความหมายที่ขัดแย้งกันจนงง ไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไรดี

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมจะขอตั้งข้อสังเกตเอาไว้ เมื่อเราดูดวงด้วยไพ่ป๊อกไประยะหนึ่งแล้ว บางคนอาจรู้สึกได้ว่าคำทำนายมันไม่ครอบคลุม ไม่ตรงประเด็นเท่าที่ควร จากนั้นก็อาจจะคิดว่าเพราะเรามีตำราที่ไม่ดีพอ เรายังหาความหมายไพ่ที่แท้จริงไม่เจอ ตำราโน้นก็ว่าอย่างงี้ ตำรานี้ก็ว่าอย่างงั้น… แต่ผมอยากให้ลองฉุกคิดดูว่า บางทีไพ่ป๊อกมันมีข้อจำกัดอยู่นะ มันก็บอกได้เท่าที่ความหมายมันมีอยู่นั่นแหละ มันอาจสู้การดูดวงด้วยวิธีอื่นไม่ได้ หรืออาจบางทีมันเหมาะสำหรับบางคนเท่านั้น ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทุกคุณจะใช้ได้อย่างชำนาญ สู้การใช้ไพ่ทาโรต์ไม่ได้ เพราะดูจะง่ายกว่า ผมเองค่อนข้างมั่นใจว่าไพ่ป๊อกเป็นต้นกำเนิดของไพ่ทาโรต์ แต่การกลับไปหารากเดิมนั้น ไม่ใช่เป็นการกลับไปหาของวิเศษเสมอไป เพราะเราได้เอาหลักเดิมนั้นมาพัฒนาไปไกลแล้ว

ยังไงก็แล้วแต่ จากสถิติในบล็อกของผมแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละวันมีการเสิร์ซหาคำว่า “ไพ่ป๊อก” มากกว่า “ทาโรต์” เสียอีก แสดงว่ามีคนสนใจเรื่องนี้อยู่มาก และผมเองก็ติดค้างคนที่คอยอ่านมานานแล้ว วันนี้ก็เลยเอาความหมายไพ่ป๊อกมาแบ่งปันกันอีกครั้งนึงครับ

สำหรับวันนี้ เรามาดูความหมายไพ่ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยม ลักษณะเด่นของมันคือ ไพ่หลายใบมีคำแปลที่คล้ายคลึงกับไพ่ทาโรต์ ในชุดไมเนอร์ อาคานา เช่น โพแดง (ถ้วย) ส่วนใหญ่เป็นไพ่ดี, โพดำ (ดาบ) ส่วนใหญ่เป็นไพ่ไม่ดี, ดอกจิก (ไม้เท้า) ส่วนใหญ่เป็นไพ่กิจกรรมการงาน และข้าวหลามตัด (เหรียญ) ส่วนใหญ่เป็นไพ่ทรัพย์สินเงินทองและธุรกิจ แถมในรายละเอียดของบางใบนั้น ก็ให้อารมณ์ที่ตรงกับไพ่ทาโรต์มาก เราลองดูความหมายของมันกันครับ…

โพแดง

เอซโพแดง : ความรัก และความสุข, บ้าน, จดหมายรัก, ถือเป็นไพ่นำโชค ปัญหายุ่งยากต่างๆจะคลี่คลายเมื่อเปิดได้ไพ่ใบนี้
คิงโพแดง : ผู้ชายผมทอง (ผมสีอ่อนๆ) ที่มีจิตใจดี หรือผู้ชายที่มีลักษณะของคนธาตุน้ำ, ความดีงาม ความสุขภาพ ความห่วงใย และความกรุณา, คำแนะนำที่เป็นประโยชน์, ความรักใคร่, ผู้ชายที่อบอุ่นคอยดูแลเอาใจใส่, เป็นคนที่เต็มใจช่วยเหลือโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องขอร้อง 
ควีนโพแดง : ผู้หญิงผมทอง (ผมสีอ่อนๆ) ที่มีจิตใจดี หรือผู้หญิงที่มีลักษณะของคนธาตุน้ำ, คำแนะนำที่ดี, ความรักใคร่, ผู้หญิงที่คอยห่วงใยดูแล, บางครั้งหมายถึงผู้เป็นแม่ หรือมีธรรมชาติของความเป็นแม่สูง
แจ๊คโพแดง : เป็นเพื่อนที่อบอุ่น, เด็กหนุ่มผมทอง (ผมสีอ่อนๆ) หรือคนอ่อนวัย (ชายหรือหญิงก็ได้) ที่มีลักษณะของคนธาตุน้ำ, บ่อยครั้งหมายถึงคนอ่อนเยาว์ที่น่าหลงไหล
10 โพแดง : โชคดี, ความสำเร็จ, เป็นนิมิตหมายที่ดีที่บ่งบอกถึงอนาคตที่สดใส ซึ่งกำลังจะมาถึงภายหลังผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปแล้ว
9 โพแดง : เป็นไพ่อธิฐาน ความฝันและคำอธิฐานจะสมปรารถนา, สามารถใช้สังเกตดูไพ่ใบที่หยิบได้ก่อนหน้านี้ เพื่อค้นหาว่าสิ่งที่เจ้าชะตาปรารถนาอยู่นั้นคืออะไร
8 โพแดง : ได้รับของขวัญหรือมีคนมาหาอย่างไม่คาดฝัน, ได้รับเชิญไปร่วมงานลี้ยงหรืองานปาร์ตี้  
7 โพแดง : บางคนที่กำลังสนใจในตัวคุณอยู่นั้นไม่น่าไว้วางใจ, คนโลเลหลายใจอาจกำลังสนใจในตัวคุณอยู่, ไพ่ใบนี้อาจหมายถึงคนที่เป็นไข้ใจ คือลุ่มหลงอยู่ในเรื่องรักๆใคร่ๆ
6 โพแดง : โชคดีแบบไม่ทันตั้งตัว, มีบางคนคอยเอาใจใส่ดูแลคุณ เข้ามาหาคุณอย่างอบอุ่น
5 โพแดง : อิจฉา ริษยา หึงหวง, คนที่มีจิตใจชั่วร้ายแวดล้อมตัวคุณอยู่
4 โพแดง : การเดินทาง, การย้ายบ้าน หรือเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ
3 โพแดง : มันหมายถึงความรักและความสุขเมื่อไพ่ใบนี้วางอยู่ในตำแหน่งทั่วๆไป แต่หากไพ่ปรากฏอยู่ในตำแหน่งของปัญหาหรือความยุ่งยาก มันอาจหมายถึงกำลังมีปัญหาทางด้านอารมณ์ หรือตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความรัก
2 โพแดง : เป็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง หุ้นส่วน คู่สัญญา หรือคู่หมั่นหมาย และอาจหมายถึงคุณกำลังจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเข้มแข็งจากผู้ที่เป็นคู่ของคุณ ทั้งหุ้นส่วน หรือคู่หู

จะเห็นได้ว่า เซตไพ่โพแดงส่วนใหญ่มีความหมายเหมือนกับไพ่ถ้วยของทาโรต์ จะต่างกันแค่บางใบ ซึ่งใบที่ต่างกันนั้นก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เช่น ไพ่แจ๊คโพแดง จะเหมือนกับไพ่อัศวินถือถ้วย รวมเข้ากับไพ่เด็กถือถ้วย (เพราะไพ่ป๊อกไม่มีเซตของไพ่เด็กโดยตรง มีแต่ไพ่โจ๊กเกอร์ติดสำรับมา 2 ใบเท่านั้น) แจ๊คโพแดงนั้น ไม่ใช่หมายถึงคนหนุ่มอย่างอัศวินเสมอไป บางครั้งมันหมายถึงคนที่อยู่ในวัยเยาว์ก็ได้ แถมยังสามารถเป็นได้ทั้งเพศชายและหญิง ซึ่งเป็นลักษะของไพ่เด็กถือถ้วยนั่นเอง

ไพ่ 4 โพแดง ก็มีความหมายแตกต่างจากไพ่ 4 ถ้วย จะเห็นว่า 4 โพแดงมี movement มากกว่า มันหมายถึงการเดินทาง และการเปลี่ยนแปลง แต่ไพ่ 4 ถ้วยเป็นสภาวะที่หยุดนิ่ง หยุดใคร่ครวญพิจารณาถึงจิตใจและความต้องการของตัวเอง ยังไงก็ตาม หากเราเอาไพ่สองใบมาวิเคราะห์ให้ดีๆ จะเห็นว่ามีความแตกต่างอยู่ที่แอ็คชั่นของมันเท่านั้น

ผู้ที่เรียนรู้เรื่องสภาวะของไพ่ทาโรต์มาแล้วนั้น จะทราบว่า ไพ่เบอร์ 4 อย่างไพ่ 4 ถ้วยนั้น เป็นสภาวะที่ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดในระดับหนึ่ง  มันเริ่มก้าวเดินมาจาก 1 ถ้วย-2 ถ้วย-3 ถ้วย เมื่อถึง 4 ถ้วย มันก็หยุดทบทวนว่าจะเอายังไงต่อไป เพราะมันอิ่มในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่มันยังไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้น หากมันมีความก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง มันจะต้องเกิด movement ไปในทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน ขณะที่ไพ่ 4 โพแดงนั้น ไม่ได้หยุดลังเล มันเปลี่ยนแปลงไปเลย

อีกใบหนึ่งที่น่าสนใจคือ ไพ่ 8 โพแดง เพราะ 8 โพแดงมีความหมายที่ดี แต่ไพ่ 8 ถ้วยนั้น ความหมายไม่ดี มันเป็นอารมณ์หม่นหมอง ไม่ได้รับความพอใจ แถมยังเที่ยวตะลอนไปเพื่อหวังจะค้นหาความพอใจให้ตัวเอง… ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าลองจับอารมณ์ของไพ่ 8 โพแดงดูบ้าง ก็จะพบว่า มันมีอารมณ์ตื่นเต้นอยู่ในนั้น ไม่ใช่อารมณ์สุขใจแบบสงบเย็น หรือเต็มอิ่มในใจลึกๆเหมือนอย่างไพ่ 10 และ 9 โพแดง แต่ 8 โพแดงนั้น เป็นเพียงความตื่นเต้นที่ผู้รับจะรู้สึกดีๆในช่วงเวลาหนึ่ง การได้รับเชิญไปงานปาร์ตี้ หรือการที่เราไปท่องเที่ยวยามราตรี หากมองถึงแก่นแท้ของจิตใจแล้ว ก็เหมือนเราพยายามแสวงหาความสุข เพื่อเติมเต็มตัวเองให้หลุดพ้นจากความเหงา…

ข้อสังเกตที่ว่ามานี้ อาจฟังดูลึกซึ้งเกินไปบ้าง แต่ถ้าคิดให้ดีๆ เราอาจพบกุญแจไขไปสู่ความเข้าใจได้ว่า ไพ่ป๊อกพัฒนามาถึงไพ่ทาโรต์ได้ยังไง บางทีทาโรต์นั้น อาจเป็นการเข้าใจชีวิตในมุมที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม เช่น 8 โพแดงของไพ่ป๊อก ได้ชี้ให้เห็นถึงความสุขแบบผิวเผิน ต่อมาเริ่มมีคนจับได้ว่า แท้จริงแล้วมันคือความทุกข์ต่างหาก สุดท้ายหน้าตาของไพ่จึงออกมาให้เห็นอย่างไพ่ 8 ถ้วยนั่นเอง…

ฝากไว้ให้คิดต่อนะครับ

 

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 14, 2008 at 8:44 pm ความเห็น (5)