บันทึกเรื่อยเปื่อย

คืนอังคาร จะสิ้นเมษา…

รุ่นน้องคลอดหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คออกมาเป็นเล่มที่สอง ไม่นานนักเธอก็โทรมาคุยให้ฟังเกี่ยวกับหนังสือเล่มต่อไป ซึ่งล่าสุดเขียนต้นฉบับเสร็จแล้ว พร้อมลงทุนวาดภาพประกอบเอง เล่มที่จะออกใหม่นี้ก็ยังเป็นแนวโรแมนติกเหมือนเดิม แต่จะให้อารมณ์ลึกซึ้งมากกว่า เราฟังแล้วก็ตั้งตารอให้วางแผงเร็วๆ แล้วก็ถามเธอถึงนิยายผีที่เธอคิดพล็อตเอาไว้แล้วว่าเมื่อไหร่จะลงมือเขียนสักที ดูเหมือนตอนนี้เธอยังยุ่งๆกับแนวโรแมนติกอยู่ตามออร์เดอร์ที่มีเข้ามา นัยว่าบางวันต้องปั่นต้นฉบับกันหัวฟูเลย… อิอิ นึกภาพตอนเขียนแล้วคงไม่ค่อยโรแมนติกเท่าไหร่ ต้องรอให้หนังสือมันออกมาเป็นเล่มๆแล้วนั่นแหละ ส่วนเรื่องผีสงสัยก็ยังต้องรอต่อไป เพราะเธอเตรียมจะเขียนนิยายรักฉาวแฉแหลกที่เป็น based on a true story ตอนนี้กำลังรวบรวมวัตถุดิบอยู่

พูดถึงแนวโรแมนติก ได้ฟังเธอเล่าแล้วก็ชักคันๆ ”เออดี เดี๋ยวพี่เขียนบ้างดีกว่า แนวโรแมนติกน่ะ” เธออึ้งไปนิดนึง “หา…พี่หนุ่มอ่ะนะ?”…

ยังไงกันเนี่ย เราดูเหมือนคนเขียนโรแมนติกไม่เป็นรึไง ทำไมคนฟังถึงได้อึ้งไปซะขนาดนั้น (ฮา)

แต่ก็จริงแหละ เราก็บอกน้องไป “เขียนไปเขียนมาพี่คงไปเขย่าตัวให้คนตื่นซะมากกว่า เป็นพวกชอบปลุกให้เขาตื่นจากฝันน่ะ ไม่เหมาะจะเขียนอะไรชวนฝัน” :-)

คิดถึงหนังสือ เดี๋ยวนี้ราคากระดาษแพงขึ้นเรื่อยๆ วงการสิ่งพิมพ์กำลังจะตายอย่างที่เขาคาดการณ์เอาไว้รึเปล่าไม่รู้นะ 10 ปี 20 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง ถึงตอนนั้นการอ่านเขียนบนอินเทอร์เน็ตคงแพร่หลายมากกว่านี้ การพิมพ์หนังสือเป็นเล่มๆคงจะมีอยู่ แต่วงจะแคบลงเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าคนไม่อยากอ่านหนังสือจากกระดาษหรอกนะ ยังไงงานเขียนบนกระดาษมันน่าอ่านกว่าบนจอแสงอยู่วันยังค่ำ แต่ว่าราคาต่อเล่มมันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับเศรษฐกิจที่กำลังแย่ลงเรื่อยๆเหมือนกัน เดี๋ยวนี้เริ่มเห็นนิตยสารที่ผลิตใส่แผ่นซีดีแล้ว ชื่ออะไรจำไม่ได้ เห็นที่ร้านซีเอ็ด เหมือนหนังแผ่น เสียบๆไว้บนชั้นหนังสือปนๆกับแผ่นบทสวดมนต์ คาถาร่ำรวยอะไรเทือกนั้น

ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละเราว่านะ สุดท้ายไม่มีทางเลือกแล้วนี่ ก็ต้องจับหนังสือมาใส่แผ่นซีดี ลดต้นทุนไปได้เยอะ ถ้าคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ่านหนังสือจากแผ่นซีดีก็ดีสิ จะได้ไม่ต้องตัดไม้เอามาทำกระดาษอีกต่อไป

แต่เอ… ถ้าอะไรๆก็แผ่นซีดี สุดท้ายซีดีมิกลายเป็นขยะล้นโลกอีกเหรอ…

เอาเป็นว่าเขียนกันบนเน็ตนี่แหละ ดีที่สุด ถึงจะมีขยะก็สามารถลบทิ้งได้ ไม่ทำให้เกิดมลพิษ :-)

 

เผยแพร่ใน: on เมษายน 30, 2008 at 4:51 am ความเห็น (4)

ไพ่อาถรรพณ์ (จบ)

สิบปีก่อนเห็นจะได้ ผมโทษไพ่ Death ไพ่ 4 ดาบ ทำให้ผมสุขภาพย่ำแย่ เวลาดูดวงให้ลูกค้าแล้วเห็นเขาหยิบไพ่พวกนี้ออกมาเหมือนเป็นของแสลง ไม่อยากจับมันเลย ไพ่อีกใบคือ 9 ดาบ ผมแพ้ทางไพ่ 9 ดาบมาก ช่วงนั้นรักของผมไม่สมหวัง เห็นไพ่ใบนี้แล้วยิ่งทุกข์ ไพ่ 9 ดาบหมายถึงความเครียด คิดมาก วิตกกังวล ช่วงนั้นจัดเป็นช่วงที่ผมดูหมอแม่นมาก เซ้นส์แรง คนบอกต่อๆกันไป ขณะเดียวกันชีวิตผมเองก็แย่เหมือนกัน สุขภาพแย่ รักแย่ บ่อยครั้งผมคิดว่าเรารับความโชคร้ายมาจากลูกค้า และยังเชื่อด้วยว่าเพราะเราใช้เซ้นส์ในการทำนายมากไป พลังชีวิตเราเลยถดถอย…

ย้อนนึกแล้วก็ขำดี คนเรานี่อยู่ที่ความคิดเท่านั้นเอง คุณจะคิดให้มันเป็นยังไง มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวนี้ผมเลยไม่ชอบเถียงใครคอเป็นเอ็น แค่รับรู้ว่าเขาคิดแบบไหน ก็โอเคแล้ว ที่สำคัญความคิดคนเรามันก็ไม่จีรังยั่งยืน สมัยก่อนผมคิดแบบหนึ่ง สมัยนี้คิดอีกแบบหนึ่ง ทุกวันนี้ผมเลยไม่คิดให้มากเรื่อง ชอบวัดความรู้สึกตัวเองด้วยลมหายใจ ถ้าเราหายใจได้ปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อส่วนต่างๆคลายตัวอยู่พอดีๆ แสดงว่าเรากำลังมีความสุขดีแล้ว ต้องการแค่นั้นแหละ

จากที่เชื่อเรื่องอาถรรพณ์ไพ่ ต่อมาผมได้รู้จักไพ่ในอีกแง่มุมหนึ่งจาก อ.ถาวร บุญญวรรณ อาจารย์ให้เรียนรู้ไพ่ด้วยการนั่งมองภาพไพ่แต่ละใบ พยายามจับความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะมองเห็นภาพ เริ่มจากไพ่ The Fool แล้วไล่เรียงไปเรื่อยๆ ได้วิธีจากอาจารย์มาแล้ว ก็เอามาฝึกฝนที่บ้าน ตอนแรกผมก็ยังหวั่นๆว่า เวลานั่งดูไพ่ร้ายอย่าง Death Tower เราจะซึมซับมันมาทำให้ชีวิตเราพังรึเปล่า แต่ด้วยความเชื่อมั่น ก็ทำใจกล้าลองทำไป พอนั่งดูไพ่พวกนั้น แม้หน้าไพ่ดูร้าย ลึกลับ แต่ด้วยเรานั่งดูด้วยจิตใจเป็นสมาธิ พยายามค้นหาสภาวะของมัน ไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่น ใจก็เริ่มสงบ เพราะใจไม่ได้กลัวหรือต่อต้าน มีเพียงจุดประสงค์เดียวคืออยากจะเข้าใจไพ่ มันก็เลยไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตผม

ทำไปทำมา ไพ่ใบแรกๆที่ผมเคลียร์ตัวเองได้ กลับเป็นไพ่ 9 ดาบ ใบที่ผมแพ้ทางมันมาตลอด วันหนึ่งผมหยิบมันมานั่งมองหลังจากทำเป็นลืมมันไปพักใหญ่ ผมรู้อยู่ว่าหน้าไพ่เป็นรูปอะไร แต่คุณเชื่อมั้ย ผมไม่เคยนั่งจ้องมันเต็มตาเลย วันนี้ผมจ้องมันเต็มตา จ้องอย่างมีสมาธิ สังเกตเห็นคนในภาพ ครึ่งนอนครึ่งนั่งบนเตียง เอามือทั้งสองปิดหน้า เหมือนไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น ให้ความรู้สึกเป็นทุกข์อย่างมาก บนศีรษะเขามีดาบลอยอยู่ 9 เล่ม ชวนให้รู้สึกถูกกดทับอยู่ที่หัวเหลือเกิน ผมพยายามรับรู้ว่าเขารู้สึกยังไง แล้วก็พบว่าเขาทุกข์มาก ในขณะที่จิตผมมีสมาธิอยู่นั้น พลันก็เกิดความคิดอย่างหนึ่งว่า เขาทุกข์อะไร? ในเมื่อเขาไม่ยอมเอามือออก ไม่ยอมเปิดหน้ามองดูอะไรเลย แล้วเขาทุกข์อะไร? ผมก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า เขาทุกข์เพราะความคิดของเขาไงล่ะ…

เท่านั้นเอง ผมเหมือนเป็นเขาคนนั้น เหมือนได้เอามือที่ปิดหน้าออก มองดูสิ่งต่างๆรอบตัว อะไรที่เรากลัวมันก็จะน่ากลัวอยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่กล้าที่จะมองมันให้เต็มตา ไม่กล้าที่จะต่อสู้กับความจริง แต่ถ้าเราไม่กลัวซะอย่างมันก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

 

 

ส่วนไพ่ Death เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผมไม่กลัวไพ่ใบอื่นๆอีกเลย มีสองเหตุผลประกอบกันคือ การอธิบายของ อ.ถาวร เกี่ยวกับไพ่ใบนี้ ที่ทำให้รู้สึกว่าไพ่เดธ ไม่ใช่ไพ่ที่ทำให้ใครต้องตายเสมอไป สภาวะหลักของมันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพไปต่างหาก บ่อยครั้งมันกลับเป็นไพ่ที่ดี เพราะคนเราบางอารมณ์ก็อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะเมื่อเราทนกับอะไรมานาน และจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว การทำให้มันจบลงซะเดี๋ยวนั้นแล้วไปเริ่มต้นสิ่งใหม่ ก็เป็นทางออกที่ดีอันหนึ่ง

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ เวลานั่งดูไพ่ใบนี้ ใจผมเกิดนึกไปถึงการปฏิบัติธรรมของแม่ผมเอง สมัยก่อนแม่เอาภาพศพคนตายมาให้ดู บอกว่าเป็นภาพสำหรับเพ่งอสุภกรรมฐาน ดูซากศพตับไตไส้พุงให้เกิดปลงกับความไม่เที่ยงของสังขาร พอมาคิดว่าพวกนักปฏิบัติธรรมเขานั่งเพ่งซากศพกันทุกวัน ไม่เห็นเขาจะโชคร้าย หรือต้องเจ็บป่วยล้มตายไปตามซากศพนั้น กลับมีจิตใจสงบเย็น เกิดสติปัญญา เราเองจะมัวมากลัวภาพวาดบนกระดาษอยู่ไย ดูยังไงก็ไม่เห็นมันจะน่ากลัวเท่าของจริงเลยด้วยซ้ำ คิดได้ยังงั้นผมก็เลยสามารถมองไพ่ทุกใบเป็นของธรรมดาได้ เราใช้งานมันเพื่อสื่อสารกับจิตของลูกค้า มันเป็นอุปกรณ์สำหรับเผยตัวตนของลูกค้าออกมา หน้าไพ่แต่ละใบจะปรากฏขึ้นมาตามจิตของลูกค้าเท่านั้น ไม่ได้มีพลังวิเศษหรืออาถรรพณ์ลึกลับอะไรเลย บางคนบอกว่าไพ่มันมีสัญลักษณ์โบราณตั้งแต่สมัยอียิปต์ สมัยกรีก ซึ่งบางสัญลักษณ์มีอาถรรพณ์อยู่ ผมก็จะบอกว่า สัญลักษณ์พวกนั้นไม่ได้ถูกอัญเชิญลงมาสถิตอยู่บนไพ่ซะที่ไหน คนวาดไพ่เขายืมสัญลักษณ์พวกนั้นมาใช้เท่านั้นเอง เขาเห็นว่ามันมีความหมายจะสื่อสารได้ ก็เอามันมาใช้ ถึงเขาไม่เอาสัญลักษณ์นั้นมาใช้ มันก็มีสัญลักษณ์อีกมากมายในโลกนี้ที่จะยืมมาใช้สื่อสารกันได้

พอผมเกิดความเข้าใจใหม่ๆแล้ว ผมก็คิดถึงสิ่งที่เกิดกับตัวเองอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น เป็นต้นว่า เมื่อสิบปีก่อน ผมสุขภาพแย่มาก ร่างกายซูบผอม ไอเรื้อรัง ไม่ใช่เพราะไพ่ Death จากลูกค้า แต่นั่นเพราะผมกินเหล้ามาก ชอบสังสรรค์กับเพื่อนสัปดาห์ละหลายวัน นอนก็น้อย แต่ต้องตื่นเช้ามาทำงาน ชอบเข้าไปในผับที่มีแต่ควันบุหรี่ ซึ่งผมเป็นคนไม่สูบบุหรี่ แถมยังแพ้ควันอีกต่างหาก มันเลยไอโครกๆไม่หายสักที ความรักก็เหมือนกัน สิบปีก่อนผมไม่มีอะไรพร้อมเลย หน้าตาก็ไม่ดี แถมริทำตัวเจ้าชู้อีกต่างหาก คุณคิดดูเถอะ ผู้หญิงที่เขามีอนาคตใครจะยอมคบกับผมต่อไป เขาเห็นท่าไม่ดีก็ชิ่งหนีกันหมดแล้ว ความผิดใครล่ะ ไม่ใช่ไพ่ใบไหนหรอก ความผิดผมเองทั้งนั้น

ครับ เขียนมาพอสมควร คิดว่าคงจะช่วยแก้อาถรรพณ์ให้ใครบางคนได้บ้าง ไม่มากก็น้อย อันที่จริงถ้าคุณได้ตามอ่านบล็อกจิตปันมาตั้งแต่แรกๆ ก็จะเห็นว่าวิธีที่ผมพูดถึงไพ่แต่ละใบนั้น เน้นให้เกิดความเข้าใจเรื่องจิต ไม่สนใจอะไรที่เกี่ยวกับอาถรรพณ์เลย หากมันจะมีอาถรรพณ์ก็สรุปได้ว่า เป็นเพราะใจเรายอมให้เกิดอาถรรพณ์ขึ้นเอง ฉะนั้น หากต้องการลบอาถรรพณ์ก็ขอให้แก้ที่ใจของคุณนั่นแหละ แต่ถ้ายังงั๊ยยังไงก็แก้ไม่ได้ ถ้างั้นก็ขอให้คุณคิดดีทำดีเอาไว้แล้วกันนะครับ คนที่ดีทั้งความคิดและการกระทำนั้น ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้หรอกครับ :-)

 

 

เผยแพร่ใน: on เมษายน 28, 2008 at 3:08 am ความเห็น (2)

ไพ่อาถรรพณ์ (2)

ก่อนอื่นต้องขอขยายความสักหน่อย การมีสัมผัสพิเศษที่เรียกว่า ซิกธ์เซ้นส์ (สัมผัสที่หก) หรือมี “ญาณทิพย์” ที่สามารถมองเห็นภูตผี เทพเทวา หรือมองเห็นอดีต อนาคตได้นั้น จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งแตกต่างจากอาการขวัญอ่อน ผู้มีญาณทิพย์จะมีพลังจิตเข้มแข็ง มักเป็นนักปฏิบัติ ฝึกทำสมาธิอยู่เป็นประจำ มีจิตใจมั่นคง สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้าภายนอก ตรงนี้เราควรตรวจสอบตัวเองให้ถ่องแท้ อย่าเอาไปปะปนกัน เพราะอาการขวัญอ่อน เป็นเพียงความอ่อนแอทางจิตใจเท่านั้น เช่น หวาดกลัวผีสางเกินไป ลมพัดใบไม้ไหว เห็นเงาตะคุ่มๆ ก็นึกว่าเห็นผีแล้ว

หรืออย่างบางคนอาจผูกพันกับเทพเทวามาแต่เก่าก่อน ท่านก็อาจจะลงมาติดต่อกับเราในบางครั้งบางหน ซึ่งก็เป็นไปได้ถ้ามีเรื่องจำเป็นต้องมาบอกอะไร แต่ปกติท่านจะไม่คอยส่งสัญญาณติดต่อกับเราทุกวี่วัน เพราะไม่ใช่ธุระอะไรของท่านที่จะเกี่ยวข้องกับภพภูมิมนุษย์อีกแล้ว ตรงนี้ลองสังเกตดูครับ คนที่คิดว่าตัวเองมีองค์คอยติดตามอยู่ตลอดเวลานั้น บางคนจะเข้าข่ายคนขวัญอ่อนที่ถูกชักจูงได้ง่ายหรือไม่ เช่น ถ้าใครสักคนสวมใส่ชุดประหลาด เขย่าตัวเองโครมๆเป็นเจ้าเข้า ทักคุณด้วยซุ่มเสียงที่ดัดจนผิดมนุษย์มนา แล้วมาบอกกับคุณว่า คุณเป็นคนมีองค์ เป็นร่างทรงที่ต้องรับใช้เทพ ยามนั้นคุณจะรู้สึกปั่นป่วน ทั้งหวาดกลัว ทั้งต่อต้าน แต่สุดท้ายคุณก็จะคล้อยไปตามที่เขาบอก

จริงแล้วคนขวัญอ่อน สามารถจะคิดด้วยเหตุด้วยผล คิดด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ และนั่นคือทางแก้ที่ดีที่สุด แต่ติดที่ว่าหลายคนมักหลงเชื่อไปทางอื่นซะแล้ว เพราะยึดเอาอารมณ์ตระหนกเป็นใหญ่ เหมือนรู้สึกหวาดกลัวก็ต้องหาที่กำบัง ต้องหาอะไรมาคุ้มครอง เมื่อยึดอะไรไว้แล้วรู้สึกอบอุ่น ก็พอใจจะยึดติดกับสิ่งนั้นอย่างแน่นหนา ในที่สุดสิ่งที่ไม่เคยมีตัวมีตน ก็กลับมีตัวตนขึ้นมาตามความเชื่อของตัวเอง

ย้อนมาที่ไพ่ยิปซีครับ ไพ่บางใบมีรูปภาพที่ดูลึกลับ น่ากลัว อีกทั้งความหมายของมันก็ออกไปทางร้ายแรง หมอดูขวัญอ่อนซึ่งจะต้องจับไพ่เหล่านั้นทุกๆวัน จิตใจก็ย่อมต้องสั่นไหวเป็นธรรมดา สมัยที่ผมใช้ไพ่ยิปซีใหม่ๆ ก็รู้สึกกลัวไพ่ร้ายๆอย่างไพ่ Death, Tower, The Moon เหมือนกัน พอลูกค้าหยิบไพ่พวกนี้ออกมา เมื่อดูเสร็จแล้วผมจะรีบเก็บมันเข้าสำรับไป ไม่อยากสัมผัสไพ่ใบร้ายๆเลย ไม่อยากดูมันให้เต็มตา เพราะกลัวความโชคร้ายจากลูกค้าจะมาเข้าตัวผม กลัวผมจะซวยตามไปด้วย ลองคิดสิครับ ถ้าผมนั่งโต๊ะทำนายด้วยความกลัวอย่างนี้ไปทุกๆวัน ได้เจอลูกค้าวันละไม่รู้จักกี่ราย ลูกค้าบางรายมีชีวิตที่สุดจะแย่ บางคนเป็นโรคร้าย บางคนครอบครัวกำลังจะพัง ไพ่ใบร้ายที่ปรากฏออกมา มิทำให้หมอดูขวัญอ่อนยิ่งหวั่นไหวไปตามหน้าไพ่หรอกหรือ

ในความเป็นจริง เราทุกคนย่อมมีกรรมเป็นของตัว หากจะเกิดเรื่องดีร้ายกับเรานั้น ก็เพราะกรรมของเราเองแท้ๆ ไม่ใช่เพราะความโชคร้ายของคนอื่นถ่ายทอดมาสู่เราได้ แม้เราไม่ได้ใช้ไพ่ยิปซี หากชีวิตเราจะย่ำแย่ก็เพราะเราทำกรรมอันนั้นเอาไว้เอง ยังไงก็ตาม กรรมที่สำคัญอันหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้เราได้เหมือนกัน นั่นคือ กรรมที่เกิดขึ้นจากจิตของเราเอง ถ้าจิตใจเราหวั่นไหวไปตามหน้าไพ่ร้ายบ่อยๆ ชีวิตเราก็เอนเอียงไปทางนั้น เหมือนกลัวอะไรมากๆก็ได้เจอสิ่งนั้น

คำเล่าลือเกี่ยวกับอาถรรพณ์ไพ่ยิปซี ทำให้ผมสังเกตเห็นหมอดูหลายคนมีเคล็ดวิธีสำหรับป้องกัน และปัดเป่าอาถรรพณ์ไพ่ไม่ให้เข้าตัว บางคนใช้หินพลังก้อนเล็กๆวางไว้บนกองไพ่ บางคนเก็บกล่องไพ่ไว้ในถุงผ้ากำมะหยี่สี่ดำ เพื่อสลายพลังจากลูกค้าที่มาจับไพ่ก่อนหน้านี้ บางคนเก็บไพ่ไว้บนหิ้งพระ บ้างก็จุดธูปบูชาไปเลย ทั้งการบูชาไพ่ยิปซีโดยตรง หรือบูชาเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ที่เจ้าตัวอัญเชิญมาสถิตอยู่ที่ไพ่ นัยว่าเพื่อให้ท่านช่วยในการพยากรณ์ และตัวหมอดูเองก็จะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยจากอาถรรพณ์ร้ายๆไปด้วย เพราะได้ท่านมาช่วยคุ้มครองแล้ว บ้างก็ใช้วิธีไปทำบุญสะเดาะเคราะห์บ่อยๆ พอดูดวงให้ลูกค้าไปพอสมควรแล้วก็เข้าวัดทำบุญสักทีหนึ่ง หรือบวชพระ บวชชีพราหมณ์สักครั้งหนึ่ง ฯลฯ

อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อนะครับ ผมไม่เจตนาจะลบหลู่ แต่อยากให้คุณสำรวจใจตัวเองสักหน่อย พิธีกรรมต่างๆนั้น เกิดขึ้นเพราะความศรัทธา หรือเกิดขึ้นเพราะความกลัว หากเกิดเพราะความกลัวอาถรรพณ์ เมื่อคุณทำพิธีกรรมเหล่านั้นแล้ว ความกลัวของคุณหมดไปหรือไม่ ความหวาดระแวงหน้าไพ่ร้ายๆจากลูกค้ายังหลงเหลืออยู่หรือไม่ คุณยังกลัวว่าความโชคร้ายของคนอื่นจะมาเข้าตัว หรือกลัวว่าเจ้ากรรมนายเวรของลูกค้า จะไม่พอใจคุณที่ไปชี้ทางออกให้เขา เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นก็เลยหันมาทำร้ายคุณแทนหรือไม่

ถ้าทำแล้วความกลัวหมดไปสิ้นก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้ายังไม่หมด มันอาจกลายเป็นยิ่งต่อต้านก็เหมือนยิ่งยินดีรับอาถรรพณ์ร้ายมาเข้าตัว เพราะจิตใจก็จะเฝ้าแต่ขอให้สิ่งที่ยึดถือช่วยป้องกันอาถรรพณ์ร้าย นึกถึงอาถรรพณ์ร้ายบ่อยๆมันก็กลับเป็นจริงขึ้นมา…

อย่ากระนั้นเลย ตอนหน้าเรามามองไพ่แบบไม่มีอาถรรพณ์กันดีกว่าครับ


ป.ล. ยืนยันว่าไพ่ Death ไม่น่ากลัว ดูสิ ฝรั่งเขาเอาใส่กรอบขายทางเนต แถมส่งให้เพื่อนเป็นของขวัญวันคริสต์มาสอีกต่างหาก

 

เผยแพร่ใน: on เมษายน 22, 2008 at 1:48 pm ความเห็น (3)

ไพ่อาถรรพณ์ (1)

คุณกุมารี ได้อ่าน “หมอดูไพ่ป๊อก” แล้วเขียนถามด้วยความสนใจ ตอนแรกผมกะว่าจะเขียนตอบลงในที่เดียวกัน แต่ไปๆมาๆ เกิดอยากจะแปะรูปไพ่ให้ดูกันด้วย ก็เลยเอามาโพสต์ที่หน้าแรกให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ยังไงต้องขอบคุณคุณกุมารีครับ ที่จุดประกายให้ผมได้เขียนเรื่องนี้

ผมสงสัยมานานว่าทำไมบางคนสนใจไพ่ป๊อกมากกว่าไพ่ยิปซี (ทาโรต์) ทั้งๆที่เดี๋ยวนี้ไพ่ยิปซีได้แพร่หลายไปมากแล้ว เราสามารถหาซื้อไพ่และตำราได้ง่ายดาย แถมใช้งานก็ง่ายมาก คำทำนายก็ครอบคลุมชีวิตได้มากกว่าไพ่ป๊อก เดี๋ยวนี้มีคนที่เรียกตัวเองเป็นอาจารย์ยิปซีมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากอ่านตำรา ท่องจำความหมาย เกิดความเข้าใจในไพ่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เมื่อช่ำชองแล้วก็เริ่มเขียนตำราถ่ายทอดให้คนอื่นบ้าง ทำอย่างนี้ตามกันไปเป็นลูกโซ่

พอได้ทราบเหตุผลของคุณกุมารี มันช่วยให้ผมหายข้องใจที่รู้ว่าบางคนก็เลือกใช้ไพ่ป๊อกเป็นคำตอบสุดท้าย เพราะไพ่ยิปซีมัน “อาถรรพณ์แรง” เกินไปนี่เอง

คำอธิบายของผมเกี่ยวกับอาถรรพณ์ไพ่ยิปซีอาจจะแตกต่างจากคนอื่น และหากมันค้านกับความรู้สึกของคุณบางคน ก็ขออย่าได้ซีเรียสเลยครับ ถือซะว่าฟังหูไว้หู เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันดีกว่า

ต้องลองสังเกตตัวเองกันก่อนครับ คุณเป็นคนฝันแปลกๆบ่อยรึเปล่า? คุณกลัวผีมากมั้ย? เคยสัมผัสวิญญาณ หรืออะไรแปลกๆมั้ย? คุณมักจะเห็นภูตผี เทพเทวา เจ้าที่เจ้าทาง พอไปสถานที่ที่เขาว่ามีเจ้าที่แรง คุณจะรับรู้ได้ หรือรู้สึกใจคอไม่ดีทำนองนั้นรึเปล่า? ถ้าคำตอบคือใช่ บางทีไพ่ยิปซีอาจจะแรงเกินไปสำหรับคุณก็ได้!

ธรรมชาติคนเราไม่เหมือนกัน สภาวะจิตใจก็แตกต่างกัน บางคนเป็นประเภทเซ้นซิทีฟมาก คนโบราณเขาใช้คำน่ารักดี เขาเรียกคนนั้นว่าเป็นคนขวัญอ่อน คือหวั่นไหวไปกับแรงกระตุ้น หรือสิ่งเร้าภายนอกได้ง่าย ถ้ามีอะไรน่ากลัวก็จะกลัวง่าย มีอะไรน่าวิตกก็จะคิดมาก มีอะไรโครมครามก็จะตกใจง่าย ถ้าได้รับฟังเรื่องราวผีสาง หรือได้ฟังเหตุการณ์น่ากลัว แม้ไม่ได้เห็นภาพเหตุการณ์จริง ก็จะจินตนาการตามไปจนขนลุกขนชัน หากลองสังเกตชีวิตประจำวันก็จะเห็นความขึ้นลงของอารมณ์ได้ดี คือดีใจก็หัวเราะร่า เสียใจก็ร้องไห้ง่ายๆ เช่น ดูละครทีวีเศร้าๆหน่อยก็น้ำตาไหลแบบบ่อน้ำตาตื้น… แม้พฤติกรรมต่างๆที่ผมพูดอาจยังไม่ครอบคลุม หรือยังสรุปไม่ได้เสมอไป แต่ถ้าคุณอ่านรวมๆแล้วรู้สึกว่ามันตรงกับคุณมาก คุณก็น่าจะเป็นคนขวัญอ่อนนะครับ

ทีนี้ลองดูไพ่พวกนี้สิ…

 

ระวัง! คราวเคราะห์มาเยือน รักร้าง เป็นหม้าย…

ระวัง! ผ่าตัด เสียชีวิต…

ระวัง! โดนผู้ชายหลอก สามีจะมีเมียน้อย…

ระวัง! ล้มละลาย ตกงาน… 

ระวัง! ใบนี้อาถรรพณ์สุดๆ เจ้ากรรมนายเวรมาตามเอาคืนแล้ว…

ทั้งรูปภาพ ทั้งคำทำนาย น่ากลัวซะขนาดนี้ สำหรับคนเซ้นซิทีฟ (ขวัญอ่อน) จะไม่รู้สึกว่าไพ่มีอาถรรพณ์แรงได้ยังไง?

(ทำใจดีๆไว้ก่อนครับ ยังมีคำอธิบายต่อ)

 

เผยแพร่ใน: on เมษายน 19, 2008 at 2:43 am ความเห็น (3)

รายงานตัว

หายไปพักร้อนมาครับ หลายวันนี้ ผมมีความสุข ได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นมาแต่ละวันก็ได้ทำแต่สิ่งที่อยากทำ ลุกขึ้นมาหาอะไรกิน อ่านพ็อคเก็ตบุ๊ค เขียนหนังสือ ดูหนังแผ่นดีๆ ออกไปเดินชายหาด…

คือไม่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำเลยน่ะ พอสบายกายสบายใจ ก็กลับมาคิดดู ตลอดทั้งปีเราทำอะไรอยู่ เราตื่นขึ้นมาเพื่อทำอะไรที่ไม่อยากทำซะเป็นส่วนใหญ่ ผมหมายถึงมันเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำซะมาก เราต้องรีบไปทำงาน ไปจัดการธุระต่างๆ ฯลฯ

พูดเหมือนเบื่องานเนอะ จริงแล้วก็ใช่ ใครบ้างไม่เบื่องาน บางอารมณ์มันต้องมี บางคนชักชวนให้ได้คิดนะ คุณไม่ควรรู้สึกเบื่องานอย่างนั้น ในเมื่องานคือส่วนหนึ่งของชีวิต จะว่าไปมันเป็นส่วนใหญ่ๆเลยทีเดียวล่ะ ฉะนั้น อย่าเบื่อ คุณต้องสนุกกับมัน อีกบางคนก็บอกว่าตัวเขาโชคดีเหลือเกิน ได้ทำงานที่ตัวเองรัก และอยากจะทำมันตลอดเวลา ฉะนั้น คุณควรไปหางานที่คุณรักซะ ได้ทำแล้วคุณจะมีความสุข และจะทำมันออกมาได้ดี

ก็เห็นด้วยครับ…

แต่สำหรับตอนนี้ ลองจินตนาการสิ ในวันที่คุณลืมตาแล้วพบว่า คุณไม่ต้องทำในสิ่งที่คุณไม่อยากทำเลยน่ะ… โอว์ จอร์จ มันยอดมากเลยห์

ที่ที่ผมอยู่มีทีวีไว้ดูกับเครื่องเล่นดีวีดี มันไม่มีเสาอากาศรับสัญญาณโทรทัศน์ หลายวันนี้ ผมก็เลยไม่ต้องรับรู้ว่า สงกรานต์มีคนตายไปแล้วกี่คน วันนี้ใครไปลดน้ำดำหัวใคร ราคาน้ำมันจะขึ้นไปอีกเท่าไหร่ ราคาข้าวกำลังดีขึ้น แล้วจะยังไงต่อ? ฟังแล้วยังไม่เข้าใจว่าสรุปมันดีหรือไม่ดี… ถ้าเป็นวันปกติ ผมจะต้องรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความจำเป็น แต่ในวันพักร้อน ผมปล่อยมันผ่านไปก่อนสัก 2-3 วัน อย่างมีความสุข

สำหรับคนที่มีชีวิตประจำวันเงียบสงบอยู่แล้ว คงจะเข้าใจความสุขของผมได้ยาก

ผมหลบพักผ่อนโดยเอาโน๊ตบุ๊คไปด้วย แต่ไม่ได้ต่อเน็ตท่องไซเบอร์ เป็นความตั้งใจที่จะไม่รับรู้ข่าวสารใดๆ ถ้าผมจะได้ข่าวอะไร มันจะมาจากคนพักห้องข้างๆ ยามเฝ้าคอนโด เรื่องราวจากปากชาวประมง พ่อค้าแม่ขาย

ในยามนี้โน๊ตบุ๊คของผมมีไว้สำหรับเขียนดวงให้เสร็จ แล้วก็ใช้มันเขียนอะไรอีกสองสามอย่าง… แน่นอน ทุกอย่างจะถูกเขียนก็ต่อเมื่อรู้สึกอยากจะเขียน

และดูเหมือนขาประจำจะรู้ใจ ไม่มีใครโทรมาปรึกษาปัญหาชีวิต บางคนอาจกำลังเที่ยวสนุกสนาน บางคนอาจไม่อยากรบกวน ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะปิดมือถือไปเลยดีมั้ย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปิด เพราะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น อาจมีบางคนอยากโทรมาอวยพรปีใหม่ก็ได้ใครจะรู้

พักผ่อนมาหลายวัน รู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตจนเต็ม สงกรานต์ปีนี้โชคดีที่ได้หยุด ปีก่อนๆผมทำงานตลอด ผมกลับบ้านมานั่งใคร่ครวญว่า เราชาร์จพลังงานมาเพื่ออะไร? เอาไว้ทำอะไรที่ไม่อยากทำไปอีกหนึ่งปีเต็มหรือ?

บางทีปีนี้อาจเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมจะพยายามตื่นขึ้นทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้น พยายามรู้สึกให้น้อยลงว่ามีงานน่าเบื่อกำลังรออยู่ในวันพรุ่งนี้

ปีใหม่ได้เริ่มขึ้นจริงๆแล้วนะครับ ดาวสำคัญสองสามดวงกำลังย้ายราศี จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลายคนกำลังอยากรู้ หมอดูหลายคนออกมาพยากรณ์ แต่ผมไม่อยากเชื่อคำทำนาย ผมอยากได้รับรู้เมื่อมันเกิดขึ้นมากกว่า อยากรู้เหมือนกันว่า ผมจะยังเหมือนเดิมหรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ปีหน้าค่อยมาว่ากันนิ

เผยแพร่ใน: on เมษายน 15, 2008 at 10:20 pm ความเห็น (7)