ทาโรต์ทางเลือก (2)

 thelovers.jpg
ใบที่ 2 : ความรัก ในตำแหน่งดาวโลก

เจสัน : “ฮ่า, เรท-เอ็กซ์จริงๆเลย”

รีดเดอร์ : “บอกฉันเกี่ยวกับคนในภาพค่ะ พวกเขารู้สึกยังไงกันคะ?”

เจสัน : “เอ่อ, เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้สึกดีต่อกันครับ เขาทั้งคู่ซีเรียสกันมาก แต่ผมคิดว่ามันเป็นความซีเรียสที่ดีนะ”

รีดเดอร์ : “คุณคิดว่าชายคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่คะ?”

เจสัน : “อ่าาา…เขาต้องไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเกมฟุตบอลนัดมันเดย์ไนท์แน่ๆ”

รีดเดอร์ : “ตัดเรื่องเซ็กซ์ออกไปค่ะ, เขารู้สึกยังไงกับเธอ?”

เจสัน : “เขารู้สึก…ถึงการปกป้อง ความรักใคร่ ความเอาใจใส่อย่างมากมาย เขาจดจ่อแต่กับเธอ และเธอก็มีความสำคัญต่อเขาอย่างเหลือล้นจริงๆ ผมสามารถมองเห็นเขาออกไปทำงานข้างนอก ไปล่าสัตว์ ไปทำอะไรต่อมิอะไร แต่เหมือนกับว่าเขาจะต้องกลับมาหาเธอเสมอ”

รีดเดอร์ : “แสดงว่าเธอเหมือนเป็นจุดศูนย์กลาง หรือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของเขา? เป็นคนที่เขาจะต้องกลับมาหาที่บ้าน”

เจสัน : “ถูกต้องเลยครับ”

รีดเดอร์ : “คุณคิดว่าพวกเขาจะเป็นยังไงคะ เมื่อได้มาอยู่ด้วยกันแล้ว?”

เจสัน : “พวกเขาก็รักกันสิครับ”

รีดเดอร์ : “อันนั้นฉันรู้แล้วค่ะ แต่บางครั้งคนเรารักกัน โดยที่ยังไม่เข้าใจกันเลย หรือยังไม่เห็นพ้องต้องกันในบางเรื่อง หรือยังสื่อสารกันไม่ดีพอ”

เจสัน : “ก็จริง แต่ผมคิดว่าทั้งสองคนนี้เข้าใจกันดีแล้วครับ เธอมีเส้นผมสีแดง ผมพนันว่าเธอต้องเป็นคนประเภทเชื่อมั่นในตัวเองสูง และผู้ชายก็ไม่ใช่คนจำพวกแหยๆ แต่ผมก็คิดว่าพวกเขามีความอ่อนโยนพอที่จะทำอะไรบางอย่างในยามที่มีปัญหาเกิดขึ้น”

รีดเดอร์ : “ไพ่ใบนี้อยู่ในตำแหน่งดาวโลก มันหมายถึงตัวคุณในขณะนี้ค่ะ”

เจสัน : “อืมมม ดูเหมือนว่าผมจะพร้อมแล้วสำหรับความสัมพันธ์นี้นะครับ”

รีดเดอร์ : “มันทำให้คุณคิดยังงั้นเหรอคะ?”

เจสัน : “ครับ ผมคิดยังงั้น ผมไม่ได้ต้องการจะหยุดตะลอนๆ แต่ผมมาคิดแล้วคิดอีก มันจะยอดเยี่ยมแค่ไหนถ้าผมมีใครซักคน และสร้างครอบครัวด้วยกัน ไม่ใช่ว่าผมจะตั้งรกรากและเลิกการเดินทางไปเลยนะครับ แต่ผมต้องการอะไรมากกว่านี้”

รีดเดอร์ : “ลองดูไพ่อีกใบสิคะ”

เจสัน เลื่อนมือลงมาหยิบไพ่อีกใบในแถวกลาง และหงายขึ้นมาเป็นไพ่ ราชินีถ้วย (Queen of Cups)

queenofcups.jpg 

ใบที่ 3 ราชินีถ้วยในตำแหน่งดาวจันทร์

รีดเดอร์  : “คุณเห็นอะไรเป็นอย่างแรก?”

เจสัน : “เธอมีถ้วยทองคำใบใหญ่ และเธอเพิ่งจะดื่มอะไรในนั้นไปอึกใหญ่ด้วยล่ะ”

รีดเดอร์ : “คุณบอกอะไรเกี่ยวกับเธอได้อีกคะ?”

เจสัน : “เธอเป็นราชินี เธอเป็นชนชั้นศักดินา สงบเยือกเย็น และดูมีความมั่นใจในตัวเอง แต่เธอมีเปลือกหอยอันใหญ่ด้วย ไม่รู้ซินะ เหมือนเป็นเกราะอยู่ข้างหลังเธอ บางทีอาจมีไว้ปกป้องเธอจากมหาสมุทรล่ะมั้ง?”

รีดเดอร์ : “ทำไมเธอต้องการการป้องกันจากมหาสมุทรด้วยล่ะ?”

เจสัน : “เอ่อ, ก็มหาสมุทรมันกว้างใหญ่ มีพลังมาก, และมีอันตรายอยู่ในนั้นมากมาย…คุณก็รู้นี่, ฉลามเอย, คลื่นเอย, พายุเอย เต็มไปหมดล่ะ ส่วนตัวผมชอบมหาสมุทรนะ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับบางคนเหมือนกัน”

รีดเดอร์ : “แม้แต่ราชินีผู้มาดมั่นงั้นเหรอ?”

เจสัน : “แน่นอน ทุกคนย่อมมีบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองกลัว”

รีดเดอร์ : “ไพ่ใบนี้อยู่ในตำแหน่งดาวจันทร์, ซึ่งเป็นตำแหน่งของอารมณ์ความรู้สึก คุณรู้จักใครที่ไพ่ใบนี้ต้องการจะบรรยายถึงมั้ยคะ?”

เจสัน  : “อืมม…ไม่ง่าย ผมรู้ว่าบางครั้งไพ่ทาโรต์ก็นำไปสู่ตัวบุคคลได้… เอ๋, เทเรซา เธอเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่ผมคิดว่าบางครั้งเธอก็มีความกลัวอยู่นิดๆ และชอบป้องกันตัวเองในเวลาเดียวกัน”

รีดเดอร์ : “ราชินีองค์นี้หวาดกลัวมหาสมุทร แล้วอะไรล่ะที่เทเรซากลัว อะไรคือมหาสมุทรสำหรับเธอ?”

เจสัน : “ความรัก ตัณหา การผูกมัด…ในที่สุดผมก็คิดออก ผมรู้ว่าเธอแคร์ผมมาก แต่บางครั้งเวลาที่เราคุยกันจริงจังมากๆเข้า เธอจะประสาทเสียแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยไปซะเลย”

รีดเดอร์ : “มีอะไรในใจคุณอีกเกี่ยวกับไพ่ใบนี้คะ”

เจสัน : “อ้า ใช่ ที่ผมบอกว่าราชินีเธอดื่มอะไรในถ้วย ซึ่งมันเป็นบุคคลิกที่ดูขัดแย้ง ผมไม่แน่ใจว่าเทเรซาจะพร้อมแล้ว ผมหมายถึงพร้อมสำหรับการผูกมัดน่ะ”

รีดเดอร์ : “คุณคิดอย่างนั้นเหรอคะ?”

เจสัน : “ผมคิดว่านะ ผมค่อนข้างมั่นใจทีเดียวล่ะ ถ้าหากราชินีจะเป็นเทเรซา…?”

รีดเดอร์ : “ไม่มีกฎข้อไหนบอกว่าราชินีต้องหมายถึงคนเพียงคนเดียวนี่คะ ลองดูที่เธออีกครั้งสิ ตัดความเป็นเพศชายหญิงออกไป มีคุณอยู่ในภาพนี้บ้างมั้ย?”

เจสัน : “โอ้! ช่าย เพราะผมนั่นเองที่พร้อมจะดื่ม, พร้อมจะดำลงไปในมหาสมุทร ถ้างั้นส่วนที่เป็นเกราะนั่นก็คือเทเรซา และส่วนที่พร้อมจะเดินหน้าไปก็คือผมเอง, น่าสนใจมากครับ”

รีดเดอร์ : หยิบอีกใบสิคะ

ในคราวนี้ เจสัน หงายไพ่ขึ้นมาเป็น Eight of Pentacles (ไพ่แปดเหรียญ)

เผยแพร่ใน: on มกราคม 29, 2008 at 1:13 pm ให้ความเห็น

ทาโรต์ทางเลือก (1)

heartoftarot.jpg

หนังสือ Heart of Tarot: An Intuitive Approach ของ Amber K & Azrael Arynn K เป็นแนวทางที่ไม่ใช้ไพ่ในการทำนาย แต่ใช้ไพ่สำหรับค้นหาสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึก การทำงานของทาโรต์รีดเดอร์ (Tarot Reader) จะเป็นลักษณะพูดคุยซักถามลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ มันเป็นแนวทางที่พวกนิยมสื่อสารไพ่จากรูปภาพและไม่ยึดติดความหมายในตำราจะชอบมาก ผมขอแนะนำครับ (คิดว่าที่ Asia Books ยังมี)

ว่ากันตามตรง การดูไพ่ลักษณะนี้ไม่แพร่หลาย และคงจะหากินได้เฉพาะในต่างประเทศ เพราะเขามีกลุ่มลูกค้าที่เห็นประโยชน์จากคำแนะนำของทาโรต์รีดเดอร์ แม้รีดเดอร์ไม่ได้ยืนยันฟันธงอะไรให้เขาเลย แถมเก็บค่าดูก็ไม่ใช่ถูกๆ ถ้ามาดูอย่างนี้ในเมืองไทย ผมเชื่อว่าต้องโดนลูกค้าด่าเอาแน่ๆ โทษฐานที่ทำให้เสียทั้งเงินและเวลา ลูกค้าบ้านเราส่วนใหญ่หวังว่าเสียเงินไปแล้วก็ควรจะได้รับคำพยากรณ์

ส่วนตัวผมมองว่า เพราะโหรบ้านเรามีหน้าที่ทำนายอนาคตมาแต่โบร่ำโบราณ บวกกับวัฒนธรรมความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ที่เชื่อในเรื่องกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องกรรมอย่างตลอดสายแบบพุทธแท้ๆ เราให้ความสำคัญกับกรรมปัจจุบันน้อยเกินไป แม้ส่วนใหญ่จะยอมรับว่ากรรมปัจจุบันมีส่วนกำหนดชะตาชีวิตอยู่ด้วย แต่ในใจลึกๆก็ชอบจะเอียงไปข้างกรรมเก่ามากกว่า คิดว่ายังไงเราก็หนีกรรมเก่าไม่พ้น และหมอดูคือผู้พยากรณ์กรรมเก่าให้เราได้ ซึ่งความเชื่อแบบนี้ต่างประเทศเขาไม่ค่อยมีกัน ทัศนคติและมุมมองต่อ “หมอดู” ของเขาก็เลยสามารถจะเปลี่ยนแปลงไปได้ ไม่ได้มีภาพฝังแน่นอย่างบ้านเรา ดังนั้นสำหรับบ้านเรา ถ้าจะพูดถึงการดูไพ่แนวทางใหม่นี้ คงต้องแยกออกจากคำว่า “หมอดู” แล้วเลี่ยงไปใช้คำว่า “ทาโรต์รีดเดอร์” หรือหาศัพท์อื่นๆมาใช้แทนเพื่อไม่ให้ลูกค้าเข้าใจผิด

ยังไงก็ตาม ผมยอมรับว่า ตัวเองยังทำอย่างหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ ผมยังต้องแนะนำผสมคำทำนายอยู่ เนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง อย่างสำคัญก็คงจะด้วยความอ่อนด้อยของผมเอง แต่ก็เห็นว่า วิธีนี้น่าจะมีประโยชน์หากเอาบางส่วนมาเผยแพร่ เรื่องราวในเล่มมีตัวอย่างการสนทนาระหว่างรีดเดอร์กับลูกค้ามากมายหลายตัวอย่าง ผมขอแปลมาให้อ่านสนุกๆเรื่องนึงแล้วกันนะครับ แต่จะขอแบ่งเป็นตอนๆ ตามเวลาที่มี

จิตปัน

★★★★★★★★★★★★★★★★★

เจสัน มาหาคุณพร้อมคำถามที่ว่า “เทเรซา กับผมควรจะแต่งงานกันไหม?”

คำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์มักไม่ธรรมดา ปกติการอ่านไพ่แบบ Gestalt Tarot จะไม่ให้คำตอบคุณตรงๆว่า “ใช่” หรือ “ไม่” (yes or no) ทาโรต์จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพคร่าวๆของความสัมพันธ์ในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร มันควรเป็นไปในทิศทางไหน มีเรื่องราวอะไรบ้างที่ทั้งคู่ต้องเผชิญ อะไรเป็นจุดแข็ง อะไรเป็นจุดอ่อน และอื่นๆ

คำแนะนำทั้งหมดนี้ เจสัน จะสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจต่อคำถามยอดฮิตของเขา เมื่อถึงเวลานั้น เทเรซา อาจจะตอบรับหรือปฏิเสธเขา หรือทั้งเธอและเจสันอาจเปลี่ยนใจไปแล้ว เรื่อยไปจนถึงว่าพวกเขาต้องการอะไรจากการแต่งงาน อะไรคือสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทให้ อาจมีปัจจัยภายนอกเช่นอาชีพการงาน หรือความสัมพันธ์อื่นๆเข้ามากระทบ หรือแม้กระทั่งการมีลูกก็ย่อมจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ด้วย

ถ้าลูกค้ามาหาคุณโดยหวังว่าจะได้รับคำตอบง่ายๆ และคำยืนยันว่าเขาจะมีความสุขหลังจากนั้น หน้าที่ประการหนึ่งของคุณในฐานะทาโรต์รีดเดอร์ คือคุณจะต้องเตือนพวกเขาว่า ความสัมพันธ์ของคนเรามันช่างยุ่งเหยิง ซับซ้อน และยากที่จะรักษาเอาไว้ได้ เพราะไม่งั้น เขาอาจได้ฟังคำทำนายตามที่เขาต้องการไป แล้วก็กลับมาโกรธเกรี้ยวเอากับคุณทีหลัง เมื่อพบว่าความสัมพันธ์มันไม่ได้เรื่องอย่างที่ว่าไว้เลย, เรามาฟังบทสนทนานี้กันดีกว่า

รีดเดอร์ : “เป็นอันว่า คุณอยากรู้ว่าคุณและเทเรซา ควรจะแต่งงานกันมั้ย โดยปกติฉันอยากจะให้มีคนทั้งสองอยู่ด้วยกันเวลาเราจะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์… หรือจะเป็นโอกาสหน้าดีมั้ยคะ เมื่อคุณสามารถจะมาด้วยกันได้?”

เจสัน : “อันที่จริงเราก็ตั้งใจจะมาด้วยกันหรอกครับ แต่วันนี้เธอเกิดติดงานกระทันหัน ผมแนะเธอว่าเราน่าจะเลื่อนออกไปก่อน แต่เธอก็บอกให้ผมมา, มันน่าจะได้ประโยชน์จริงๆนั่นแหละ ถ้าเราทั้งคู่จะกลับมาใหม่ (ยิ้ม) เธอพูดอะไรรู้มั้ยครับ ‘ไปตรวจดูเลย แล้วดูซิว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่ารึเปล่า’ อย่าโกรธกันนะครับ”

รีดเดอร์ : “ไม่ถือค่ะ คุณไม่เคยดูไพ่ทาโรต์มาก่อนเหรอคะ?”

เจสันเริ่มถูกซัก : “เคยครับ, ครั้งนึง นานมาแล้ว ผมจำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ดูเหมือนจะจำได้ว่ามันค่อนข้างตรงเหมือนกัน”

รีดเดอร์ : “ให้ฉันได้อธิบายเกี่ยวกับทาโรต์สักเล็กน้อยนะคะ เรื่องแรก คุณควรเข้าใจว่าการอ่านไพ่จะไม่บอกคุณว่า คุณและเทเรซา ควรจะ ทำอะไร มันช่วยให้คุณมีความเข้าใจในความสัมพันธ์ และรู้ว่ากำลังไปในทิศทางไหน แต่มันไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการแต่งงาน เพราะนั่นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคนสองคน เราอาจได้รับสัญญาณดีๆบางอย่าง แต่ฉันจะไม่แสร้งทำเป็นว่านั่นคือคำตอบที่แท้จริง”

เจสัน : “โอเค, ผมเข้าใจ แต่บางอย่างที่คุณสามารถจะบอกผมได้ มันก็น่าจะมีประโยชน์”

รีดเดอร์ : “เรื่องที่สอง ฉันอยากจะบอกคุณว่า วิธีดูไพ่ทาโรต์ที่ฉันใช้อยู่เรียกว่า Gestalt Tarot ซึ่งหมายความว่า ฉันจะเป็นฝ่ายซักถามคุณเป็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับหน้าไพ่, และคำตอบที่เราได้มันจะมาจากส่วนลึกในจิตใจของคุณ, ไม่ใช่แค่ความคิดเห็น มันได้ผลดีกับคุณมากกว่าที่ฉันจะเอาแต่พูดน้ำไหลไฟดับ, ฉันพบว่าวิธีนี้ให้ความแม่นยำ และมีความหมายมากกว่าวิธีอื่นๆ”

เจสัน : “นี่คุณจะเป็นคนถามผมเหรอ? ผมไม่เข้าใจ–ผมจะรู้คำตอบได้ยังไงกันล่ะ? แล้วผมจะต้องมาหาทาโรต์รีดเดอร์ทำไมถ้าผมรู้คำตอบหมดแล้ว?”

รีดเดอร์ : “คุณมีคำตอบอยู่แล้วค่ะ, แต่มันไม่ได้อยู่ที่ความนึกคิดของคุณ มันซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของคุณเลยทีเดียว และงานของฉันก็คือช่วยนำมันขึ้นมา ฉันมีวิธีดีๆที่จะทำได้ค่ะ”

เจสัน : “เอาละ เราจะทำอะไรกันต่อไปครับ”

รีดเดอร์ : “ก็อย่างที่ฉันแจ้งทางโทรศัพท์น่ะค่ะ, ค่าดูไพ่ 40 เหรียญ (ประมาณ 1,400 บาท), และจะใช้เวลาดูราวหนึ่งชั่วโมง คุณจ่ายให้ฉันหลังจากดูเสร็จก็ได้ โอเคมั้ยคะ?” (เจสัน ผงกศีรษะ) “ถ้างั้น เรามาทำความคุ้นเคยกับไพ่กัน นี่คือสำรับที่ฉันใช้ประจำ มันชื่อชุด มอร์แกน-เกียร์ (Morgan-Greer), ที่ใช้ชุดนี้ก็เพราะฉันชอบงานศิลป์และสีสันของมัน ทำไมคุณไม่ลองดูมันซักหน่อยล่ะคะ?”

เจสัน : “โอเค” (รับไพ่มามองลวกๆ)

รีเดอร์ : “ทีนี้ให้คุณคิดถึงความสัมพันธ์ของคุณกับเทเรซาในขณะที่คุณสับไพ่ไปด้วย…  เอาละค่ะ คุณช่วยตัดไพ่เป็นสามกอง แล้วเอากลับมารวมกันยังไงก็ได้

เจสันทำตาม

รีดเดอร์ : “ยังนั้นล่ะค่ะ ทีนี้ให้คุณหยิบไพ่ทีละใบ แล้ววางลงตามตำแหน่งนี้ คุณจะหยิบไพ่จากบนสุดของกอง หรือจะหยิบจากข้างในกองก็ได้ แค่หยิบออกมาทีละใบที่รู้สึกว่าใช่ แต่อย่าคิดถึงมันมากเกินไป”

เจสัน : “ใบไหนก็ได้ที่รู้สึกว่าใช่?”

รีดเดอร์ : “ค่ะ เชื่อมั่นในความรู้สึกของคุณ”

เจสัน : (หยิบทีละใบอย่างช้าๆ) “ใช้ได้มั้ยครับ?”
    
รีดเดอร์ : “เยี่ยมค่ะ ทีนี้คุณก็สามารถจะหงายไพ่ได้แล้ว เราจะเปิดไพ่ทีละใบจากใบที่หนึ่งและเปิดต่อๆไป, เริ่มใบแรกเลยค่ะ”

เจสัน หงายไพ่ขึ้นมาเป็น Page of Rods (เด็กถือไม้เท้า)

page-of-wands.jpg

ใบที่ 1 : เด็กถือไม้เท้าในตำแหน่งดาวอาทิตย์ (เป็นการวางไพ่ 12 ใบ ตามจำนวนดวงดาว)

รีดเดอร์ : คุณสังเกตเห็นอะไรเป็นสิ่งแรกจากไพ่ใบนี้คะ

เจสัน : “เขามีหมวกที่ตลกดี เหมือนบาทหลวงกับหมวกเดอร์บี้”

รีดเดอร์ : “เขาดูเป็นคนตลกเหรอคะ?”

เจสัน : “เปล่าครับ, ผมไม่ได้หมายความยังงั้น เขาดูเหมือนคนที่ครุ่นคิดอะไรมากๆ”

รีดเดอร์ : “คุณบอกอะไรอย่างอื่นเกี่ยวกับตัวเขาได้อีกคะ?”

เจสัน : “อืม–เขาเดินทางมาก เขามีไม้เท้าสำหรับคนเดินทาง–มันดูเหมือนเขาออกไปในโลกกว้าง เขาเป็นใครบางคนที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ”

รีดเดอร์ : “คุณช่วยอธิบายเกี่ยวกับบุคคลิกลักษณะของเขาให้หน่อยสิ?” 

เจสัน : “ผมว่าเขาเป็นคนที่ชอบใช้ความคิด, รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหน และจะไปได้ยังไง, เหมือนกับไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมีสัมภาระมาก เป็นคนมีอำนาจและความสามารถมากทีเดียว”

รีดเดอร์ : “ไพ่ใบนี้อยู่ในตำแหน่งดาวอาทิตย์, หรือเรียกว่าเป็น ‘ขุมพลัง’ นี่คือสิ่งที่คุณบรรยายเกี่ยวกับการแสดงออกทางบุคคลิกภาพของคุณในช่วงชีวิตเวลานี้”

เจสัน : “ช่วยขยายความอีกหน่อยสิครับ?”

รีดเดอร์ : “คุณบรรยายให้เห็นว่า คุณหนักแน่นในความคิดของตัวเอง จากนั้นก็มุ่งไปหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การเดินทาง, การเคลื่อนไหว, การเปลี่ยนแปลง, ทั้งหมดดูเหมือนเป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นคุณ”

เจสัน : “ผมว่าคุณทายถูกนะ พ่อผมเรียกผมว่า ‘เจ้าหินกลิ้ง’”
 
รีดเดอร์ : “เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจก่อนค่ะ เราจะมาดูไพ่ที่เหลือ คุณจะเปิดไพ่ใบอื่นก็ได้ถ้าคุณต้องการ”

เจสัน หงายไพ่ขึ้นมาเป็น The Lovers

เผยแพร่ใน: on มกราคม 28, 2008 at 2:13 pm ความเห็น (4)

ปีแห่งการหมุนกงล้อ

วันก่อนเห็นแค่หัวข่าว ทำนองว่า ท่านบรรหาร “ยอมเจ็บเพื่อชาติ” หะแรกผมก็นึกว่า ท่านกับลูกพรรคจะยอมเจ็บตัวด้วยการแยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่สนใจไยดีตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ขอเข้าร่วมรัฐบาลอะไรประมาณนั้น ที่ไหนได้ ยอมเจ็บของท่านหมายถึง ยอมโดนด่าเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล!  ถือเป็นการเสียสละเข้ามารับตำแหน่ง สาเหตุที่ยอมโดนด่าก็เพราะท่านหวังจะให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้…

ช่วงนี้ใครจะทำอะไรก็เพื่อจะให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป จนผมอดสงสัยไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้ว่า กาลที่ประเทศชาติหยุดอยู่นิ่งๆ มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?

คิดไปคิดมา ก็เข้าใจได้เองว่า เรื่องนี้คงเถียงกันไม่จบ ถ้าเราเข้าใจความหมายของคำว่า “หยุดอยู่นิ่งๆ” ไม่ตรงกัน

และแล้วผมก็อดคิดถึงไพ่ทาโรต์ไม่ได้ (อีกแล้ว)

ไพ่ทาโรต์หนึ่งสำรับ มีสภาวะที่แตกต่างกันในแต่ละใบ ส่วนตัวผม ชอบจะแบ่งทาโรต์ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.ถดถอย 2.หยุดนิ่ง 3.เดินหน้า

เมื่อต้องให้คำแนะนำแก่ผู้ทุกข์ ผมจะสังเกตก่อนว่า เขากำลังอยู่ในสภาวะไหน กำลังถอดถอย หรือกำลังหยุดนิ่ง, ถ้าถดถอย คือแย่มาก เราต้องรับฟังและปลอบใจกันให้พอก่อน จะไปชี้ทางออกอะไรให้เขา แทบไม่มีประโยชน์เลยตอนนั้น, ถ้าหยุดนิ่ง ถือว่าอยู่ในช่วงสับสน คือมีพลังพอจะเดินหน้า แต่อาจหาทางไปไม่เจอ ยังต้องการคำตอบบางอย่าง หากได้รับการชี้ทางดีๆ ก็สามารถสลัดสภาวะหยุดนิ่ง เพื่อจะเดินหน้าต่อไปได้ และที่ว่าต้องการคำตอบบางอย่างนั้น แท้จริงก็คือคำตอบจากหัวใจตัวเองนั่นแหละ อันนี้อธิบายคร่าวๆนะครับ

ยามเมื่อคุณติดแหง็ก ไปไหนไม่ได้ หรือต้องหยุดอยู่นิ่งๆ ทาโรต์สามารถสื่อสารกับคุณด้วยไพ่ได้หลายใบ ตามแต่อารมณ์อันหลากหลาย เช่น Hanged Man, High Priestess กลุ่มไพ่เบอร์ 2, The Hermit กลุ่มไพ่เบอร์ 9, กลุ่มไพ่เบอร์ 4 ฯลฯ ซึ่งคำแนะนำของไพ่แต่ละใบก็คงแตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญ ไพ่ทุกใบที่หยุดนิ่งล้วน “ให้อะไร” แก่เราทั้งนั้นเลยครับ จะไม่มีการหยุดนิ่งที่สูญเปล่าอย่างแน่นอน ถ้าเราจะหยุดนิ่งให้เป็น…

คำถามก็คือ เมื่อปีที่แล้วประเทศชาติเหมือนตกอยู่ในสภาวะหยุดนิ่ง แล้วพวกเราได้อะไรจากมันบ้าง? หรือพอเราหยุดนิ่งก็ตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไหร่จะได้เดินหน้าต่อไปซะที เท่านั้นเองหรือ?

wheel-of-fortune.jpg 

ในวิชาเลขศาสตร์ ถ้าคุณจะค้นหาความหมายของยุคสมัยในแต่ละปี การนำเลขปี ค.ศ. มาบวกกันจะแตกต่างจากการบวกเลข วัน เดือน ปีเกิด ที่ผมอธิบายไว้ในตอนที่แล้ว ยกตัวอย่าง ปี ค.ศ.2008 เราจะดูว่าปีนี้เป็นยังไง ขั้นแรกต้องแยกเลขศตวรรษ กับเลขทศวรรษ ออกจากกันเสียก่อน จะได้เลขสองหลักคือ 20 กับ 08 จากนั้นจึงค่อยเอาสองจำนวนมาบวกกันจะได้ 20 + 08 = 28 และเพื่อให้เข้ากับหลักทาโรต์ซึ่งมีจำนวนสูงสุด 22 (ตอนที่แล้วบอกแค่ 21 เพราะผมลืม The Fool ไปหนึ่งใบ) ดังนั้นให้เอาเลข 28 มาบวกกันอีกทีจะได้ 2 + 8 = 10 ก็เป็นอันว่าปี 2008 เท่ากับเลข 10 หรือตรงกับไพ่ Wheel of Fortune ซึ่งมีความหมายแบบสำเร็จรูป คือ โชคชะตาที่ดี, มีโชคลาภอย่างไม่คาดฝัน, ความสำเร็จ, จังหวะชีวิตที่ขึ้นสูงสุดก่อนจะตกลงมา, การเปลี่ยนแปลง ฯลฯ

ย้อนดูปีที่แล้ว 2007 บวกตามสูตรนี้ได้เท่ากับเลข 9 หรือตรงกับไพ่ The Hermit… ใช่ครับ เป็นปีที่เราต้องหยุดนิ่ง แต่ก็เพื่อจะค้นหาอะไรบางอย่าง ความจริงปีที่แล้วเราน่าจะค้นเจอสัจธรรม เราน่าจะค้นพบรากเหง้าปัญหาของชาติ ว่าปัญหาที่สะสมมานานมันคืออะไร ไม่ใช่มองแค่ปลายเหตุว่าเราต้องหยุดนิ่งเพราะรัฐประหาร เสียดายครับ นี่เราพลาดโอกาสดีๆจาก The Hermit ไปรึเปล่า?

หากเข้าใจเรื่องสภาวะและการเดินทางของทาโรต์ คุณจะนึกภาพออก และทึ่งว่าหลักเลขศาสตร์ใช้ได้ผลและทันสมัยอยู่เสมอ หลังจากปี 2006 ไพ่ Strength เป็นการใช้พลังเข้ามาจัดการปัญหา (รัฐประหาร) มาถึงปี 2007 The Hermit เป็นความพยายามค้นหาทางออก มีลักษณะอืดอาด เชื่องช้า (เราได้รัฐบาลขิงแก่ ที่มีคนอายุมากๆมารวมกัน เรามีผู้อาวุโสกลับมาช่วยร่างกฎหมาย และคนสำคัญหลายคนต้องเก็บตัวเงียบ บางคนต้องไปอยู่ต่างประเทศอย่างโดดเดี่ยว – นี่ยังไม่รวมจุดพีคของการทำพระเครื่ององค์จตุคามรามเทพในความหมายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์) กระทั่งปีนี้ Wheel of Fortune ก็เป็นจังหวะของการบรรลุจุดหมายอีกขั้น มีลักษณะของการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไปข้างหน้า

มองในแง่ดี ถ้าก่อนนี้ประเทศไทยมีสภาพเป็นคนป่วยที่ได้รับการเยียวยารักษา ปีนี้ร่างกายของเราก็กำลังฟื้นตัวขึ้น แต่การจะดูว่าอะไรเป็นอะไร คุณต้องแยกโฟกัสเป็นเรื่องๆไป แล้วลองเปรียบเทียบสภาวะของสิ่งนั้นระหว่าง The Hermit กับ Wheel of Fortune เช่นถ้าปีก่อนพระเครื่ององค์จตุคามดำเนินมาถึงตำแหน่งสูงสุดของกงล้อแล้ว ในปีนี้กงล้อที่หมุนไปข้างหน้าก็จะกลายเป็นขาลงทันที การที่พระเครื่องแนวนี้จะกลับขึ้นมาอีกครั้งย่อมไม่ใช่การพยายามฝืนกงล้อให้หมุนย้อนกลับ แต่มี 2 วิธี คือ 1.รอจนกว่ากงล้อจะหมุนวนมาถึงยุคของตัวเองอีกครั้ง หรือ 2.ต้องทำด้วยวิธีเปลี่ยนแปลงสภาพของตัวเองใหม่ อันนี้ใช้ได้กับทุกวงการ หรือกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำบางคน หรือสถานการณ์บางอย่าง ถ้าสิ่งนั้นได้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดของกงล้อ และกำลังจะเคลื่อนไปสู่ขาลง สิ่งนั้นก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสภาพตัวเอง ไม่ใช่พยายามจะยืนอยู่ในจุดเดิม เพราะถึงทำได้ก็จะไม่ได้ดีเหมือนเดิมอีกแล้ว จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงด้วยการนำสิ่งเดิมไปผสมผสานกับสิ่งใหม่ อันนี้ไม่ใช่คำทำนาย แต่เป็นคำแนะนำสำหรับการดำเนินชีวิตในปีนี้ครับ เราอาจพลาด The Hermit ไปแล้ว ปีนี้ก็ขออย่าให้พลาด Wheel of Fortune อีกแล้วกันนะครับ

แต่นั่นแหละ… ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ เรามักมองไม่ออกว่า ตัวเองได้ไปถึงจุดบนสุดของกงล้อแล้วรึยัง…

fortuna.jpg 

หมายเหตุ : คำว่า “ฟอร์จูน” (Fortune) มาจาก “ฟอร์จูนา” (Fortuna) เทพีองค์หนึ่งของโรมัน หรือเทียบได้กับ “ไทคี” (Tyche) เทพแห่งโชคชะตาของกรีก ผู้ครอบครองกงล้อแห่งโชคชะตามนุษย์ ยุคแรกๆไพ่ Wheel of Fortune เป็นภาพหญิงสาวผูกผ้าปิดตาไว้ นั่งเอามือหมุนหูกปั่นด้าย ซึ่งภาพนี้เป็นตัวแทนของเทพีฟอร์จูนา การปิดตาก็สื่อถึงโชคชะตาที่ไม่แน่นอน ต่อมา Wheel of Fortune ได้เปลี่ยนมาใช้สัญลักษณ์อื่นๆ แต่ก็ยังคงความหมายเดิมอยู่ ดูได้จากชุด Rider Waite เป็นรูปกงล้อที่มีแกนด้านในเป็นเข็มทิศ ด้านบนกงล้อเป็นรูปสฟิงซ์ (Sphinx) ตัวสีฟ้า ถือดาบพาดบนหัวไหล่ หมายถึงสภาพที่สมดุล การปรับสมดุลของพลังงานอย่างไม่สิ้นสุด ญาณรู้ หรือตัวปัญญา, ด้านซ้ายของกงล้อเป็นงูสีเหลืองเลื้อยลงล่าง คือตัวแทนของพญามาร หรือเทพแห่งความชั่วร้ายของอียิปต์โบราณที่ลงมาสู่โลก, ด้านล่างกงล้อมีร่างของ อนูบิส (Anubis) คอยแบกเอาไว้ เป็นทูตสวรรค์ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีก (Hermes) มีร่างเป็นคน-หัวเป็นสุนัข หมายถึงชีวิตหลังความตาย การวิวัฒน์ของจิตจากระดับต่ำไปสู่สภาวะที่สูงขึ้น หรือกลับมาเกิดใหม่ ทั้งหลายทั้งมวลก็เพื่อจะสื่อถึงวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

สำหรับเทพีฟอร์จูนา เป็นหนึ่งในธิดาสามองค์ของเทพจูปิเตอร์ (พฤหัสบดี) ตำนานว่าเธอไม่มีความรัก ไม่เคยมีคู่ ไม่มีบุตร เป็นเทพที่อำนวยโชคอย่างไม่คาดฝัน (ให้กับบางคน-ขณะที่บางคนตกอับ) ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่เกษตรกร ตามปฏิทินของชาวโรมัน จะทำพิธีสักการะเธอเป็นประจำทุกวันที่ 11 มิถุนายน และมีเทศกาลเฉลิมฉลองในวันที่ 24 เดือนเดียวกัน

เอ… หรือใครสนใจจะลองไหว้เทพีฟอร์จูนาขอโชคขอลาภดู รู้สึกคนไทยไหว้เทพได้ทุกเชื้อชาติ ของจีน ของแขก เราก็ไหว้มาหมดแล้ว ลองไหว้เทพเก่าๆของกรีก-โรมันดูจะเป็นไรนิ :-)

เผยแพร่ใน: on มกราคม 24, 2008 at 7:00 am ความเห็น (2)

เรื่องที่ไม่ได้พิมพ์

จู่ๆก็นึกถึงท่านนายกทักษิณขึ้นมา……

ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษหรอกครับ  พอดีกำลังเขียนอะไรเกี่ยวกับปีใหม่อยู่นั่นแหละ อยากให้แฟนๆบล็อกจิตปันได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ ไม่เสียแรงที่คลิกเข้ามา  แต่ด้วยอาชีพการงานดันมีเวลาว่างไม่เหมือนชาวบ้านเขา วันหยุดปีใหม่ส่วนใหญ่เขาหยุดยาวกลับบ้านกัน แต่ผมต้องทำงานตลอด รอให้ลมหนาวผ่านพ้นไปแล้วนั่นแหละถึงได้หยุด

ที่กะว่าจะหาวันว่างๆเขียนอะไรใส่บล็อกก็เลยไม่สำเร็จง่ายๆ ต้องค่อยๆเขียนค่อยๆเซฟทีละนิดละหน่อย ตรงไหนลืมข้อมูลไปแล้ว ก็กลับไปค้นไปแปล ใช้เวลาพอสมควร  สิ่งที่กำลังเขียนมันทำให้นึกขึ้นได้ว่าเคยเขียนทำนองนี้ถึงท่านนายกทักษิณ (ก่อนรัฐประหาร) จำได้ว่าเขียนต้นฉบับส่งนิตยสารเดือนเมษายน 2549 แต่ไม่ได้ลง เพราะในเดือนนั้นสัมปทานหน้ากระดาษมันหายไปหน้านึงพอดี เรื่องที่เขียนก็เลยถูกตัดออก (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

นึกขึ้นได้เลยกลับไปค้นต้นฉบับดู ขอตัดเอาส่วนที่ไม่เคยตีพิมพ์มาแปะให้อ่านแก้ขัดไปพลางๆก่อนนะครับ เป็นเรื่องการวิเคราะห์คนด้วยวันเดือนปีเกิดตามหลักเลขศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับทาโรต์  ส่วนของใหม่เขียนเสร็จเมื่อไหร่จะทยอยตามมาติดๆครับ :-)
 

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกิดวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2492 เราเอาหลักเลขศาสตร์ง่ายๆมาดู โดยนำวันที่ + เดือน + ปี ค.ศ. (ปี พ.ศ. ลบด้วย 543 จะได้ ปี ค.ศ.) ก็จะได้ 26 + 7 + 1949 = 1982 จากนั้นนำเลข 1982 มาบวกกันอีกครั้ง 1 + 9 + 8 + 2 = 20 นำหมายเลข 20 ไปเทียบเคียงกับไพ่ทาโรต์จะพบว่า ไพ่ประจำตัวของนายกทักษิณคือไพ่ Judgement

judgement.jpg 

  

Judgement หรือไพ่ “คำพิพากษา” เป็นรูปเทวดาเป่าแตรปลุกวิญญาณทุกดวงให้ตื่นจากหลุมศพเพื่อประกาศว่าถึงวันพิพากษาแล้ว ใครได้ขึ้นสวรรค์หรือใครได้ลงอเวจีก็จะรู้กันในวันนี้ ทางศาสนาพุทธเข้าทำนอง “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

คนที่เกี่ยวข้องกับไพ่ใบนี้ถนัดการพูดจาเปิดเผย พูดจากใจ คิดยังไงพูดยังงั้น ยิงตรงเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม แต่ถ้าเกิดตกอยู่ในสภาวะที่ต้องอ้ำอึ้ง อ้อมแอ้ม ไม่สามารถพูดอะไรได้เต็มปากจะรู้สึกอึดอัดมาก และคงปิดปากเอาไว้ได้ไม่นาน ยิ่งเมื่อมีอะไรแฝงเร้นในจิตใจจนต้องพูดเท็จ จะส่งผลเสียต่อตัวเองอย่างมาก เพราะพื้นฐานเป็นคนโกหกไม่ดี โกหกแล้วจะเป็นภัยในภายหลัง สู้พูดความจริงเพื่อแสดงจุดยืนของตัวเองไปเลยดีกว่า จะรู้สึกสบายใจมากกว่า

การปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระ คืออีกลักษณะเด่นของไพ่ Judgement ถ้าเรามองย้อนไปจะเห็นว่า นายกทักษิณดำเนินชีวิตได้สอดคล้องกับไพ่ใบนี้ในหลายจังหวะ ทำให้เกิดผลบวกต่อชีวิตท่าน ท่านชอบปลดแอกจากวิถีชีวิตเดิมๆ เช่น ผันตัวเองจากข้าราชการตำรวจไปเป็นนักธุรกิจ เปลี่ยนสภาพจากนักธุรกิจเข้าสู่สังเวียนการเมือง มันเป็นการตัดสินใจด้วย “เซ้นส์” เหมือนมีพรายกระซิบ ท่านจะไม่ลังเลถ้ารู้สึกว่า… “ถึงเวลาต้องเสี่ยงแล้ว”

อาชีพของไพ่ Judgement หลักๆแล้วก็เกี่ยวกับงานด้านกฎหมาย แต่ยังมีอีกหลายงานที่ถูกโฉลก เสียงแตรของเทวดา อาจสื่อถึงงานด้านข่าวสาร การส่งผ่านข้อมูลด้วยสัญญาณต่างๆ ตรงนี้เข้าล็อคของนายกทักษิณ เพราะเมื่อก้าวเข้ามาจับธุรกิจโทรคมนาคม เช่น ดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ ท่านก็รวยเอาๆ พอท่านผันตัวเองมาเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ จัดรายการนายกพบประชาชน ท่านก็สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เรียกคะแนนเสียงจากชาวบ้านร้านถิ่นได้อย่างมาก พอคิดมาถึงตรงนี้แล้วผมทึ่งจริงๆ การยกกระบิขายธุรกิจอันถูกโฉลกของตัวเองไปให้นักลงทุนสิงคโปร์ กลับกลายเป็นจุดอ่อนให้เกิดกระแสขับไล่นายกฯ…

ไพ่ Judgement ไม่ได้ชี้ชะตานายกทักษิณว่าจะลงเอยยังไงนะครับ เช่นเดียวกับใครก็ตามที่บวกเลขวันเดือนปีเกิดแล้วได้เท่ากับ 20 ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องรวย หรือได้เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเสี่ยแม้ว มันเพียงชี้ทางกว้างๆให้ว่า คุณกำลังย่ำไปในทางบวกหรือลบต่อชีวิตตัวเอง ทางบวกของ Judgement คือต้องยึดความเที่ยงธรรมเป็นที่ตั้ง ถ้าคุณสวมหมวกนักปกครองก็ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าอยู่กับสื่อสารมวลชนก็ต้องวางตัวเป็นกลาง ถ้าคุณโกยเงินได้มาก ก็ต้องสร้างความสมดุลด้วยการกระจายโอกาสรวยให้คนอื่นบ้าง อย่างน้อยก็ให้พยายามทำด้วยความจริงใจ

ส่วนทางลบนั้น คือการพยายามควบคุมสิ่งต่างๆให้อยู่ในกำมือ ยิ่งควบคุมมากไปจะยิ่งเกิดผลเสียในระยะยาว ต้องจำไว้ว่า Judgement มีลักษณะของการกระจายออก ไม่ใช่กดบีบเอาไว้ หรือรวมศูนย์เข้ามาอย่างเดียว บางอย่างเราคุมได้ แต่บางอย่างต้องปล่อยไปตามธรรมชาติของมัน

ลืมบอกไปครับ… คนที่มีไพ่ประจำตัวเป็น Judgement เหมือนนายกทักษิณ เท่าที่นึกออกคือ สนธิ ลิ้มทองกุล เกิดวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2490

เผยแพร่ใน: on มกราคม 6, 2008 at 5:16 am ความเห็น (4)