หมอดูไพ่ป๊อก (ตอน 2)

ข้างล่างนี่เป็นตัวอย่างไพ่ป๊อกที่ผมค้นเจอในเน็ต จะเห็นว่าหมอดูอาชีพเขาก็ใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการเขียนคีย์เวิร์ดสั้นๆลงไปในไพ่ มันจะช่วยเตือนความจำคุณได้ดี หากคุณชอบหลงๆลืมๆความหมายไพ่บางใบล่ะก็ แนะนำให้ใช้วิธีนี้ครับ อันที่จริงผมเองก็เคยเขียนความหมายสั้นๆลงในไพ่เหมือนกัน ตอนที่หัดดูใหม่ๆ เพิ่งจะเริ่มท่องความหมาย ยังจำได้ไม่หมด ก็ต้องเขียนลงไปกันลืม คุณลองใช้วิธีนี้ดูครับ จะทำให้เป็นเร็วขึ้น รับประกันได้ ผมเคยทำมาแล้ว

as.gif

เอซโพดำ เขียนว่า “News”

4d.gif

4 ข้าวหลามตัด เขียนว่า ”Sit at a Strange Table” 

6s.gif 

6 โพดำ เขียนว่า “Trouble”

7h.gif 

7 โพแดง เขียนว่า “Good Hearts”

เมื่อครั้งลองหัดทายไพ่ใหม่ๆ ผมใช้ไพ่กระดาษถูกๆ ชุดแรกผมเองก็เขียนความหมายไพ่ลงไปอย่างนี้เหมือนกัน พอจำความหมายได้แล้วก็เลิกใช้ชุดนั้น เพราะอาย ไม่อยากให้เขารู้ว่าเราเป็นมือใหม่หัดทาย ต้องคอยดูโพยอะไรแบบนั้นน่ะ พอจำความหมายแม่นแล้ว จากนั้นก็หันไปหาตำราที่เล่นความหมายทั้งสองด้าน คือไพ่หัวตั้งและหัวกลับ ซึ่งไพ่ชุดต่อมาของผมก็ต้องเอาปากกามาเขียนลูกศรลงไปเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่ามันกำลังตั้งขึ้นหรือกลับหัวลง น่าเสียดายไพ่ทั้งสองชุดนั้นผมทิ้งไปแล้ว ไม่ได้เก็บเอาไว้ หน้าตามันดูไม่เป็นมือโปร เป็นไพ่กระดาษ เปรอะเปื้อนไปด้วยลายมือยุ่งๆของผม พอเราเก่งขึ้น และสามารถหาไพ่ดีๆมาใช้ได้แล้ว ก็ไม่อยากจะเก็บมันไว้ มานึกถึงมันก็เสียดายเหมือนกันนะ

lyle1.gif 

lyle3.gif

lyle4.gif

lyle5.gif

lyle6.gif

นี่เป็นตำราและไพ่ของ Jane Lyle ที่ผมเจอในเน็ต ไม่รู้ว่าเมืองไทยเอาเข้ามาขายรึเปล่า (ใครรู้บ้าง) จะสังเกตเห็นไพ่ของเขาที่มุมซ้ายใต้ตัวเลข มีการทำสัญลักษณ์ด้านบนกับด้านล่างให้แตกต่างกัน (ด้านหนึ่งทึบ-ด้านหนึ่งโปร่ง) เพื่อให้เราใช้ทายได้ทั้งสองด้าน

แต่ถ้าหาไพ่แบบนั้นไม่ได้ก็อย่ากลุ้มใจไปเลย อันที่จริงผมก็ใช้ไพ่ป๊อกบ้านเราธรรมดาๆนี่แหละครับ คุณซื้อไพ่จากเซเว่นก็ได้มาสำรับหนึ่ง แล้วสังเกตดู จะเห็นว่าบนหน้าไพ่นั้น ทางกรมสรรพสามิตเขาประทับตราด้วยหมึกสีแดงเอาไว้ที่มุมซ้ายทุกใบ ด้านที่มีตราประทับอยู่ผมถือให้เป็นด้านหัวตั้ง ง่ายๆน่ะครับ ลองใช้ดูนะ.. หรือถ้าใครขยันหน่อย จะเขียนลูกศรไว้บนไพ่ทุกใบอย่างที่ผมเคยทำก็ได้ แต่ควรเขียนให้สวย อย่าทำเลอะเทอะอย่างผมล่ะ เดี๋ยวไพ่จะดูไม่น่าใช้

จบแค่นี้ก่อนครับ ตอนหน้าจะเข้าสู่เรื่องที่น่าสนใจ  :-)  

เผยแพร่ใน: on สิงหาคม 29, 2007 at 3:30 am ความเห็น (9)

กลัวเชย

กลัวจะเชย ยังไม่ได้พูดถึงร่างรัฐธรรมนูญเลย อยากจะบอกว่า ผลประชามติรับร่าง 57.61 % ไม่รับ 41.37 % ผมรู้สึกว่าตัวเอง… มีแต่ ได้ กับ ได้ :-)

ผมโหวตรับร่างฉบับนี้น่ะครับ และผลออกมาไม่ผิดหวัง หากมองว่ามันเป็นชัยชนะที่ไม่เด็ดขาด เพราะยังมีคนโหวตไม่รับกว่า 10 ล้านคน แพ้ชนะกันแค่ 4 ล้าน ตรงนี้ก็น่าพอใจอยู่เหมือนกัน คือมันดูไม่ขายหน้าต่างชาติเขาน่ะ คิดดูสิ สมมุติถ้ามีคนโหวตรับร่างกว่า 70-80 % ชาติอื่นเขาคงเหยียดหยามคนไทยน่าดู เพราะเขาตั้งธงจะคิดแง่เดียวอยู่แล้ว เขามองว่ารัฐประหารย่อมหาส่วนดีไม่เจอ มันถอยหลังเข้าคลอง ถ้าคนไทยส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามกับรัฐประหาร หรือเป็นพวกชอบล้มกระดาน ชอบเล่นนอกกติกา คนไทยก็ไม่น่าคบสิ้นดีว่ายังงั้นเถอะ สำนักข่าวประเทศต่างๆ มองว่า ร่าง รธน.ฉบับนี้เป็นของ คมช. คือเขาใช้คำจำกัดความร่างฉบับนี้ไปในทางเดียวกัน คนทั่วโลกฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ นึกภาพออกทันที ไอ้เรื่องที่มันมีมิติมากมายกว่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องไปนั่งอธิบายเพิ่มเติม

ปกติผมไม่ชอบให้ใครมาตัดสินเรา โดยเฉพาะวัฒนธรรมก็ไม่เหมือนกัน ถึงวันนี้ ต่างชาติจะมองเราแย่ก็ไม่ได้ จะมองว่าเราดีก็ไม่ได้ ยังงี้แหละดีที่สุด สรุปมันเป็นชัยชนะของประเทศไทยครับ

โปรดสังเกตผมไม่พูดถึงประเด็นว่า รธน.ปี 40 กับร่างปี 50 อันไหนดีกว่ากัน หรือพูดถึงมาตราไหนดีหรือไม่ดี เพราะจริงๆแล้วมันก็ไม่แย่ไปกว่ากันเท่าไหร่ เรื่องรับ-ไม่รับ ผมว่ามันมีเหตุผลจริงๆไม่มาก ทุกคนรู้ดีว่าร่างปี 50 เกิดขึ้นด้วยสาเหตุอะไร ประเด็นอยู่ที่คุณรู้สึกพอใจหรือไม่มากกว่าอย่างอื่น

แต่อย่างงั้นก็เถอะครับ ผมรู้สึกว่าประชาธิปไตยเราเบ่งบานขึ้นจริงๆ อันนี้สังเกตจากเหตุผลอันหลากหลายของแต่ละคนน่ะ ผมไม่แน่ใจว่า “ประชาธิปไตย” มันต้องมีเหตุผลหลากหลายรึเปล่าหรอกนะ แต่งานนี้มันหลากหลาย และทำให้ผมรู้สึกว่ามันเบ่งบาน

พ่อผมโหวตไม่รับเพราะชอบทักษิณ, แม่และน้าของผมโหวตไม่รับเพราะมันไม่มีคำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ, พี่เขยผมโหวตรับเพราะเขาเป็นทหาร เขาอยู่ฝ่าย คมช., ส่วนผมโหวตรับเพราะไม่ชอบทักษิณ (ไม่ชอบมาตั้งแต่เขาเริ่มเข้าพรรคพลังธรรมนั่นเลย ไม่ชอบขนานแท้ครับ)

แต่ถ้าผมจะพูดให้ตัวเองดูดีขึ้นอีกนิด ซึ่งไม่ได้โกหก มันมีส่วนจริงอยู่ด้วย คือว่าผมโหวตรับเพราะอยากให้ทุกอย่างมันเดินหน้าไปซะที (อันนี้เหตุผลของคนส่วนใหญ่) เพราะรู้สึกว่าของปี 40 กับร่างนี้ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าจะมีรายละเอียดอะไรต้องแก้ไข ก็รอวันให้มีสภาชุดใหม่มาแก้ไขกันต่อไป เมื่อเขาฉีกของเก่าไปแล้ว และร่างอันใหม่มาถามเราว่าโอเคมั้ย ถ้าคนส่วนใหญ่จะไม่โอเค ก็ควรจะไม่โอเคตั้งแต่แรกเริ่มที่เขาจะฉีกฉบับเดิมทิ้ง เราต้องออกมาประท้วง ตีรันฟันแทงกันเสียแต่คราวนั้นเลย แต่นี่ไม่ครับ มีคนไม่น้อยพอใจที่ คมช. เข้ามายุติปัญหา เมื่อเขาร่าง รธน.ใหม่มาตามธรรมเนียมปฏิบัติ เราก็รับไว้ตามธรรมเนียมเหมือนกัน (ฮาไม่ออก จบดีกว่านิ)

ปล. ว่าจะเว้นๆเรื่องดูหมอ แต่รู้สึกว่ามีเยอะที่เข้ามาอ่านเอาความรู้ในนี้ เชื่อมั้ยว่าทุกวันนี้ยังมีคนคลิ๊กเข้าไปอ่านเรื่องเก่าบ่อยๆ อย่างเรื่องหมอดูไพ่ป๊อกนี่มาแรงมาก แต่ละวันคนเข้าไปอ่านเยอะ สงสัยต้องมีตอนที่สองตามคำเรียกร้องครับ ช่วงนี้ผมเพิ่งจะมีเวลาว่างนิดหน่อย เอาเป็นว่าจะเร่งอัพข้อมูลให้แฟนานุแฟนได้อ่านกันแน่นอน คุณๆก็อย่าอ่านเฉยๆซิครับ มีความรู้อะไรก็เอามาแชร์กันบ้าง หรืออยากรู้อะไรถามมาจะได้เป็นไอเดียเขียนต่อไปครับ :-)

เผยแพร่ใน: on สิงหาคม 25, 2007 at 2:37 am ความเห็น (7)

พระเสาร์แทรก (ย้ายแล้ว)

 thaitarot.jpg
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2550 เวลา 16.00 น. แพทย์หญิงกรรณิการ์ ตันประเสริฐ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานมูลนิธิพระดาบส (ที่ 2 จากซ้าย) รับมอบเงินจำนวน 210,000 บาท จากคุณบอย แห่งเซ็นทรัล เวิลด์ (ที่ 5 จากซ้าย) อ.สุกิจ ภักดีดินแดน (ที่ 4 จากซ้าย) และชาวไทยทาโรต์มาสเตอร์ ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมหารายได้เข้าการกุศล

http://www.thaitarotmaster.com/webboard/show.php?No=1035849

กิจกรรมดูหมอการกุศลของ อ.สุกิจ ภักดีดินแดน และชาวคณะไทยทาโรต์มาสเตอร์ เสร็จสิ้นไปตั้งแต่ต้นเดือน เข้าไปเยี่ยมชมบรรยากาศที่เว็บไซต์ของ อ.สุกิจ แล้วชื่นใจแทน เห็นมีทาโรต์รีดเดอร์ทุกเพศทุกวัยพร้อมใจกันมาช่วยงานชนิดไม่หวังอะไรตอบแทน เงินรายได้กว่า 2 แสนบาทก็มอบให้มูลนิธิพระดาบสไปทั้งหมด… สาธุ ๆ ๆ

งานนี้ อ.สุกิจ โทรมาชวนผมเหมือนกัน ถามว่าผมไม่ว่างสักวันเลยหรือ… (รู้สึกงานเขามี 7 วันถ้าจำไม่ผิด) ผมก็รับปากไปก่อนว่าจะหาวันว่างแวะไปเยี่ยมเยียนที่เซ็นทรัล เวิลด์ แต่สุดท้ายก็ไม่ว่างจริงๆ บางวันน่าจะปลีกตัวไปให้เขาเห็นหน้าหน่อยก็พอได้ แต่มาคิดๆดูอย่าทำอย่างนั้นเลย เอาให้ว่างจริงๆดีกว่า

การตั้งโต๊ะดูหมอที่ห้างดังๆ มีส่วนดีตรงเรียกลูกค้าได้ง่าย อย่างงานนี้ทำให้ระดมเงินได้สูงในเวลาจำกัด มีอาจารย์หลายคนเป็นมืออาชีพพอที่จะนั่งดูตรงไหน-บรรยากาศยังไงก็ได้ แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ผมเคยไปช่วยงาน อ.ถาวร นั่งดูหมอที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ คนเยอะดี หมอดูไม่ต้องนั่งเหงา แต่ ณ เวลานั้นผมก็ต้องเปลี่ยนสไตล์การทำนายพอสมควร คือใช้สมาธิกับไพ่น้อยลง เพราะบรรยากาศไม่เป็นใจ ผมเชื่อว่าหมอดูทุกคนอยากนั่งทำงานในบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่เฉพาะหมอดูเท่านั้น ลูกค้าก็ชอบจะพูดคุยกับหมอในสถานที่ส่วนตัวพอสมควร และเขาควรจะมีสมาธิเพียงพอกับการหยิบไพ่ ลองนึกถึงว่า ถ้าจิตแพทย์ต้องมาตั้งโต๊ะพูดคุยกับคนไข้กลางห้างสรรพสินค้า มันคงกระอักกระอ่วนทั้งหมอและคนไข้

ในความรู้สึกของผม การทำงานกับไพ่ทาโรต์ก็ประมาณนั้น ไม่ใช่ว่าลูกค้าที่มาดูหมอจะป่วยทางจิตหรืออะไร แต่ทาโรต์ชอบเจาะเข้าไปในชีวิตส่วนตัวของเขา บ่อยครั้งต้องคุยกันเพลินๆ บางครั้งต้องคุยกันในเรื่องเศร้าๆ ไม่ใช่แค่ทายนิสัยใจคอให้เขารู้สึกว่าแม่น จากนั้นก็พยากรณ์อนาคตให้เขาเชื่อตามเป็นฉากๆ ทาโรต์จะมีประโยชน์ตรงสร้างกำลังใจ หรือเปลี่ยนทัศนคติให้เขามากกว่า สมัยก่อนผมก็เคยนั่งประจำอยู่ร้านผับแถวดอนเมือง เสียงดนตรีอึกทึกคึกโครม ควันบุหรี่ตลบอบอวล ตอนนั้นผมก็ทายได้ เพราะยังไม่ได้สนใจเรื่องสมาธิ หรือเรื่องการสื่อสารระหว่างจิตสักเท่าไหร่ เราจำความหมายไพ่ทุกใบได้แม่นแล้ว ประสบการณ์การผูกเรื่องราวบนหน้าไพ่ก็มีแล้ว จะให้ไปทายที่ไหนก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ผมค่อนข้างเลือกหน่อย เพราะเปลี่ยนสไตล์การทำนาย เลยทำให้อึดอัดถ้ารู้สึกว่ามีอะไรมารบกวนระหว่างผมกับลูกค้า ฉะนั้นกับบรรยากาศนั่งโต๊ะทำนายกลางห้าง เลยรู้สึกว่าเรายังไม่เชี่ยวพอที่จะเอาตัวเองและลูกค้าให้อยู่ได้

เข้าไปดูรูปในเว็บไทยทาโรต์ฯ ได้เห็นหน้าพี่ๆหลายคนที่ผมเคยรู้จัก แต่ก็มีน้องๆอีกหลายคนเลยที่เพิ่งจะได้เห็นเป็นครั้งแรก เพราะผมเองไม่ได้เข้ากลุ่มไทยทาโรต์ฯมานานแล้ว มีน้องใหม่เข้ามาเยอะแยะ ตรงนี้ชื่นชม อ.สุกิจ ที่เปิดกว้าง ไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นทาโรต์แนวไหน ทุกคนต่างมีแนวทางของตัวเองก็สามารถมาจอยกันได้ ทำให้มียอดฝีมือมากมายในงานนี้ แต่ถ้าใครสนใจแนวทางของ อ.สุกิจ อาจารย์ก็ยินดีให้คำแนะนำ ถือเป็นโอกาสที่จะได้เผยแพร่แนวทางของไทยทาโรต์ฯ

★★★★★★★★★★★★★★★★★
 

ช่วงนี้พูดแต่เรื่องหมอดู คนที่ไม่ชอบดูหมอคงจะเบื่อไปแล้ว วันนี้ก็กะว่าจะพูดเต็มๆอีกวัน ก่อนจะพูดเรื่องอื่นๆบ้าง วันที่ 10 สิงหาคมนี้ ดาวเสาร์ จะย้ายจากราศีกรกฎ เข้าสู่ราศีสิงห์ ปกติแล้วเวลาที่ดาวใหญ่ๆจะย้ายราศี มันจะส่งแรงสั่นสะเทือนมาพอสมควร คือตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะย้ายไปจนถึงช่วงหลังย้ายแล้ว กินเวลารวมกันเกือบหนึ่งเดือน ดาวเสาร์เป็นดาวธาตุดิน ทำให้มักจะเกิดแผ่นดินไหวในช่วงนั้นๆ ซึ่งทุกคนก็คงเห็นแล้วว่าระยะนี้มีแผ่นดินไหวในหลายประเทศ อันนี้ผมรู้สึกว่ากระแสดาวมันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง เพียงแต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ให้ความสนใจเท่านั้นเอง เขารู้แล้วว่าแผ่นดินไหวมันเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก เรื่องที่ไกลไปกว่านั้นเขาไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกัน ซึ่งความจริงก็ถูกของเขา เพราะไม่ใช่แผ่นดินไหวทุกครั้งต้องมีดาวเสาร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแต่ตามสถิติโหร เวลาดาวเสาร์ย้ายราศี หรือดาวเสาร์โคจรทำมุมกับดาวบางดวง มักมีแผ่นดินไหวเสมอๆน่ะ

saturn3.jpg 

สำหรับใครที่ดวงไม่ถูกโฉลกกับดาวเสาร์ หรือพวกดาวเสาร์ให้โทษ ก็จะรู้สึกเป็นทุกข์มากกว่าคนอื่นหน่อย ดาวเสาร์ลอยอยู่ราศีกรกฎมาแล้วประมาณ 2 ปี หลายคนที่ผมรู้จักต้องเผชิญกับงานหนักเหนื่อย บางคนมีปัญหาชีวิต ปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัวความรัก บางคนโชคดีกว่าชาวบ้าน เจอมันทุกปัญหาที่ว่ามา อาจจะทยอยเข้ามาทีละเรื่อง หรือโดนมรสุมกระหน่ำทุกเรื่องพร้อมๆกันก็ตาม ถ้าคุณรู้สึกว่าชีวิตทุกข์เข็ญเหลือเกินในช่วง 2 ปีกว่ามานี้ ไม่ต้องเอาดวงคุณมากางดูก็พอจะอนุมานได้ว่า คุณโดนอิทธิพลของดาวเสาร์ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นอนุมานต่อไปว่า ในเมื่อดาวเสาร์กำลังจะย้ายไป อย่างน้อยชีวิตคุณน่าจะหายใจหายคอได้สะดวกขึ้น แม้ปัญหาชีวิตบางคนจะไม่คลี่คลายหายวับไปกับตา แต่คุณจะรู้สึกว่าอะไรๆมันเบาขึ้น อาจเพราะคุณยอมรับสภาพนั้นๆได้แล้ว มีภูมิต้านทานพอแล้วกระมัง ขอให้ลองนึกภาพว่า ช่วงเวลาหนึ่งคุณต้องทำอะไรๆ โดยแบกหินก้อนใหญ่เบ้อเริ่มไว้บนบ่า งานที่คุณทำอยู่จะสำเร็จได้ง่ายๆหรือไม่ ความคิดอ่านของคุณจะปลอดโปร่งโล่งสบายหรือไม่ พลังใจคุณยังจะดีอยู่หรือไม่ แต่เมื่อไหร่ที่คุณไม่ต้องแบกก้อนหินนั้นแล้วไซ้ คุณจะทำอะไรได้สะดวกดายขึ้น บางคนมีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะผ่านการแบกของหนักมาแล้ว ปัญหาอุปสรรคที่จะเจอต่อไปก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยธรรมดาไปเลยก็ได้

saturn1.gif 

ดาวเสาร์ย้ายแล้ว แต่มันก็ไม่ได้หายไปไหน ดวงดาวก็ยังวนเวียนอยู่ในสุริยะจักรวาลนี้ ดาวเสาร์ไม่ได้มีไว้ให้เราเกลียดกลัวมัน แต่มีไว้ให้เรามองเห็นทุกข์ ก่อนมันจากไปชั่วคราว เราน่าจะใช้เวลาที่มีอยู่นึกถึงประสบการณ์อันมีค่าที่เราได้รับจากมัน ถ้าไม่มีมันเราอาจไม่ได้เจอะเจออะไรตั้งมากมาย ประสบการณ์ชีวิตใช้เงินซื้อหาไม่ได้ แต่ใช้ความรู้สึกเป็นเดิมพัน

สำหรับอีกราว 2 ปีต่อไปนี้ ดาวเสาร์ในราศีสิงห์จะเป็นยังไง?

อันดับแรกคือคนราศีสิงห์ คนเกิดวันอาทิตย์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ดาวเสาร์เป็นดาวอริของราศีสิงห์ มันจะทำให้ชีวิตโดยรวมของคุณยากลำบากขึ้นกว่าปกติ ระวังปัญหาขัดแย้งกับคนอื่นชนิดเรื้อรัง คือมองหน้ากันไม่ติดอยู่นาน ความรักก็ประมาณเดียวกัน คืออะไรก็แล้วแต่จะเกิดเป็นเรื่องให้คุณได้ปวดหัวตึบๆว่างั้นเถอะ แต่บางคนอาจโชคดีได้รับมรดก หรือได้ทรัพย์สินใหญ่ๆที่คนอื่นมอบให้ก็ได้เหมือนกัน

saturn2.jpg 

ถ้าเกี่ยวกับประชากรโลกโดยรวม ไม่เน้นว่าเป็นคนราศีไหน ดาวเสาร์ย้ายเข้ามาเล็งกับ ดาวราหู และ ดาวมฤตยู อันนี้จะส่งผลให้ผู้คนเกิดอาการคุ้มคลั่งได้ง่าย อย่างเบาๆก็ประเภทโรคจิตโรคประสาท ถ้าอย่างหนักก็พวกลัทธิแปลกๆ พวกหลงเชื่ออะไรอย่างฝังหัว สร้างความเดือดร้อนหรือก่อวินาศกรรม บางประเทศจะสูญเสียผู้นำกระทันหัน ระวังปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ปัญหาวัยรุ่นต้องกันเอาไว้ดีกว่าแก้ อย่าให้ใครหรือกระแสของอะไรก็ตามมามอมเมาเยาวชนของชาติเราได้ ระยะที่น่าห่วงคือนับจากวันนี้ไปจนถึงเดือนเมษายน 2551 ซึ่งดาวราหูจะย้ายพ้นออกไปก่อน เหลือดาวเสาร์เล็งกับดาวมฤตยูอยู่จนถึงเดือนมีนาคม 2552 ดาวมฤตยูจึงจะย้ายราศีไป ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน ระยะที่สองนี้ยังน่าห่วงอยู่ดี

พูดถึงดาวเสาร์แล้วทำให้นึกถึงพระพุทธรูปปางนาคปรก โบราณว่าเป็นพระปางประจำวันเสาร์… นึกถึง “หลวงพ่อศิลา” ขึ้นมาซะงั้น ใครรู้จักบ้างท่านเป็นพระพุทธรูปหินทรายขาว เคยถูกขโมยไปตั้งประมูลขายอยู่ที่ประเทศอังกฤษ คนไทยที่นั่นจำได้เลยแจ้งมา สุดท้ายรัฐบาลไทยทวงกลับคืนมาได้ แล้วอัญเชิญท่านกลับไปประดิษฐานที่เก่า ณ วัดทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย

…เมื่อสองปีก่อนผมขับรถคนเดียวไปกราบท่าน วันนี้ดาวเสาร์ย้ายแล้ว อยากกลับไปอีกจัง…

sila.jpg

คาถาหลวงพ่อศิลา

(นะโม 3 จบ)
พุทธบูชา มหาเตชะวันโต
ธัมมะบูชา มหาปัญโญ
สังฆะบูชา มหาโภคะวะโห
ติโลกนาถัง อภิปูเชมิ

เผยแพร่ใน: on สิงหาคม 10, 2007 at 4:31 am ความเห็น (14)