สมัยเด็กๆ ผมแอบรักใครก็อยากรู้ว่าเธอคนนั้นรู้สึกยังไงกับผมบ้าง จะสนใจผมรึเปล่า? เวลาผิดหวังก็อยากรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อไป จะมีอะไรดีๆบ้างมั้ย ผมจะรวยมั้ย? คงดีไม่น้อยถ้าเรามีแว่นวิเศษที่สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากรู้ ถ้าวันนั้นผมรู้ว่าเธอไม่สนใจผมเลย ผมคงไม่ยอมเสียเวลาและเดินจากไปแต่แรก, ถ้าวันนั้นผมรู้ว่าทำงานชิ้นนั้นไม่มีวันสำเร็จ ผมคงไม่ทำมันหรอก ผมจะเพ่งมองผ่านแว่นวิเศษต่อไปว่า งานอะไรล่ะที่ทำแล้วสำเร็จ โด่งดัง ร่ำรวย ถ้าเห็นแล้วก็จะได้ทำไปตามนั้น แต่ก็สงสัยอยู่ว่า ถ้าเกิดมองผ่านแว่นวิเศษแล้วพบว่าชีวิตนี้ผมไม่มีวันจะทำอะไรสำเร็จได้สักอย่าง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว ผมจะทำยังไงต่อไปนะ กับความรู้สึกสิ้นหวัง ผมจะสร้างความหวังแบบหลอกตัวเองขึ้นมา แล้วดำรงชีวิตต่อไปยังงั้นเหรอ? ก็ผมเห็นความจริงทุกอย่างแล้วผ่านแว่นวิเศษ…
ในบอร์ดของเว็บไซต์ www.thaitarotmaster.com ชุมชนคนทาโรต์ที่ อ.สุกิจ ภักดีดินแดน สร้างขึ้น มีคนเข้าไปโพสต์ถามดวงชะตาบ่อยๆ คำถามส่วนใหญ่เป็นอย่างที่ว่ามา พวกเราส่วนใหญ่อยากรู้อนาคต ถ้าผมถามว่าสิ่งนี้ “ใช่” หรือ “ไม่” แล้วได้รับคำตอบที่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ผมควรจะไปเล่นพนันบอลแล้วรวยเป็นมหาเศรษฐี เพราะว่าเกมฟุตบอลมีผล ชนะ-เสมอ-แพ้ ออกมาให้ลุ้นกันรายวัน บางทีคุณอาจบอกว่าคุณไม่ถนัดฟันธงผลบอล แต่คุณถนัดฟันธงชีวิตคน! ผมว่าฟันธงชีวิตคนมันน่าอันตรายกว่าผลบอลอีกนะ ความเห็นของผม คุณอย่าให้ใครมาฟันธงชีวิตคุณเลย ถ้ามีคนบอกว่าเขาถนัดชี้ทางออกให้กับปัญหาชีวิตคุณ ยังงี้ผมว่าฟังดูดีกว่าเยอะ
มีหลายคำถามในเว็บบอร์ดซึ่งผมเห็นแล้วไม่กล้าตอบ เพราะเป็นคำถามที่พยายามจะให้ไพ่ทาโรต์เป็นแว่นวิเศษ ล่วงรู้ไปเสียทุกอย่าง อันที่จริงจิตคนเรามีศักยภาพสูงกว่าที่เราคิด ถ้าอยากรู้อะไรจริงๆ ผมว่า “ญาณหยั่งรู้” ในตัวเราสามารถตอบให้ได้ ทาโรต์รีดเดอร์ที่มีประสบการณ์คงจะตอบคุณได้ แต่ก็นั่นแหละ มันจะถูกต้องเสมอไปหรือไม่ มันบอกไม่ได้ทุกครั้งหรอก แล้วคุณจะยอมเสี่ยงหรือ? (นี่ยังไม่ได้พูดถึงว่าเมื่อได้รับการฟันธงแล้วจะมีประโยชน์อะไร)
ถ้าอย่างนั้นคำถามที่ควรจะถามไพ่คืออะไร? ความจริงตำราต่างประเทศ หรือกระทั่ง Booklet ที่มาพร้อมสำรับไพ่ ไม่มีอันไหนแนะนำให้คุณถามแบบ Yes or No ทุกตำราจะบอกให้คุณหลีกเลี่ยงคำถามลักษณะนั้น แต่เราไม่ค่อยเชื่อกัน เราเลือกจะเปิดไปหน้าความหมายไพ่แล้วท่องจำความหมายให้ครบทุกใบ แต่คำแนะนำเรื่องการตั้งคำถามเรากลับไม่สนใจเอาเสียเลย แม้แต่ผมเองก็ยอมรับว่าทำใจอยู่นานกว่าจะห้ามตัวเองไม่ให้ถามไพ่แบบ Yes or No ได้ เราเคยชินกับการถามว่า เขารักฉันมั้ย? ฉันจะรวยมั้ย? งานนี้จะสำเร็จมั้ย? แล้วให้ไพ่เป็นแว่นวิเศษส่องคำตอบให้เรา ซึ่งจริงๆแล้ว ไพ่ไม่ถนัดทำหน้าที่นั้น ไพ่ถนัดในการให้คำแนะนำแก่คุณมากกว่า
วันนี้ขอยกบทเรียนไพ่ทาโรต์ จากเว็บไซต์ http://www.learntarot.com/ มาให้คุณได้อ่าน ในบทที่ 7 http://www.learntarot.com/less7.htm แนะนำวิธีการตั้งคำถามสำหรับการดูไพ่ให้ตัวเองเอาไว้ค่อนข้างละเอียด อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า แค่การจะตั้งคำถามขึ้นมาสักประโยค ก็ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งแล้ว
บทที่ 7 การเขียนคำถาม
ส่วนใหญ่แล้วคุณมักจะปรึกษาไพ่ทาโรต์เมื่อประสบปัญหาหรือสิ่งที่ท้าทาย บางอย่างในชีวิตกำลังรบกวนจิตใจคุณ และคุณอยากรู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คุณจะแก้ไขมันได้อย่างไร ซึ่งวิธีการอ่านไพ่ที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ต้องเริ่มตั้งแต่ “การตั้งคำถาม” (the Question Reading) คุณเขียนคำถามเกี่ยวกับปัญหาของคุณลงไป และคุณได้รับคำตอบจากการตีความหมายไพ่ คำถามจะช่วยคุณให้เชื่อมโยงเข้ากับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ในบทเรียนนี้ จะพูดถึงวิธีตั้งคำถามสำหรับการอ่านไพ่ให้ตัวคุณเอง
ขั้นแรก ทบทวนเกี่ยวกับสถานการณ์นั้นๆโดยละเอียด คิดถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม พิจารณาทางเลือกต่างๆของคุณสำหรับอนาคต ปล่อยจิตเป็นอิสระ (โดยไม่มีอคติมาครอบงำ) คุณต้องมองปัญหาโดยไม่ตัดสินหรือตัดส่วนใดทิ้งไป (นึกถึงปัญหานั้นตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่นึกเอาเฉพาะส่วนที่ใจอยากจะนึกเข้าข้างตัวเอง) เมื่อใช้เวลาทบทวนอย่างละเอียดแล้ว ก็ให้จดสิ่งที่เกิดกับคุณแบบย่อๆลงกระดาษ แต่อย่าตีกรอบให้เป็นรูปแบบมากเกินไป คุณต้องใช้ความรู้สึกจากภายใน ไม่ใช่วิเคราะห์ด้วยตรรกเหตุผล
เมื่อทบทวนเรื่องราวเสร็จ ทีนี้คุณก็สามารถเขียนคำถามได้แล้ว และนี่คือคำแนะนำ
1. มีความรับผิดชอบ (Accept Responsibility)
ควรเขียนคำถามที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์นั้นๆ ลองพิจารณาคำถามสองลักษณะนี้
ก. ฉันควรพาพ่อไปอยู่สถานพักฟื้น, หรือควรจะดูแลพ่อเองที่บ้าน?
ข. ฉันอยากรู้ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการชีวิตของพ่อคืออะไร?
คำถามแรกนั้น ผู้ถามละทิ้งหน้าที่ในการตัดสินใจ เธอต้องการให้ไพ่บอกแทนว่าควรจะทำอะไร ส่วนคำถามที่สอง ผู้ถามเพียงแต่ขอข้อมูลเพิ่มเติมในการตัดสินใจ เธอรู้ดีว่ายังไงการตัดสินใจย่อมขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง
ใช่ครับ มันดึงดูดให้เราเขียนคำถามแบบแรก เราทุกคนล้วนต้องการความแน่นอนจึงกำหนดทางเลือกดีๆขึ้นมา แต่ทาโรต์ไม่สามารถจะตัดสินใจให้เราได้ ฉะนั้นจงหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามที่ปัดความรับผิดชอบ (ไปให้ไพ่) ดังเช่นตัวอย่างคำถามเหล่านี้ :
- คำถามที่ต้องการคำตอบในลักษณะ “ใช่” หรือ “ไม่” (Yes or No)
ฉันจะได้งานทำที่บริษัทโฆษณาแห่งนี้มั้ย?
ฉันจะทนควบคุมอาหารไปได้ตลอดเดือนนี้มั้ย?
ฉันพร้อมจะลาออกแล้วหรือยัง?
- คำถามในลักษณะ “ควรหรือไม่” (Should…)
ฉันควรจะให้ลูกสาวของฉันอาศัยอยู่ที่บ้านดีมั้ย?
ฉันควรจะออกไปกับโฮเซ่มั้ย?
ฉันควรจะสมัครเรียนมหาวิทยาลัยไว้มากกว่าหนึ่งแห่งหรือไม่?
- คำถามเกี่ยวกับเวลา
เมื่อไหร่จอร์จจะขอฉันแต่งงานกับเขาซะที?
นานแค่ไหนฉันถึงจะได้รถใหม่?
เมื่อไหร่ฉันถึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง?
แทนที่จะถามอะไรแบบนั้น ลองเริ่มต้นประโยคคำถามของคุณด้วยวลีเหล่านี้สิ
ช่วยทำให้ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ …
ทำอย่างไรฉันถึงจะเข้าใจเกี่ยวกับ …
อะไรคือความหมายของ …
อะไรคือบทเรียนหรือวัตถุประสงค์ของ …
อะไรคือสถานการณ์สำคัญของ …
ฉันจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรกับโอกาสเกี่ยวกับ …
ฉันจะ … ได้อย่างไร
ฯลฯ
2. เปิดทางเลือกไว้
ควรเขียนคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณได้เปิดทางเลือกเอาไว้ ลองดูตัวอย่างสองคำถามนี้
ก. ผมจะกระตุ้นให้แม่ยายย้ายออกไปได้อย่างไร?
ข. ผมอยากรู้วิธีที่จะเข้ากับแม่ยายได้มากกว่านี้?
คำถามแรก ผู้ถามไม่เผื่อทางออกให้ตัวเองเลย เขาตัดสินใจบนทางออกเดียว คือแม่ยายต้องย้ายออกไป ต่างกับคำถามที่สองซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ปิดตาย อย่างไรก็ตาม มันเป็นการดีที่จะตั้งคำถามโดยตีกรอบให้แคบเข้าเพื่อง่ายในการตัดสินใจ ลองพิจารณาสองคำถามข้างล่างนี้ ซึ่งทั้งคู่เป็นคำถามเปิด แต่คำถามที่สองจะมีการเจาะจงมากกว่า
ก. การย้ายไปทำงานด้านการขายจะกระทบต่ออาชีพของฉันอย่างไร?
ข. การย้ายไปทำงานเป็นพนักงานขายที่เพอร์ดูประกันภัยจะกระทบต่ออาชีพของฉันอย่างไร?
3. ใส่รายละเอียดให้พอเหมาะ
ควรหาให้เจอจุดพอดีระหว่างคำถามที่มีถ้อยความคลุมเคลือมากเกินไปกับที่มีรายละเอียดมากเกินไป นี่คือตัวอย่างของสามคำถามในเรื่องเดียวกัน
ก. ฉันจะปรับปรุงเกี่ยวกับงานของฉันได้อย่างไร?
ข. ฉันจะจัดโต๊ะทำงานใหม่อย่างไรเพื่อให้ทอมหาเอกสารของฉันเจอ?
ค. ฉันจะปรับปรุงด้วยวิธีใดเพื่อให้การทำงานระหว่างฉันกับทอมเป็นไปอย่างคล่องตัว?
คำถามแรกนั้นไม่ชัดเจน มันไม่ได้กำหนดขอบเขตของงานที่ผู้ถามสนใจ ขณะที่คำถามที่สองก็ลงรายละเอียดเกินไป มันมองปัญหาย่อยๆเพียงแง่เดียวเท่านั้น ส่วนคำถามที่สามนั้นดีที่สุด เพราะมันมีความพอดีระหว่างสองคำถามแรก รวมทั้งยังมีเฉพาะรายละเอียดที่จำเป็นซึ่งทำให้รู้ว่าคุณต้องการจะรู้เรื่องอะไร
4. เพ่งความสนใจที่ตัวคุณ
เมื่อคุณอ่านไพ่ให้ตัวเอง, คุณย่อมเป็นตัวหลักของเรื่องเสมอ คำถามของคุณก็ควรจับไปที่ตัวคุณ หลายครั้งเมื่อคุณถามเกี่ยวกับคนอื่น คุณมองเห็นได้ชัด แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อคุณเพ่งความสนใจมาที่เรื่องของตัวเอง บางทีคุณอาจไม่ตระหนักว่าเพราะคุณกำลังสนใจเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นอยู่ก็ได้ (การตั้งคำถามเกี่ยวกับคนอื่นให้ดูในบทเรียนที่ 9) ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้
ก. อะไรอยู่เบื้องหลังปัญหาการติดเหล้าของอาร์เธอร์?
ข. ฉันจะแนะนำอาร์เธอร์อย่างไรเกี่ยวกับปัญหาการติดเหล้าของเขา?
ค. ฉันมีบทบาทอะไรในปัญหาการติดเหล้าของอาร์เธอร์?
คำถามแรกเพ่งไปที่ตัวอาร์เธอร์และปัญหาของอาร์เธอร์ล้วนๆ ส่วนคำถามที่สอง ผู้ถามได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แต่เขายังคงสนใจไปที่ตัวอาร์เธอร์อยู่นั่นเอง ขณะที่คำถามที่สามดีที่สุด เพราะว่ามันอยู่บนพื้นฐานที่หนักแน่นของความรู้สึกของผู้ถามเอง
5. จงเป็นกลาง
คุณต้องวางตัวเองให้เป็นกลางเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อเขียนคำถาม มันง่ายที่จะเริ่มต้นอ่านไพ่อย่างมั่นใจเมื่อคุณได้เป็นฝ่ายที่ถูก แต่ถ้าคุณอยากได้คำแนะนำที่แท้จริงแล้วล่ะก็ คุณจำเป็นต้องเปิดมุมมองอีกด้านหนึ่งด้วย ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้
ก. ทำไมเป็นฉันคนเดียวที่ต้องมาทำงานหยุมหยิมพรรค์นี้?
ข. ฉันจะมีจิตสำนึกในความร่วมมือที่จะทำงานเหล่านี้ได้อย่างไร?
ก. ฉันจะทำอย่างไรให้คนฟังเวลาฉันพูด?
ข. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฉันพยายามสื่อสารแล้วแต่คนอื่นไม่ยอมรับฟัง?
ก. ฉันจะทำอย่างไรให้เจ้านายเลิกขอให้ฉันทำงานล่วงเวลาซะที?
ข. ทำไมฉันต้องทำงานล่วงเวลามากเหลือเกินในช่วงที่ผ่านมา?
คำถามแรก ผู้เขียนคำถามรู้สึกว่าเขาเป็นฝ่ายถูก-คนอื่นนั้นผิด ส่วนคำถามที่สองจะมีความเป็นกลางมากกว่า และไม่กำหนดตายตัว
6. ถามในเชิงบวก
จงเขียนคำถามที่ใช้ถ้อยคำและความหมายในเชิงบวก ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้
ก. ทำไมงานวิจัยของฉันถึงไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์เลย?
ข. ฉันจะหาสถานที่ในอุดมคติในการพิมพ์งานวิจัยของฉันได้อย่างไร?
ก. ทำไมฉันไม่สามารถขจัดความกลัวออกไปได้เวลาต้องพูดต่อหน้าฝูงชน?
ข. ฉันจะปรับปรุงตัวเองได้อย่างไรเพื่อให้พูดต่อหน้าฝูงชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ?
ก. ช่วยให้ฉันเข้าใจทีเถอะว่าทำไมฉันพ่ายยับทุกทีเวลาถึงการแข่งขันรอบสุดท้าย?
ข. ช่วยให้ฉันพบวิธีที่จะผลักดันตัวเองไปสู่ชัยชนะในรายการแข่งขันด้วยเถอะ?
คำถามแรกมีอาการของความล้มเหลวอยู่ ขณะที่คำถามที่สองจะมีความมั่นใจมากขึ้น ผู้ถามรู้ว่าเธอจะประสบความสำเร็จเมื่อนำคำแนะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์
เอาละ ถึงเวลาตรวจสอบตัวเองแล้ว คำถามของคุณเข้าข่ายไหนกันบ้างครับ…