เสียงสนั่นที่ยะลา

blenkinsop.jpg 

ได้ฟัง Mr. Philip Blenkinsop ช่างภาพ TIME Magazine ให้สัมภาษณ์ทาง ทีไอทีวี เมื่อหัวค่ำ เรียกน้ำตาซึมๆได้เหมือนกัน ในแง่ของคนทำข่าว… หลังจากที่เขาเป็น 1 ใน 12 คนที่รอดตายจากกับดักระเบิดที่ยะลาช่วงกลางวัน ทุกคนถูกโจรใต้หลอกให้ไปดูศพที่มีระเบิดซ่อนอยู่ ระหว่างกำลังชันสูตรพลิกศพและถ่ายภาพกันนั้น โจรก็กดชนวนตูม โชคดีไม่มีสะเก็ดระเบิดที่ร้ายแรง แต่เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนก็ได้รับบาดเจ็บสะบักสะบอมไปตามๆกัน

Mr. Philip ซึ่งตามใบหน้าและลำคอเต็มไปด้วยแผลจากสะเก็ตระเบิด บอกเล่านาทีชีวิตให้ฟังพร้อมกับทิ้งท้ายว่า ยังไงก็จะทำงานอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป เขาว่าถ้าไม่มีใครอยู่ทำข่าว โลกก็จะไม่มีวันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่…

ฟังแล้วซาบซึ้งครับ คิดถึงตัวเองว่า ถ้าใครส่งผมไปปักหลักทำข่าวอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมจะยอมไปหรือไม่?, และเมื่อไปแล้วประสบเหตุการณ์อย่างนี้เข้า ผมยังจะอยู่ทำงานต่อไปอีกหรือไม่?…

คำว่า “ถ้าไม่มีใครทำข่าว โลกก็จะไม่ได้รู้ความจริง” สำหรับนักข่าวเป็นคำที่ฟังแล้วขนลุกครับ

คิดไปคิดมา ก็ไพล่ไปถึงเรื่องที่ว่า คนไทยเราขี้อาย ไม่ชอบให้ชาวโลกรู้เรื่องแย่ๆของเรา อย่าไปประโคมข่าวให้เขารู้ เสียชื่อเสียงประเทศชาติกันพอดี… ผมว่าถ้าเรามีเรื่องน่าอายถึงขนาดไม่อยากให้ใครรู้ แล้วพวกเราไม่อายตัวเองกันบ้างหรือ? เราจะอายทำไมกับความจริง ถ้าความจริงมันน่าอาย เราก็ต้องแก้ไขให้มันดี อย่าทำให้ได้อาย ทำเรื่องดีๆที่ชาวโลกเขาสรรเสริญ

น่าอายสิดี อยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกอับอายกับสิ่งที่น่าอาย ให้ชาวโลกเขาดูถูกเราเยอะๆ จะได้มีแรงฮึดทำเรื่องดีๆกันไงครับ   

หมายเหตุ : ภาพข่าวจาก http://www.komchadluek.net/2007/05/22/a001_118510.php?news_id=118510

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 23, 2007 at 2:40 am ความเห็น (5)

การงาน

buddhadasa1.jpg 

อันการงาน คือค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เป็นไร รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง

ตัวการงาน คือตัวการ ประพฤติธรรม
พร้อมกันไป หลายส่ำ มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกเอย

buddhadasa2.gif 

เดินตลาดนัดเมื่อวานเห็นร้านกรอบรูปเก่าๆ แม่ค้าเอารูปพระสงฆ์ พระอริยะมาใส่กรอบขาย สะดุดตากับรูปพระอาจารย์พุทธทาส เพราะมีคำกลอนที่อ่านแล้วได้สติ ทำให้เรามีกำลังใจทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไป พร้อมกับต้องไม่ลืมงานในด้านปฏิบัติธรรมด้วย… จู่ๆก็รู้สึกเหมือนว่าเป็นคำสอนที่ใครสักคนพยายามจะบอกเราว่าอย่าลืมเสียล่ะ

★★★★★★★★★★★★★★★★★

มีข่าวฝากถึงพี่น้องชาวไทยทาโรต์ “พี่ต่าย” ณัฐพัชร กลับมารับดูดวงชะตา และเปิดสอนไพ่ทาโรต์อีกครั้งแล้ว หลังจากหยุดไปประกอบธุรกิจส่วนตัวอยู่พักนึง ตอนนี้พี่ต่ายเขียนดวงรายปักษ์ให้เว็บ www.jazzciti.com ในเซ็คชั่น Tarot Tells http://www.jazzciti.com/taro.php เข้าไปติดตามผลงานของเธอได้เลย

tarottells.gif 

ผมรู้จักพี่ต่ายหลายปีมาแล้ว แม้ไม่ค่อยมีโอกาสพูดคุยกันบ่อยนัก แต่พอได้คุยทีไรรู้สึกถึงความเป็นกันเองมาก คงเพราะนิสัยส่วนตัวของเธอที่คุยสนุก แต่เวลาดูดวงให้ลูกค้าเธอจริงจังและมีสมาธิมาก ผมเคยเห็นตอนพี่ต่ายจะทำนายดวงให้ลูกค้า เธอจะถือสำรับไพ่ไว้ในมือ แล้วหลับตาทำสมาธิเสียก่อน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยที่คำพูดประโยคแรกอาจจะยิงตรงเข้าประเด็นจนคุณตกใจ

พี่ต่ายเป็นศิษย์ อ.ถาวร บุญญวรรณ ขนานแท้ คือไม่เคยรู้จักไพ่ทาโรต์ หรือวิชาดูหมอแขนงไหนมาก่อนเลย เรียกว่าก่อนที่ อ.ถาวร จะถ่ายทอดวิชาทาโรต์ให้นั้น เธอเป็น “ถ้วยเปล่า” อย่างแท้จริง เธอจึงสามารถรองรับวิชาความรู้จากอาจารย์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการเรียนทาโรต์แนวนี้ เธอสามารถเข้าถึงไพ่แต่ละใบได้ด้วยการมองรูปภาพ ไม่เคยรู้จักความหมายจากตำรา ใครไม่เชื่อว่าแนวทางนี้มีอยู่จริง เชิญพิสูจน์ความมหัศจรรย์ได้ด้วยตัวเอง โทรนัดเวลาล่วงหน้านะครับ
 

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 21, 2007 at 3:43 am ความเห็น (10)

One day in Samui

เมื่อวานหนาวๆร้อนๆ กลัวว่าจะเจอมรสุมระหว่างการเดินทาง เพราะช่วงนี้ฝนตกบ่อย ดินฟ้าอากาศคาดเดาได้ยากเหลือเกิน แต่มีงานต้องไปเกาะสมุย จะไม่ไปก็ไม่ได้ซะด้วย

samui1.jpg 

ขึ้นเครื่อง 8 โมงเช้า ยังมีเมฆฝนหลงเหลือจากกลางดึกทำให้คิดไปได้เรื่อยเปื่อย

samui2.jpg

samui3.jpg 

เห็นพะงันแล้ว

samui4.jpg 

ถึงสมุยท้องฟ้าโปร่งครับท่าน… ฮู้เล่ :-)

samui5.jpg 

นี่ห้องทำงาน

samui6.jpg

มองไกลๆเห็นทะเล (พยายามมองหน่อย)

samui7.jpg

ที่สมุยมีฝนโปรยปรายเป็นหย่อมๆ เดี๋ยวครึ้ม เดี๋ยวแดดออก พอบ่ายแก่ๆก็ไปยืนดูก้อนหิน…

samui8.jpg

samui91.jpg 

samui10.jpg

samui11.jpg

ถ่ายแบบไร้ไอเดียมาก -_-

samui12.jpg

แอบถ่ายพี่ๆน้องๆละเลียดเบียร์รอเวลาขึ้นเครื่องกลับ

หมดภารกิจไปอีกวัน :-)

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 18, 2007 at 8:34 pm ความเห็น (5)

วิธีตั้งคำถาม

สมัยเด็กๆ ผมแอบรักใครก็อยากรู้ว่าเธอคนนั้นรู้สึกยังไงกับผมบ้าง จะสนใจผมรึเปล่า? เวลาผิดหวังก็อยากรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อไป จะมีอะไรดีๆบ้างมั้ย ผมจะรวยมั้ย? คงดีไม่น้อยถ้าเรามีแว่นวิเศษที่สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากรู้ ถ้าวันนั้นผมรู้ว่าเธอไม่สนใจผมเลย ผมคงไม่ยอมเสียเวลาและเดินจากไปแต่แรก, ถ้าวันนั้นผมรู้ว่าทำงานชิ้นนั้นไม่มีวันสำเร็จ ผมคงไม่ทำมันหรอก ผมจะเพ่งมองผ่านแว่นวิเศษต่อไปว่า งานอะไรล่ะที่ทำแล้วสำเร็จ โด่งดัง ร่ำรวย ถ้าเห็นแล้วก็จะได้ทำไปตามนั้น แต่ก็สงสัยอยู่ว่า ถ้าเกิดมองผ่านแว่นวิเศษแล้วพบว่าชีวิตนี้ผมไม่มีวันจะทำอะไรสำเร็จได้สักอย่าง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว ผมจะทำยังไงต่อไปนะ กับความรู้สึกสิ้นหวัง ผมจะสร้างความหวังแบบหลอกตัวเองขึ้นมา แล้วดำรงชีวิตต่อไปยังงั้นเหรอ? ก็ผมเห็นความจริงทุกอย่างแล้วผ่านแว่นวิเศษ…

tarotreading1.jpg 

ในบอร์ดของเว็บไซต์ www.thaitarotmaster.com ชุมชนคนทาโรต์ที่ อ.สุกิจ ภักดีดินแดน สร้างขึ้น มีคนเข้าไปโพสต์ถามดวงชะตาบ่อยๆ คำถามส่วนใหญ่เป็นอย่างที่ว่ามา พวกเราส่วนใหญ่อยากรู้อนาคต ถ้าผมถามว่าสิ่งนี้ “ใช่” หรือ “ไม่” แล้วได้รับคำตอบที่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ผมควรจะไปเล่นพนันบอลแล้วรวยเป็นมหาเศรษฐี เพราะว่าเกมฟุตบอลมีผล ชนะ-เสมอ-แพ้ ออกมาให้ลุ้นกันรายวัน บางทีคุณอาจบอกว่าคุณไม่ถนัดฟันธงผลบอล แต่คุณถนัดฟันธงชีวิตคน! ผมว่าฟันธงชีวิตคนมันน่าอันตรายกว่าผลบอลอีกนะ ความเห็นของผม คุณอย่าให้ใครมาฟันธงชีวิตคุณเลย ถ้ามีคนบอกว่าเขาถนัดชี้ทางออกให้กับปัญหาชีวิตคุณ ยังงี้ผมว่าฟังดูดีกว่าเยอะ

มีหลายคำถามในเว็บบอร์ดซึ่งผมเห็นแล้วไม่กล้าตอบ เพราะเป็นคำถามที่พยายามจะให้ไพ่ทาโรต์เป็นแว่นวิเศษ ล่วงรู้ไปเสียทุกอย่าง อันที่จริงจิตคนเรามีศักยภาพสูงกว่าที่เราคิด ถ้าอยากรู้อะไรจริงๆ ผมว่า “ญาณหยั่งรู้” ในตัวเราสามารถตอบให้ได้ ทาโรต์รีดเดอร์ที่มีประสบการณ์คงจะตอบคุณได้ แต่ก็นั่นแหละ มันจะถูกต้องเสมอไปหรือไม่ มันบอกไม่ได้ทุกครั้งหรอก แล้วคุณจะยอมเสี่ยงหรือ? (นี่ยังไม่ได้พูดถึงว่าเมื่อได้รับการฟันธงแล้วจะมีประโยชน์อะไร)

ถ้าอย่างนั้นคำถามที่ควรจะถามไพ่คืออะไร? ความจริงตำราต่างประเทศ หรือกระทั่ง Booklet ที่มาพร้อมสำรับไพ่ ไม่มีอันไหนแนะนำให้คุณถามแบบ Yes or No ทุกตำราจะบอกให้คุณหลีกเลี่ยงคำถามลักษณะนั้น แต่เราไม่ค่อยเชื่อกัน เราเลือกจะเปิดไปหน้าความหมายไพ่แล้วท่องจำความหมายให้ครบทุกใบ แต่คำแนะนำเรื่องการตั้งคำถามเรากลับไม่สนใจเอาเสียเลย แม้แต่ผมเองก็ยอมรับว่าทำใจอยู่นานกว่าจะห้ามตัวเองไม่ให้ถามไพ่แบบ Yes or No ได้ เราเคยชินกับการถามว่า เขารักฉันมั้ย? ฉันจะรวยมั้ย? งานนี้จะสำเร็จมั้ย? แล้วให้ไพ่เป็นแว่นวิเศษส่องคำตอบให้เรา ซึ่งจริงๆแล้ว ไพ่ไม่ถนัดทำหน้าที่นั้น ไพ่ถนัดในการให้คำแนะนำแก่คุณมากกว่า

วันนี้ขอยกบทเรียนไพ่ทาโรต์ จากเว็บไซต์ http://www.learntarot.com/ มาให้คุณได้อ่าน ในบทที่ 7 http://www.learntarot.com/less7.htm แนะนำวิธีการตั้งคำถามสำหรับการดูไพ่ให้ตัวเองเอาไว้ค่อนข้างละเอียด อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า แค่การจะตั้งคำถามขึ้นมาสักประโยค ก็ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งแล้ว

tarotreading2.jpg 

บทที่ 7 การเขียนคำถาม

ส่วนใหญ่แล้วคุณมักจะปรึกษาไพ่ทาโรต์เมื่อประสบปัญหาหรือสิ่งที่ท้าทาย บางอย่างในชีวิตกำลังรบกวนจิตใจคุณ และคุณอยากรู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คุณจะแก้ไขมันได้อย่างไร ซึ่งวิธีการอ่านไพ่ที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ต้องเริ่มตั้งแต่ “การตั้งคำถาม” (the Question Reading) คุณเขียนคำถามเกี่ยวกับปัญหาของคุณลงไป และคุณได้รับคำตอบจากการตีความหมายไพ่ คำถามจะช่วยคุณให้เชื่อมโยงเข้ากับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ในบทเรียนนี้ จะพูดถึงวิธีตั้งคำถามสำหรับการอ่านไพ่ให้ตัวคุณเอง

ขั้นแรก ทบทวนเกี่ยวกับสถานการณ์นั้นๆโดยละเอียด คิดถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม พิจารณาทางเลือกต่างๆของคุณสำหรับอนาคต ปล่อยจิตเป็นอิสระ (โดยไม่มีอคติมาครอบงำ) คุณต้องมองปัญหาโดยไม่ตัดสินหรือตัดส่วนใดทิ้งไป (นึกถึงปัญหานั้นตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่นึกเอาเฉพาะส่วนที่ใจอยากจะนึกเข้าข้างตัวเอง) เมื่อใช้เวลาทบทวนอย่างละเอียดแล้ว ก็ให้จดสิ่งที่เกิดกับคุณแบบย่อๆลงกระดาษ แต่อย่าตีกรอบให้เป็นรูปแบบมากเกินไป คุณต้องใช้ความรู้สึกจากภายใน ไม่ใช่วิเคราะห์ด้วยตรรกเหตุผล

เมื่อทบทวนเรื่องราวเสร็จ ทีนี้คุณก็สามารถเขียนคำถามได้แล้ว และนี่คือคำแนะนำ

1. มีความรับผิดชอบ (Accept Responsibility)

ควรเขียนคำถามที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์นั้นๆ ลองพิจารณาคำถามสองลักษณะนี้
ก. ฉันควรพาพ่อไปอยู่สถานพักฟื้น, หรือควรจะดูแลพ่อเองที่บ้าน?
ข. ฉันอยากรู้ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการชีวิตของพ่อคืออะไร?
คำถามแรกนั้น ผู้ถามละทิ้งหน้าที่ในการตัดสินใจ เธอต้องการให้ไพ่บอกแทนว่าควรจะทำอะไร ส่วนคำถามที่สอง ผู้ถามเพียงแต่ขอข้อมูลเพิ่มเติมในการตัดสินใจ เธอรู้ดีว่ายังไงการตัดสินใจย่อมขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง

ใช่ครับ มันดึงดูดให้เราเขียนคำถามแบบแรก เราทุกคนล้วนต้องการความแน่นอนจึงกำหนดทางเลือกดีๆขึ้นมา แต่ทาโรต์ไม่สามารถจะตัดสินใจให้เราได้ ฉะนั้นจงหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามที่ปัดความรับผิดชอบ (ไปให้ไพ่) ดังเช่นตัวอย่างคำถามเหล่านี้ :
- คำถามที่ต้องการคำตอบในลักษณะ “ใช่” หรือ “ไม่” (Yes or No)
ฉันจะได้งานทำที่บริษัทโฆษณาแห่งนี้มั้ย?
ฉันจะทนควบคุมอาหารไปได้ตลอดเดือนนี้มั้ย?
ฉันพร้อมจะลาออกแล้วหรือยัง?
- คำถามในลักษณะ “ควรหรือไม่” (Should…)
ฉันควรจะให้ลูกสาวของฉันอาศัยอยู่ที่บ้านดีมั้ย?
ฉันควรจะออกไปกับโฮเซ่มั้ย?
ฉันควรจะสมัครเรียนมหาวิทยาลัยไว้มากกว่าหนึ่งแห่งหรือไม่?
- คำถามเกี่ยวกับเวลา
เมื่อไหร่จอร์จจะขอฉันแต่งงานกับเขาซะที?
นานแค่ไหนฉันถึงจะได้รถใหม่?
เมื่อไหร่ฉันถึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง?

แทนที่จะถามอะไรแบบนั้น ลองเริ่มต้นประโยคคำถามของคุณด้วยวลีเหล่านี้สิ
ช่วยทำให้ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ …
ทำอย่างไรฉันถึงจะเข้าใจเกี่ยวกับ …
อะไรคือความหมายของ …
อะไรคือบทเรียนหรือวัตถุประสงค์ของ …
อะไรคือสถานการณ์สำคัญของ …
ฉันจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรกับโอกาสเกี่ยวกับ …
ฉันจะ … ได้อย่างไร
ฯลฯ

2. เปิดทางเลือกไว้

ควรเขียนคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณได้เปิดทางเลือกเอาไว้ ลองดูตัวอย่างสองคำถามนี้
ก. ผมจะกระตุ้นให้แม่ยายย้ายออกไปได้อย่างไร?
ข. ผมอยากรู้วิธีที่จะเข้ากับแม่ยายได้มากกว่านี้?
คำถามแรก ผู้ถามไม่เผื่อทางออกให้ตัวเองเลย เขาตัดสินใจบนทางออกเดียว คือแม่ยายต้องย้ายออกไป ต่างกับคำถามที่สองซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ปิดตาย อย่างไรก็ตาม มันเป็นการดีที่จะตั้งคำถามโดยตีกรอบให้แคบเข้าเพื่อง่ายในการตัดสินใจ ลองพิจารณาสองคำถามข้างล่างนี้ ซึ่งทั้งคู่เป็นคำถามเปิด แต่คำถามที่สองจะมีการเจาะจงมากกว่า
ก. การย้ายไปทำงานด้านการขายจะกระทบต่ออาชีพของฉันอย่างไร?
ข. การย้ายไปทำงานเป็นพนักงานขายที่เพอร์ดูประกันภัยจะกระทบต่ออาชีพของฉันอย่างไร?

3. ใส่รายละเอียดให้พอเหมาะ

ควรหาให้เจอจุดพอดีระหว่างคำถามที่มีถ้อยความคลุมเคลือมากเกินไปกับที่มีรายละเอียดมากเกินไป นี่คือตัวอย่างของสามคำถามในเรื่องเดียวกัน
ก. ฉันจะปรับปรุงเกี่ยวกับงานของฉันได้อย่างไร?
ข. ฉันจะจัดโต๊ะทำงานใหม่อย่างไรเพื่อให้ทอมหาเอกสารของฉันเจอ?
ค. ฉันจะปรับปรุงด้วยวิธีใดเพื่อให้การทำงานระหว่างฉันกับทอมเป็นไปอย่างคล่องตัว?
คำถามแรกนั้นไม่ชัดเจน มันไม่ได้กำหนดขอบเขตของงานที่ผู้ถามสนใจ ขณะที่คำถามที่สองก็ลงรายละเอียดเกินไป มันมองปัญหาย่อยๆเพียงแง่เดียวเท่านั้น ส่วนคำถามที่สามนั้นดีที่สุด เพราะมันมีความพอดีระหว่างสองคำถามแรก รวมทั้งยังมีเฉพาะรายละเอียดที่จำเป็นซึ่งทำให้รู้ว่าคุณต้องการจะรู้เรื่องอะไร

4. เพ่งความสนใจที่ตัวคุณ

เมื่อคุณอ่านไพ่ให้ตัวเอง, คุณย่อมเป็นตัวหลักของเรื่องเสมอ คำถามของคุณก็ควรจับไปที่ตัวคุณ หลายครั้งเมื่อคุณถามเกี่ยวกับคนอื่น คุณมองเห็นได้ชัด แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อคุณเพ่งความสนใจมาที่เรื่องของตัวเอง บางทีคุณอาจไม่ตระหนักว่าเพราะคุณกำลังสนใจเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นอยู่ก็ได้ (การตั้งคำถามเกี่ยวกับคนอื่นให้ดูในบทเรียนที่ 9) ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้
ก. อะไรอยู่เบื้องหลังปัญหาการติดเหล้าของอาร์เธอร์?
ข. ฉันจะแนะนำอาร์เธอร์อย่างไรเกี่ยวกับปัญหาการติดเหล้าของเขา?
ค. ฉันมีบทบาทอะไรในปัญหาการติดเหล้าของอาร์เธอร์?
คำถามแรกเพ่งไปที่ตัวอาร์เธอร์และปัญหาของอาร์เธอร์ล้วนๆ ส่วนคำถามที่สอง ผู้ถามได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แต่เขายังคงสนใจไปที่ตัวอาร์เธอร์อยู่นั่นเอง ขณะที่คำถามที่สามดีที่สุด เพราะว่ามันอยู่บนพื้นฐานที่หนักแน่นของความรู้สึกของผู้ถามเอง

5. จงเป็นกลาง

คุณต้องวางตัวเองให้เป็นกลางเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อเขียนคำถาม มันง่ายที่จะเริ่มต้นอ่านไพ่อย่างมั่นใจเมื่อคุณได้เป็นฝ่ายที่ถูก แต่ถ้าคุณอยากได้คำแนะนำที่แท้จริงแล้วล่ะก็ คุณจำเป็นต้องเปิดมุมมองอีกด้านหนึ่งด้วย ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้
ก. ทำไมเป็นฉันคนเดียวที่ต้องมาทำงานหยุมหยิมพรรค์นี้?
ข. ฉันจะมีจิตสำนึกในความร่วมมือที่จะทำงานเหล่านี้ได้อย่างไร?
ก. ฉันจะทำอย่างไรให้คนฟังเวลาฉันพูด?
ข. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฉันพยายามสื่อสารแล้วแต่คนอื่นไม่ยอมรับฟัง?
ก. ฉันจะทำอย่างไรให้เจ้านายเลิกขอให้ฉันทำงานล่วงเวลาซะที?
ข. ทำไมฉันต้องทำงานล่วงเวลามากเหลือเกินในช่วงที่ผ่านมา?
คำถามแรก ผู้เขียนคำถามรู้สึกว่าเขาเป็นฝ่ายถูก-คนอื่นนั้นผิด ส่วนคำถามที่สองจะมีความเป็นกลางมากกว่า และไม่กำหนดตายตัว

6. ถามในเชิงบวก

จงเขียนคำถามที่ใช้ถ้อยคำและความหมายในเชิงบวก ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้
ก. ทำไมงานวิจัยของฉันถึงไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์เลย?
ข. ฉันจะหาสถานที่ในอุดมคติในการพิมพ์งานวิจัยของฉันได้อย่างไร?
ก. ทำไมฉันไม่สามารถขจัดความกลัวออกไปได้เวลาต้องพูดต่อหน้าฝูงชน?
ข. ฉันจะปรับปรุงตัวเองได้อย่างไรเพื่อให้พูดต่อหน้าฝูงชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ?
ก. ช่วยให้ฉันเข้าใจทีเถอะว่าทำไมฉันพ่ายยับทุกทีเวลาถึงการแข่งขันรอบสุดท้าย?
ข. ช่วยให้ฉันพบวิธีที่จะผลักดันตัวเองไปสู่ชัยชนะในรายการแข่งขันด้วยเถอะ?
คำถามแรกมีอาการของความล้มเหลวอยู่ ขณะที่คำถามที่สองจะมีความมั่นใจมากขึ้น ผู้ถามรู้ว่าเธอจะประสบความสำเร็จเมื่อนำคำแนะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์

เอาละ ถึงเวลาตรวจสอบตัวเองแล้ว คำถามของคุณเข้าข่ายไหนกันบ้างครับ…

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 16, 2007 at 7:06 pm ความเห็น (11)

สไปเดอร์แมน

มีเวลาแวะมาอัพบล็อกได้นิดหน่อยแค่นั้น สองสามวันนี้กำลังปั่น Healing Tarot และทำนายดวงส่งนิตยสาร Health Plus ของเดือน มิ.ย.ให้เสร็จ ถ้าส่งงานแล้วคงเขียนอะไรได้มากกว่านี้

วันนี้ไปดู สไปเดอร์แมน มาแล้วครับ มีความรู้สึกว่าเมื่อยก้นมาก ไม่เคยต้องอดทนดูอะไรขนาดนี้เลย นึกว่ากำลังดู ตำนานรักดอกเหมย ซะอีก

spiderman1.jpg

spiderman2.jpg

spiderman3.jpg 

ความรักระหว่างพระเอก-นางเอก เราได้ดูมาแล้วตั้งแต่ภาคแรกยันภาคสอง ซึ่งก็ไม่ได้ประทับใจอะไรเราอยู่แล้ว แต่นี่ยังบังคับให้ตามลุ้นตามเชียร์กันถึงภาคสามอีก คนเข้าไปดูหนังซูเปอร์ฮีโร่เค้าก็หวังจะได้เห็นฉากต่อสู้มันๆเป็นหลักกันทั้งนั้นแหละ เฮ้อ…อุตส่าห์หมดเงินค่าเทคนิคพิเศษไปตั้งเยอะแยะ

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 13, 2007 at 3:33 am ความเห็น (3)