เมตตา อุเบกขา

สวัสดีทุกคนครับ ทักทายแบบเหมารวมเลยนะ ^^

วันเสาร์ขับรถวนเวียนไปวัดต่างๆแถวปทุม เป็นปกติน่ะครับ พอว่างเมื่อไหร่ ไม่มีใครนัดไปไหน ผมก็จะไปทำบุญคนเดียว

เพลิดเพลินอยู่จนถึงเย็น ก็จะต้องไปรับน้องปลา พอดีมีเวลาเหลือ 30 นาที เลยหาที่ร่ม สงบๆ จอดรถรอ อารมณ์ที่ค้างมาจากวัด ทำให้นึกอยากสวดมนต์และนั่งสมาธิต่อในรถ จนได้เรื่องเล็กๆ (แต่น่าสนใจ) มาเล่าให้ฟัง…

ขณะที่ผมนั่งสมาธิ ด้านซ้ายของรถมีหมาตัวหนึ่งหมอบอยู่ สักประเดี๋ยวก็มีหมาอีกตัวมาเบ่งไล่ที่ มันขู่และเห่ากันเสียงดังอยู่ข้างรถผม

รบกวนสมาธิจนรู้สึกว่าจะนั่งต่อไปไม่ได้แล้ว ผมเลยส่งเสียงลอดกระจก ไล่หมา “ไป๊ ๆ จะมาเห่าทำไมล่ะ ไอ้หมา…”

ไม่เป็นผล หมามันชะงักนิดเดียวแล้วเห่าต่อ

คราวนี้ผมบีบแตรไล่เลย ปี๊น ๆ…

แต่ก็ไม่สำเร็จอีก มันยัง โฮ่ง โฮ่ง ๆ

เห็นท่าไม่ได้เรื่อง ผมถอดใจ เลิกสนใจดีกว่า หลับตาทำสมาธิต่อ แต่เปลี่ยนจากสมถะมาเป็นวิปัสสนา กำหนดรู้เสียงหมาเห่า ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ…

ใจสงบอยู่พักหนึ่ง อารมณ์บางอย่างแว่บขึ้นมา รู้สึกสงสารหมาสองตัวนั้น ความโกรธนั่นมาจากไหน ทำไมต้องเห่าใส่กัน จู่ๆผมสวดแผ่เมตตาออกมาซะงั้น

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อเวรา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ฯลฯ……

เสียงสวดก็ไม่ดังเท่าตอนไล่หมา แต่แปลก ยังไม่ทันจบบท หมามันหยุดเห่าเฉยเลย!

ผมได้ใจ แผ่เมตตาต่อไปอีกหลายรอบ แล้วนั่งสมาธิต่อ

ได้พักหนึ่ง หมามันเห่ากันอีกแล้ว โฮ่ง โฮ่ง ๆ… ทำให้ผมต้องแผ่เมตตาซ้ำอีก

เห็นผลครับ ไม่ใช่บังเอิญแล้วล่ะ สวดไม่ทันจะจบรอบแรก หมาหยุดเห่า หนนี้มันสงบศึกกันจริงๆ เลิกเห่ากันไปเลย……

ฟังเรื่องนี้ก็อย่าเอาหมาไปเปรียบกับอะไรล่ะครับ ผมจะบอกว่า การแผ่เมตตานี่ช่วยได้จริง ขออย่าได้ท้อ แผ่กันต่อไปเรื่อยๆครับ ที่สำคัญต้องมีสมาธิกับมัน ช่วยกันกระจายความสุขออกไปนะครับ

คุณ varinya ถามว่า เราควรจะเตรียมตัวเตรียมใจยังไงดีกับเรื่องภัยพิบัติของโลก ผมอ่านแล้วก็ทิ้งช่วงไว้หลายวันไม่ได้ตอบทันที…

ที่ไม่ตอบทันทีก็เพราะอยากทิ้งคำถามไว้ในใจสักหน่อย รอให้จิตว่าง ใจสงบ มีเวลาก็หยิบมาใคร่ครวญเสียทีหนึ่ง ทำอยู่เป็นพักๆ เผื่อว่า “คำตอบดีๆ” จะผุดขึ้นมาบ้าง

อยากได้คำตอบใหม่ๆน่ะครับ คำตอบที่พวกเราเอาไปใช้ได้ เอาไปช่วยกันทำแล้วเกิดผล

แต่นี่ก็หลายวันแล้ว ยังคิดไม่ออก สงสัยจะเกินปัญญา

ถ้างั้นผมตอบด้วยสิ่งที่พวกเรารู้อยู่แล้วไปก่อนแล้วกัน

เรื่องภัยพิบัติของโลกนี่ ต้องคิดดูก่อนว่ามันจะเกิดอะไร ใช่โลกถล่มแล้วทุกคนตายหมดรึเปล่า ถ้าใช่ ก็คงไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะเราเกิดมาก็ล้วนถูกกาหัวเอาไว้แล้วว่าต้องตายกันทุกคน ซึ่งความจริงในข้อนี้ก็ไม่เห็นใครจะทุกข์ร้อนหรือเอามาคิดมาก ต่างก็ใช้ชีวิตกันเป็นปกติ นี่แสดงว่าความตายย่อมเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง ดังนั้นคงไม่ต้องเตรียมอะไรมากครับ เตรียมตัวตายกันไปตามครรลองได้เลย ใครเชื่อแบบไหน นับถือศาสนาอะไร ก็ว่าไปตามนั้น สิ่งสำคัญขอให้ทำใจสบายๆก็แล้วกันนะ

ทีนี้ถ้าภัยพิบัติไม่ใช่ฟ้าถล่มดินทลาย แต่เป็นอะไรที่ค่อยๆคืบคลานมาหาเราช้าๆล่ะ ดูจะน่ากังวลกว่าใช่มั้ย เป็นต้นว่า สภาพอากาศมันผิดเพี้ยนไปหมด โลกไม่มีฤดูกาลอีกแล้ว ฝนอยากจะตกก็ตก ไม่อยากก็ไม่ตก หรือตกมาทีน้ำท่วมพายุเข้า ยังงี้อาหารสำหรับประชากรโลกคงขาดแคลนขึ้นเรื่อยๆ ทะเลก็หนุนสูงจนต้องแย่งที่อยู่ที่ทำกินกัน

ภัยพิบัติคงเป็นความเดือดร้อนจากภาวะโลกร้อน ประมาณนั้น

ถ้าพูดถึงปัญหาโลกร้อน ผมว่าเราก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี การประชุมผู้นำโลกร้อน ที่โคเปนเฮเก้น ปลายปีก่อน สรุปว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ตอนแรกนึกว่าจะช่วยกันหาวิธีรับมือวิกฤติ ที่ไหนได้ แค่เวทีต่อรองตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอนนี้ยังมึนกันอยู่เลย ใครจะลดก๊าซลงอีกเท่าไหร่ ตกลงกันไม่ได้ ต่างคนจะไม่ยอมลดให้มากขึ้นว่างั้นเถอะ

(นิยามใหม่ของผม)

มนุษย์ : สัตว์ชนิดหนึ่งที่เอาจริงเอาจังกับการปล่อยก๊าซ

สัตว์เดรัจฉาน กับ สัตว์ประเสริฐ : พวกแรกมีชีวิตอยู่ตามสมดุลของระบบนิเวศน์ ส่วนพวกหลังอยู่เพื่อทำลายระบบนิเวศน์กันทั้งชีวิต

:^)

เวลาเราทำอะไรไม่ได้ เกินจะเยียวยา เราอาจทำใจเป็นอุเบกขา คือวางใจเฉยๆกับมัน ใช้ชีวิตไปตามปกติ ปรับตัวไปตามสภาพ ไม่ต้องทุกข์ระทมหรือคิดมาก เพราะทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว กรรมที่พวกเราทำไว้ต่อโลก จะมากน้อยก็ถือว่าทำร่วมกันมา

ถ้าวิบากนี้คิดว่าสู้เต็มที่แล้วแต่มันเกินจะแก้ไข อย่างน้อยก็อย่าให้ใจเป็นทุกข์แล้วกันครับ

 

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 1:59 am ความเห็น (6)

เดาดวงเฮติ

มื้อสุดท้ายของวันนี้ ปลาซาบะย่างซีอิ๋ว ต้มยำปลาทู…

ส่วนมื้อก่อนนั้น ปลาดุกย่าง สะเดาน้ำปลาหวาน, มื้อโน้น ปลากะพงผัดขึ้นฉ่าย, อีกมื้อ ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิ ผักสด, ปลาโอย่าง แกงเห็ดผักรวม, ปลาช่อนแดดเดียว ผัดเผ็ดลูกชิ้นปลากราย, บางมื้อที่เร่งด่วน ปลาสลิดทอด 2 ตัว ข้าวเหนียว 1 ห่อ แอปเปิ้ล 1 ลูก

วันก่อนนั่งร้านอีสานกับน้องปลา กลิ่นหอมไก่ย่างโชยมาแต่ไกล แต่ผมกินได้แค่ ส้มตำ ซุปหน่อไม้ และ ปลาช่อนเผา

หมู ไก่ ไข่ อาหารทะเล คงไม่ได้เจอกันอีกพักใหญ่ล่ะครับ

ทั้งหมดเป็นผลพวงจากที่ตามใจปากตลอดปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ ดูท่าว่าไขมันไม่ยอมลงง่ายๆ สุดท้ายเลยต้องกลับไปเคร่งครัดกับการกินเหมือนเก่า

จะว่าลำบากก็ลำบากตรงที่ว่า ถ้าอยากกินเมนูปลาให้หลากหลายไม่จำเจ ก็ต้องขยันขับรถไปตลาด

จบเรื่องของผมเอาดื้อๆ (ตอนกินเพื่ออยู่ :^)

*******************

ทีนี้มาพูดเรื่อง แผ่นดินไหวที่เฮติ ตามคำเรียกร้องกันดีกว่า

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ผมไม่มีข้อมูลจะวิเคราะห์อะไรได้มากนัก แผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดในจังหวะที่ดาวเสาร์ย้ายราศี ถ้าดูตามหลักโหราศาสตร์ไทย (ประยุกต์) ต้องรู้ก่อนว่าประเทศเฮติอยู่ในราศีไหน หรือดาวอะไรเป็นดาวประจำประเทศ

ถ้างั้นขอผมเดาๆไปก่อนแล้วกัน ผมลองวางเฮติไว้ที่ ราศีพิจิก โซนเดียวกับประเทศในทวีปอเมริกา อย่าง สหรัฐ เม็กซิโก คิวบา หรือมหาสมุทรแอตแลนติก ก็ถูกวางไว้ในราศีพิจิก ถ้าตั้งจุดสังเกตไว้อย่างนี้ ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าไม่ใช่เฉพาะเฮติเท่านั้น แม้แต่สหรัฐเองก็เจอภัยพิบัติหนักบ้างเบาบ้างอยู่เนืองๆในช่วงหลังมานี้ หรือมหาสมุทรแอตแลนติก ก็อุบัติเฮอริเคนขึ้นมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ

จากนั้นลองหาดาวประจำประเทศบ้าง ท่าน อ.พลูหลวง กำหนดให้ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวประจำประเทศสหรัฐ ผมจะลองให้ดาวเสาร์เป็นดาวประจำประเทศเฮติดูนะครับ

ที่ใช้สองประเทศนี้เทียบกัน เพราะเมื่อทั้งคู่ต่างก็อยู่ราศีพิจิก ถ้างั้นอะไรคือข้อแตกต่าง?

สหรัฐ เป็นชาติร่ำรวยอันดับต้นๆของโลก ได้รับอิทธิพลจากดาวพฤหัสบดี

ดังนั้น เฮติ ซึ่งเป็นชาติที่ลำบากยากจนที่สุดในโลก สมควรได้รับอิทธิพลจากดาวเสาร์ หรือมองง่ายๆ ถ้ายึดเอาดาวเสาร์ที่ราศีมังกรเป็นหลัก ก็จะทำให้ดาวพฤหัสบดีที่ธาศีธนู หรืออีกนัยหนึ่งคือภพการเงินของราศีพิจิกกลายเป็นวินาสน์ของดาวเสาร์ทันที… เป็นอันว่าลงตัว

เอาล่ะ ตอนนี้เราได้ เฮติ อยู่ราศีพิจิก มีดาวเสาร์เป็นดาวประจำประเทศ (ไปพลางๆก่อน)

ก็จะเห็นว่าช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว ราศีพิจิกโดน ดาวเกตุ (มรณะ) ทับอยู่ ทำให้มีผู้คนล้มตาย อีกทั้งดาวอังคารจากราศีพิจิกก็กำลังเดินวิปริตถอยหลังอยู่ที่ราศีกรกฎ ส่วนราศีธนูซึ่งเป็นภพการเงินของพิจิกก็ถูกรุมอย่างหนัก โดนทับด้วยดาวพลูโต (อริ) ดาวศุกร์ (วินาสน์) ยังไม่นับดาวราหู (ปัตนิ) ดาวจันทร์ (ศุภะ) ดาวอาทิตย์ (กัมมะ) ที่ร่วมอยู่ในราศีนี้ด้วย (ผมใช้ระบบเกษตรเรือนเดียวตามหลักของ อ.พลูหลวง)

ทำให้มองได้ว่า เฮติ กำลังจะได้ “ทุกขลาภ” ต้องเสียหายยับเยินซะก่อน แล้วค่อยได้ลาภตามมา คือได้เงินช่วยเหลือจากนานาประเทศ บางประเทศที่เป็นเจ้าหนี้ อาจจำใจยกเลิกหนี้ให้ ผมเดาว่าสิ่งที่ได้รับหลังจากนั้นต้องมากโขทีเดียว ที่สำคัญคือเงินจะไปตกถึงท้องคนทุกข์ยาก คนหิวโหยได้ซักแค่ไหน…… (แต่เอาเถอะ ยังไงเราช่วยกันดีกว่าไม่ช่วยนะ)

และเมื่อมาพิจารณาที่ดาวเสาร์ ซึ่งลอยอยู่ราศีกันย์ ก็กำลังเล็งกับ ดาวมฤตยู ที่ราศีมีน (ห่างกันแค่ 6 องศา ตามปฏิทินของ อ.ทองเจือ อ่างแก้ว) ซึ่งดาวมฤตยูนี้แท้จริงคือดาวจากภพพันธุของราศีพิจิกนั่นเอง (พันธุหมายถึง บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย)

เสาร์ กับ มฤตยู เล็งกันทำให้เกิดภัยพิบัติใหญ่ ชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย

อย่างไรก็ตาม การดูด้วยวิธีนี้ยอมรับว่า ไม่อาจอธิบายได้ว่า ทำไมเหตุแผ่นดินไหวถึงต้องเกิดขึ้นในวันที่ 12 มกราคม หรือเช้ามืดวันที่ 13 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย เพียงแต่ดูได้ในกรอบกว้างๆเท่านั้นครับ

*******************

วันนี้แถมท้ายด้วยเรื่องบังเอิญเกี่ยวกับหลักเลขศาสตร์

ถ้าเราเอาชื่อประเทศ Republic of Haiti มาถอดค่าเป็นตัวเลขจะได้

R = 2, e = 5, p = 8, u = 6, b = 2, l = 3, i = 1, c = 3, o = 7, f = 8, H = 5, a = 1, i = 1, t = 4, i = 1

เอามาบวกกัน 2+5+8+6+2+3+1+3+7+8+5+1+1+4+1 = 57

เอา 57 ลบด้วย 22 ออกสองหน เพื่อหาไพ่ทาโรต์ประจำตัว จะได้เท่ากับ 13 หรือ ไพ่ Death

ถ้าลองทำยังงี้ดูบ้าง Republic of Haiti 2010

รวมกันจะได้ 57 + 2+0+1+0 = 60

เอา 60 ลบด้วย 22 ออกสองหนจะได้ 16 หรือไพ่ The Tower

เลขศาสตร์มักมีเรื่องบังเอิญแบบนี้เสมอ!

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 21, 2010 at 2:04 am ความเห็น (11)

ทาโรต์จรย้อนอดีต

การเดินทางของทาโรต์ ในสายที่ผมเรียนและยึดถืออยู่ อธิบายว่าการเกิดและดับของดวงจิตในแต่ละขณะ เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว ดวงจิตนั้นสามารถแบ่งส่วนย่อยออกได้ 22 สภาวะ จากว่างเปล่าคือ The Fool ผ่านประสบการณ์ต่างๆไปจนสิ้นสุดที่ The World แล้วเริ่มต้นใหม่ไปเรื่อยๆ อาศัยมูลเหตุนี้ผมเชื่อต่อไปว่า จากจุดเล็กๆอย่าง จิตดวงหนึ่ง เราอาจขยายออกเป็นวงรอบของสิ่งต่างๆ

อาจเป็นวงรอบชีวิตคนเราที่นับเป็นปีๆ อาจเป็นเดือน อาจเป็นวัน ชั่วโมง นาที วินาที ตามแต่จะตีกรอบวงรอบนั้นขึ้นมา เพราะแต่ละวงรอบนั้นแท้จริงเป็นเรื่องสมมุติทั้งสิ้น ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าจนลับขอบฟ้า ไม่ใช่เท่ากับ 12 ชั่วโมงพอดีเสมอไป ใครกำหนดเล่าว่าหนึ่งวินาทีจะต้องมีความยาวเท่ากับ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก…. จริงแล้วหนึ่งวินาทีในความรู้สึกของแต่ละคนยาวเท่ากันรึเปล่า หัวใจคนเราเต้นสม่ำเสมอหรือไม่ แต่ละคนเต้นเท่ากันหรือไม่ คนมีความรัก กับคนอ้างว้าง มีหนึ่งวันที่เท่ากันหรือไม่?

ฉะนั้นย้อนกลับมาต่อเรื่อง “ทาโรต์จร” จากตอนที่แล้ว เราอาจสมมุติให้ชีวิตคนเดินทางไปตามสภาวะทาโรต์เป็นปีๆ ตามช่วงอายุ ในเมื่อหนึ่งปีมีความกว้างพอสมควร การแปลสภาวะก็จะแปลแบบภาพรวม หรือจับประเด็นสำคัญในขวบปีนั้น สัมพันธ์กับปีก่อนหน้า และปีถัดไป นั่นคือ “ปีที่แล้ว ปีนี้ และปีหน้า” มีความต่อเนื่องกัน ควรนำมาผูกโยงแล้วตีความเพื่อแนะนำว่าเดินมาดีมั้ย และกำลังจะไปได้ดีมั้ย

อย่างไรก็ตาม หากมีบางเรื่องที่อยู่ในความสนใจมากเกินกว่าจะทิ้งช่วงเป็นปีๆ เราอาจตีวงรอบให้แคบลงจากปีเป็นเดือน เช่น ดวงนายกอภิสิทธิ์ ท่านรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 ตกไพ่ Strength และเนื่องจากสถานการณ์การเมืองมีความเข้มข้นมาก เราจึงใช้วงรอบเป็นเดือน (ประมาณ 30 วัน) คือเริ่มนับหนึ่งที่ Strength (17 ธันวาคม 2551 – 16 มกราคม 2552) นับสองที่ The Hermit (17 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์ 2552) และนับต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆเพื่อดูสภาวะของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในแต่ละรอบเดือน

จะเห็นว่ารอบ 17 มีนาคม – 16 เมษายน 2552 เป็นไพ่ Justice รัฐบาลกำลังจะจัดประชุมอาเซียนที่พัทยา ปรากฏว่าถูกกลุ่มเสื้อแดงรวมพลบุกคว่ำการประชุมได้สำเร็จในวันที่ 11 เมษายน ไพ่ Justice นั้นหมายถึงการเรียกร้องความเป็นธรรมของกลุ่มเสื้อแดงก็ได้ เพราะอารมณ์นั้นเสื้อแดงอ้างว่าทีเสื้อเหลืองยังปิดสนามบินได้ พวกเขาก็ปิดโรงแรมได้ และทำให้นายกอภิสิทธิ์ประกาศภาวะฉุกเฉิน บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

รอบถัดจากนั้น 17 เมษายน – 16 พฤษภาคม เป็นไพ่ Hanged Man ในภาพรวมก็จะเห็นว่าสภาพของรัฐบาลไม่ต่างกับคนถูกแขวน คือบริหารประเทศไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีการจำกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง และเป็นช่วงที่ 3 แกนนำเสื้อแดง วีระ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ ถูกจับกุมตัว (ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว วันที่ 24 เมษายน)

และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถ้าดูวงรอบช่วงอายุ 44 ปีของคุณอภิสิทธิ์ ก็อยู่ในกรอบ Hanged Man เหมือนกัน (สามารถเอาไพ่อายุจร มาพิจารณาร่วมกับดวงนายกเดือนจรได้) คืออายุ 44 ปีย่าง เป็นขวบปีที่ท่านรู้สึกอึดอัดอย่างมาก จะทำอะไรก็ยากลำบาก และที่เขาบอกว่าเหมือนเป็นแค่หุ่นเชิดก็ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า ลองดูจากสภาวะแฮงก์แมนกันเอาเองครับ

อันนี้ต้องเน้นย้ำด้วยว่าการดูไพ่จรนั้น ไม่เหมาะใช้ทำนายอนาคตว่าจะต้องไปเจอเรื่องดีหรือร้ายตามหน้าไพ่ แต่เหมาะให้คำแนะนำว่าควรจะเดินหน้าไปอย่างไร โดยเทียบเหตุการณ์ที่ผ่านมากับไพ่อดีต เทียบเหตุการณ์ปัจจุบันกับไพ่ปัจจุบัน ดูความต่อเนื่องกันเพื่อชี้แนวทางว่าควรจะเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่

ไหนๆยกตัวอย่างดวงนายกอภิสิทธิ์แล้ว ลองมาดูดวงของท่านอื่นบ้างนะครับ ผมคัดเฉพาะจังหวะที่สำคัญๆ เพื่อให้เห็นว่าการตีกรอบวงรอบของทาโรต์นั้นใช้ได้ผลไม่ใช่เล่น

นายกทักษิณ ชินวัตร เกิด 26 กรกฎาคม 2492 ได้ไพ่ The Tower เป็นดวงขึ้นแรงลงแรง ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกตอนอายุ 51 ปีย่าง ตกไพ่ The Fool หมายถึงได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง รู้สึกโล่งสบายหลุดพ้นจากอะไรๆหลายอย่าง

ท่านรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ตกไพ่ Temperance หมายถึงนายกคนนี้มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ตอนนั้นประชาชนใฝ่ฝันมานานที่จะได้ผู้นำยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

อยู่มาครบ 4 ปีทุกอย่างสวยหรูรากฐานมั่นคงมาก อายุ 55 ปีย่าง ตกไพ่ The Emperor จาก 4 ปีก่อนที่เป็น The Fool กลายมาเป็น The Emperor ความหลงใหลในอำนาจของท่านก่อตัวแน่นหนา กลายเป็นคนเด็ดขาด พยายามควบคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ท่านได้รับเลือกเป็นนายกต่ออีกสมัยแบบทิ้งห่างคู่แข่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 ตกไพ่ The Hermit ซึ่งน่าแปลก เหมือนจะไปถึงจุดหมายแต่ไม่ถึง มันยังไงกันนะรัฐบาลชุดนี้

กระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2549 นายกทักษิณก็ถูกรัฐประหาร นับตามวงรอบเดือนของการเป็นนายกสมัยที่ 2 ตกไพ่ The Emperor อาจหมายถึงถูกอำนาจที่เหนือกว่าเข้ามาจัดการ จริงแล้วช่วงอายุของท่าน ณ ขณะนั้นอายุ 57 ปีย่าง ตกไพ่ The Loves ถ้าหากดำเนินชีวิตในแบบผสมกลมกลืน ใช้ความรักและความสมานฉันท์นำหน้า ไม่ใช่บังคับให้เลือกข้างท่าเดียว ลดๆความดื้อรั้นและความเด็ดขาดลงบ้างก็จะถือว่าได้ดำเนินไปตามจังหวะที่ถูกต้อง แต่เมื่อยังไงท่านก็ยืนยันจะเป็น The Tower ตามธรรมชาติเดิมของตัวเอง คือทิฐิสูงยอมหักไม่ยอมงอ ผลสุดท้ายก็กลายเป็นตึกพังจริงๆ  

ดังจะเห็นว่าจากตัวอย่างที่ยกมานี้ ไพ่ดีหรือร้ายไม่ใช่จะใช้ทำนายได้เสมอไป สิ่งสำคัญคือใช้วิเคราะห์ว่าผู้นั้นเดินไปตามสภาวะดีแล้วหรือไม่ หรือควรจะแนะนำให้เดินยังไง โดยจับเข้ากับสถานการณ์นั้นๆ

ทีนี้มาดูดวงนายกสมัคร สุนทรเวช เกิด 13 มิถุนายน 2478 ตกไพ่ The Lovers จัดเป็นนักการเมืองที่มีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนไม่น้อยทีเดียว (แต่บั้นปลายไหงเสน่ห์หายไปไหนหมด) เมื่ออายุ 72 ปีย่าง ตกไพ่ Justice ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรี วันขึ้นดำรงตำแหน่งคือ 29 มกราคม 2551 ตกไพ่ The Hermit (เอาอีกแล้ว แววจะอยู่ไม่ครบเทอม) จนกระทั่งอายุ 73 ปีย่าง ตกไพ่ Hanged Man ท่านถูกศาลตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง คือวันที่ 9 กันยายน 2551 ซึ่งถ้านับวงรอบเดือนของการเป็นนายกจะตกไพ่ The Tower

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ท่านสมัครถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งตับ ขณะมีอายุ 74 ปีย่าง ตกไพ่ Death พอดี

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 15, 2010 at 2:55 am ความเห็น (10)

ดวงการเมืองรับปีใหม่

สวัสดีปีใหม่ครับ…

เริ่มต้นปีช้าไปรึเปล่า ^^

จะว่าไปก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดีเหมือนกัน

อืมม… ช่วงนี้ท้องอืดมาก กินเยอะมาก ตั้งแต่ปลายปีต่อเนื่องมาเลย และมีทีท่าว่าจะไม่หยุดง่ายๆซะด้วย นี่แอบรู้สึกนะว่าตัวเองกำลังกินชดใช้กรรมอยู่รึเปล่า หาช่วงพักรีดไขมันไม่ได้เลยน่ะ วัยอย่างเรามันควรจะกินให้น้อยๆ แต่ไหงอายุยิ่งมาก ของกินมันก็ยิ่งเยอะขึ้น เยอะขึ้น… เฮ้อ! อืด

*******************

เปลี่ยนมาเรื่องดวงปี 2553 บ้าง

ดวงของผมเองเอาไว้ก่อนแล้วกันนิ คงไม่มีใครอยากรู้เท่าไหร่ ที่พูดกันมากช่วงนี้และคงมีคนอยากให้พูดด้วยคือ… ดวงการเมือง

อันนี้ถ้าจะเอาโหราศาสตร์ไทยมาวิเคราะห์ก็คงจะเหมือนๆกับที่อาจารย์บางท่านทำนายไว้แล้ว ถึงเทคนิคจะต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่หลักๆแล้วผมก็ดูประมาณนั้นแหละ เพราะปฏิทินโหรก็อันเดียวกัน หลักเกณฑ์ใหญ่ๆก็เหมือนกัน   

ถ้างั้นขอใช้ไพ่ทาโรต์ก็แล้วกัน คือจับจังหวะการเดินทางของทาโรต์มาวิเคราะห์ ถ้ายืมภาษาโหรมาแปลงๆก็ประมาณว่า ทายแบบ “ทาโรต์จร”

แต่สไตล์ของผมชอบแนะนำมากกว่าทำนาย ชอบชี้ให้ว่าช่วงนั้นๆควรคิดยังไง ทำยังไง ถึงจะดี

เริ่มที่ดวงนายกอภิสิทธิ์ อันนี้สอดคล้องกับแง่มุมของดวงดาวตรงที่ว่าปีนี้ไม่สู้จะดี เจียนอยู่เจียนไป หรืออาจจะไปเลยในปีนี้ก็ได้ (บางคนเค้าว่ายังงั้น)

ในแง่ของทาโรต์นั้น คุณอภิสิทธิ์ เป็นไพ่ Death คือดวงแรง “เด็ดขาด” แต่เป็นเดธที่บวกเข้ากับ “ความรับผิดชอบ” “สำนึกในความเป็นผู้นำ” “แบกรับภาระอันหนัก” อันนี้คือตัวตนของคุณอภิสิทธิ์ (น่าทึ่งตรงที่ว่าคุณอภิสิทธิ์ไปเกิดที่เมืองนอก ซึ่งสอดคล้องกับไพ่เดธ)

ส่วนดวงคุณอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี คือไพ่ Strength หมายถึงขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในสภาวะที่บ้านเมืองกำลังขมึงทึง ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องใช้พลังควบคุมอยู่ตลอดเวลา ต้องกล่อมเสือสิงห์กระทิงแรดให้อยู่ ตรงนี้มันขัดกับธรรมชาติเดิมของ Death ที่มักจะเด็ดขาด พอเด็ดขาดแล้วบางเรื่องเกิดผลดี แต่บางเรื่องก็เกิดผลเสียต่อสถานะของนายก

ตอนนี้คุณอภิสิทธิ์ อายุ 45 ปีเต็ม ย่าง 46 เผอิญไปตกไพ่ Death พอดีน่ะสิ ทำให้มองได้ว่าความเด็ดขาดของนายกอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเดือนที่น่าจะมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองมากหน่อยคือ กุมภาพันธ์-มีนาคม, มิถุนายน-กรกฎาคม และ ตุลาคม-พฤศจิกายน 2553

คำแนะนำของผมคือ การที่นายกอภิสิทธิ์จะตัดสินใจเด็ดขาดอันใดนั้น หากว่าได้คำนึงถึง “สำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมืองดีแล้ว” ก็ขอให้ทำไปเลยครับ เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่เหมาะกับดวงตัวเอง ที่สำคัญคือ คนไพ่ Death นั้นผมไม่แนะนำให้ยึดติดกับตำแหน่ง…

ทีนี้เมื่อพูดถึงนายกอภิสิทธิ์แล้ว จะไม่พูดถึง นายกทักษิณ ก็ดูกระไรอยู่

สำหรับอายุ 60 ปีของคุณทักษิณ เป็นไพ่ The Hermit ที่เต็มไปด้วยความเหงาและอ้างว้าง จิตใจมันโหวงๆ ไม่อิ่มอกอิ่มใจ อยากจะไปให้ถึงจุดหมายแต่ทำไม่สำเร็จ ขณะเดียวกันยังมีการกระทำที่ลึกลับซับซ้อน คาดเดาลำบากบวกเข้าไปด้วยอีก อาจทำให้ท่านจมอยู่กับอารมณ์อึมครึมไม่เบิกบานมากยิ่งขึ้น

ความจริงผมต้องแนะนำท่านว่า ควรทำใจให้สงบ สมบัติยศถาเป็นของนอกกาย อะไรที่ต้องปล่อยวางก็ควรปล่อยวาง ท่านต้องนั่งสมาธิ ทำบุญเยอะๆ โดยเฉพาะทำบุญที่ใจ ทำใจให้ใส สว่าง มีแต่ความหวังดี ไม่คิดร้ายต่อใคร และควรสวมบทกุนซือชี้ทางออกให้ประเทศชาติด้วยน้ำใสใจจริงตามแบบฉบับของ เดอะ เฮอร์มิทด้วย

ที่แนะนำยังงี้เพราะว่าเมื่อรอไปถึงอายุ 61 ปี ชีวิตท่านจะสามารถพลิกกลับไปสู่ด้านที่ดีได้ เพราะดวงเดิมของท่านแม้จะมีมุมหัก ขึ้นแรงลงแรง แต่เมื่อดวงตกแล้วจะไม่ไร้คนเห็นใจสงสาร จะมีกลุ่มคนคอยสนับสนุนตลอด แต่ก็นั่นแหละครับ คำแนะนำของผมอาจไม่ทันการณ์ ถ้าท่านไม่ทำบุญให้มากพอ กลับกันหากยิ่งทำอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน หรือให้ร้ายคนอื่นมากๆ พอถึงวันเกิดอายุครบ 61 ปีเต็ม ไพ่จรไปตก Wheel of Fortune มันมองได้สองแบบ คือจะมองว่าโชคมาหาก็ได้ หรือจะมองเป็น “กฎแห่งกรรม” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการกระทำก่อนหน้านั้นครับ

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 6, 2010 at 4:26 am ความเห็น (32)

คืนวันแห่งความสุข

นึกถึงตอนสึนามิถล่มอันดามัน คืนคริสต์มาสต่อเนื่องถึงเช้าตรู่วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ผมสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ในคลับคาราโอเกะใต้ถุนโรงแรมแห่งหนึ่งที่หัวหิน ก่อนนอนเพื่อนร่วมอาชีพได้รับข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหวที่ภูเก็ต ต่อมาก็บอกว่าน้ำท่วมหนักมาก คนตายเยอะมาก (ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่าสึนามิกันเลย) เราได้ฟังก็ตกอกตกใจกันพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ตามข่าวต่อ หลับนอนกันไปด้วยความเมามายและอ่อนเพลีย ตื่นขึ้นมาอีกทีถึงได้มีอารมณ์ร่วมกับความสูญเสียครั้งใหญ่ผ่านจอทีวี

เหมือนเพียงชั่วข้ามคืน ไม่ทันไร คนไทยได้จัดงานรำลึกเหตุการณ์สึนามิครบรอบ 1 ปี… วันเวลามันผ่านไปเร็วมากนะครับ และถึงวันนี้ก็ 5 ปีเต็มแล้ว

ปีใหม่ 2552 เพราะน้องปลากลับไปบ้านที่ระนอง ผมจึงตัดสินใจอยู่เวรทำงานที่ออฟฟิศ วันนั้นเสร็จงานหัวค่ำก็รีบบึ่งรถจากออฟฟิศไปภูชมจันทร์ อำเภอปากช่อง เพื่อนๆรอผมอยู่ที่นั่น พอไปถึงก็ได้เวลาเมาพอดี มีหลายครอบครัวเดินทางมาร่วมโต๊ะจีนฉลองปีใหม่กัน ต่างคนต่างมา ไม่ได้รู้จักอะไรกัน ถึงเวลาเที่ยงคืนเขามีโคมลอยเตรียมไว้ให้แต่ละบ้านได้จุดตอนเคาท์ดาวน์ เพื่อนๆของผมดำเนินพิธีการอยู่บนเวที ส่วนผมไปตัวคนเดียวโดดๆ ก็เลยยืนมองอยู่วงนอก เผอิญว่าหญิงสาวสองคนกำลังช่วยกันจุดโคมเหลือบเห็นผมยืนอยู่เหงาๆ ก็เลยตะโกนเรียก “ปล่อยโคมด้วยกันมั้ยคะ”… เป็นอันว่าปีนั้นได้เคาท์ดาวน์กับสาวที่ไหนก็ไม่รู้ น่ารักดี

งานเลิกผมกับเพื่อนตั้งวงกันต่อสักพัก เมื่อทนความเมาและความหนาวไม่ไหวแล้วก็แยกย้ายนอน ตื่นขึ้นมาสายๆ ได้เวลาผมต้องขับรถกลับออฟฟิศทำงานต่อ (อะไรจะขนาดนั้น) ระหว่างแวะซื้อกาแฟสดแถวมวกเหล็กเพื่อช่วยให้ตาสว่าง ผมโทรแฮปปี้นิวเยียร์กับแอนนา บอกเธอว่าเมื่อคืนไปเคาท์ดาวน์ที่ปากช่อง เธอก็แซวๆ นึกว่าไปเที่ยวซานติก้า… ผมยังไม่เก็ทว่าเธอหมายถึงอะไร ขับรถฟังวิทยุไปเรื่อยๆถึงได้ข่าวไฟไหม้ซานติก้าผับ

จังหวะที่ผมและสองสาวปล่อยโคมลอยขึ้นฟ้า เป็นช่วงเดียวกับที่เพลิงโหมไหม้ผับดังในกรุงเทพ

เผลอแป๊บเดียวก็จะครบปีแล้วนะครับ วันเวลามันช่างรวดเร็วเหลือเกิน

คุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างครับ กับหนึ่งปีที่ผ่านมา หลายคนบาดเจ็บสะบักสะบอม หลายคนเจอกับปีที่จืดชืด เรียบเรื่อย และอีกหลายคนเจอปีที่มีความสุข ใครเป็นผู้โชคดีของปี 2552 บ้างครับ สำหรับผมไม่มีใครโชคดีหรือโชคร้าย มีแต่ว่าคุณได้ทำอะไร และได้เจออะไรในปีนี้ ไม่ว่าสิ่งที่คุณทำ กับสิ่งที่คุณเจอ มันจะสอดคล้องกันหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งก็ล้วนเป็นประสบการณ์ที่มีค่า อะไรที่มันเจ็บๆคันๆ เครียดๆเซ็งๆ ก็รับรู้ไว้เถิดว่า เผลอแป๊บเดียวมันก็จะผ่านไปอีกปี และอีกปี แม้แต่ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ไม่นานนักก็กลายเป็นอดีตที่เราต้องพยายามบิวท์อารมณ์เพื่อรำลึกถึงมัน

หลายปีมานี้ผมเรียนรู้ว่า ความสุขไม่ได้เกิดเฉพาะตอนที่เราสมหวัง ความสุขไม่จำเป็นต้องเกิดท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ขอเพียงใจเรามีพลังมากพอ ความสุขย่อมเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา

ว่าแต่ปีใหม่นี้เตรียมไปเคาท์ดาวน์ที่ไหนกันครับ :-)

 

เผยแพร่ใน:  on ธันวาคม 23, 2009 at 1:14 am ความเห็น (13)