สวัสดีทุกคนครับ ทักทายแบบเหมารวมเลยนะ ^^
วันเสาร์ขับรถวนเวียนไปวัดต่างๆแถวปทุม เป็นปกติน่ะครับ พอว่างเมื่อไหร่ ไม่มีใครนัดไปไหน ผมก็จะไปทำบุญคนเดียว
เพลิดเพลินอยู่จนถึงเย็น ก็จะต้องไปรับน้องปลา พอดีมีเวลาเหลือ 30 นาที เลยหาที่ร่ม สงบๆ จอดรถรอ อารมณ์ที่ค้างมาจากวัด ทำให้นึกอยากสวดมนต์และนั่งสมาธิต่อในรถ จนได้เรื่องเล็กๆ (แต่น่าสนใจ) มาเล่าให้ฟัง…
ขณะที่ผมนั่งสมาธิ ด้านซ้ายของรถมีหมาตัวหนึ่งหมอบอยู่ สักประเดี๋ยวก็มีหมาอีกตัวมาเบ่งไล่ที่ มันขู่และเห่ากันเสียงดังอยู่ข้างรถผม
รบกวนสมาธิจนรู้สึกว่าจะนั่งต่อไปไม่ได้แล้ว ผมเลยส่งเสียงลอดกระจก ไล่หมา “ไป๊ ๆ จะมาเห่าทำไมล่ะ ไอ้หมา…”
ไม่เป็นผล หมามันชะงักนิดเดียวแล้วเห่าต่อ
คราวนี้ผมบีบแตรไล่เลย ปี๊น ๆ…
แต่ก็ไม่สำเร็จอีก มันยัง โฮ่ง โฮ่ง ๆ
เห็นท่าไม่ได้เรื่อง ผมถอดใจ เลิกสนใจดีกว่า หลับตาทำสมาธิต่อ แต่เปลี่ยนจากสมถะมาเป็นวิปัสสนา กำหนดรู้เสียงหมาเห่า ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ…
ใจสงบอยู่พักหนึ่ง อารมณ์บางอย่างแว่บขึ้นมา รู้สึกสงสารหมาสองตัวนั้น ความโกรธนั่นมาจากไหน ทำไมต้องเห่าใส่กัน จู่ๆผมสวดแผ่เมตตาออกมาซะงั้น
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อเวรา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ฯลฯ……
เสียงสวดก็ไม่ดังเท่าตอนไล่หมา แต่แปลก ยังไม่ทันจบบท หมามันหยุดเห่าเฉยเลย!
ผมได้ใจ แผ่เมตตาต่อไปอีกหลายรอบ แล้วนั่งสมาธิต่อ
ได้พักหนึ่ง หมามันเห่ากันอีกแล้ว โฮ่ง โฮ่ง ๆ… ทำให้ผมต้องแผ่เมตตาซ้ำอีก
เห็นผลครับ ไม่ใช่บังเอิญแล้วล่ะ สวดไม่ทันจะจบรอบแรก หมาหยุดเห่า หนนี้มันสงบศึกกันจริงๆ เลิกเห่ากันไปเลย……
ฟังเรื่องนี้ก็อย่าเอาหมาไปเปรียบกับอะไรล่ะครับ ผมจะบอกว่า การแผ่เมตตานี่ช่วยได้จริง ขออย่าได้ท้อ แผ่กันต่อไปเรื่อยๆครับ ที่สำคัญต้องมีสมาธิกับมัน ช่วยกันกระจายความสุขออกไปนะครับ
คุณ varinya ถามว่า เราควรจะเตรียมตัวเตรียมใจยังไงดีกับเรื่องภัยพิบัติของโลก ผมอ่านแล้วก็ทิ้งช่วงไว้หลายวันไม่ได้ตอบทันที…
ที่ไม่ตอบทันทีก็เพราะอยากทิ้งคำถามไว้ในใจสักหน่อย รอให้จิตว่าง ใจสงบ มีเวลาก็หยิบมาใคร่ครวญเสียทีหนึ่ง ทำอยู่เป็นพักๆ เผื่อว่า “คำตอบดีๆ” จะผุดขึ้นมาบ้าง
อยากได้คำตอบใหม่ๆน่ะครับ คำตอบที่พวกเราเอาไปใช้ได้ เอาไปช่วยกันทำแล้วเกิดผล
แต่นี่ก็หลายวันแล้ว ยังคิดไม่ออก สงสัยจะเกินปัญญา
ถ้างั้นผมตอบด้วยสิ่งที่พวกเรารู้อยู่แล้วไปก่อนแล้วกัน
เรื่องภัยพิบัติของโลกนี่ ต้องคิดดูก่อนว่ามันจะเกิดอะไร ใช่โลกถล่มแล้วทุกคนตายหมดรึเปล่า ถ้าใช่ ก็คงไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะเราเกิดมาก็ล้วนถูกกาหัวเอาไว้แล้วว่าต้องตายกันทุกคน ซึ่งความจริงในข้อนี้ก็ไม่เห็นใครจะทุกข์ร้อนหรือเอามาคิดมาก ต่างก็ใช้ชีวิตกันเป็นปกติ นี่แสดงว่าความตายย่อมเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง ดังนั้นคงไม่ต้องเตรียมอะไรมากครับ เตรียมตัวตายกันไปตามครรลองได้เลย ใครเชื่อแบบไหน นับถือศาสนาอะไร ก็ว่าไปตามนั้น สิ่งสำคัญขอให้ทำใจสบายๆก็แล้วกันนะ
ทีนี้ถ้าภัยพิบัติไม่ใช่ฟ้าถล่มดินทลาย แต่เป็นอะไรที่ค่อยๆคืบคลานมาหาเราช้าๆล่ะ ดูจะน่ากังวลกว่าใช่มั้ย เป็นต้นว่า สภาพอากาศมันผิดเพี้ยนไปหมด โลกไม่มีฤดูกาลอีกแล้ว ฝนอยากจะตกก็ตก ไม่อยากก็ไม่ตก หรือตกมาทีน้ำท่วมพายุเข้า ยังงี้อาหารสำหรับประชากรโลกคงขาดแคลนขึ้นเรื่อยๆ ทะเลก็หนุนสูงจนต้องแย่งที่อยู่ที่ทำกินกัน
ภัยพิบัติคงเป็นความเดือดร้อนจากภาวะโลกร้อน ประมาณนั้น
ถ้าพูดถึงปัญหาโลกร้อน ผมว่าเราก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี การประชุมผู้นำโลกร้อน ที่โคเปนเฮเก้น ปลายปีก่อน สรุปว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ตอนแรกนึกว่าจะช่วยกันหาวิธีรับมือวิกฤติ ที่ไหนได้ แค่เวทีต่อรองตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอนนี้ยังมึนกันอยู่เลย ใครจะลดก๊าซลงอีกเท่าไหร่ ตกลงกันไม่ได้ ต่างคนจะไม่ยอมลดให้มากขึ้นว่างั้นเถอะ
(นิยามใหม่ของผม)
มนุษย์ : สัตว์ชนิดหนึ่งที่เอาจริงเอาจังกับการปล่อยก๊าซ
สัตว์เดรัจฉาน กับ สัตว์ประเสริฐ : พวกแรกมีชีวิตอยู่ตามสมดุลของระบบนิเวศน์ ส่วนพวกหลังอยู่เพื่อทำลายระบบนิเวศน์กันทั้งชีวิต
:^)
เวลาเราทำอะไรไม่ได้ เกินจะเยียวยา เราอาจทำใจเป็นอุเบกขา คือวางใจเฉยๆกับมัน ใช้ชีวิตไปตามปกติ ปรับตัวไปตามสภาพ ไม่ต้องทุกข์ระทมหรือคิดมาก เพราะทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว กรรมที่พวกเราทำไว้ต่อโลก จะมากน้อยก็ถือว่าทำร่วมกันมา
ถ้าวิบากนี้คิดว่าสู้เต็มที่แล้วแต่มันเกินจะแก้ไข อย่างน้อยก็อย่าให้ใจเป็นทุกข์แล้วกันครับ
