ทดสอบญาณวิถี

ไม่ค่อยสะดวกอัพบล็อกทำให้เว้นไปนานหน่อย เลยเกิดความคิดขึ้นว่า ถ้ามีประเด็นอะไรจะเขียน ก็ลงมือเขียนแบบรวบรัดไปเลยดีกว่าไม่ต้องพิถีพิถันมาก อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน อันนี้สอดคล้องกับช่วงนี้ที่ ดาวอังคาร ย้ายเข้า ราศีกรกฎ ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และจะอยู่ที่กรกฎไปนานถึง 8 เดือน ถือว่าผิดปกติอย่างมาก แต่ทำไงได้ ยังไงดาวอังคารก็จะเดินวนเวียนอยู่ในบ้านกรกฎอีกหลายเดือน ตามคติของผม อะไรใช้สอยให้เป็นประโยชน์ได้ก็ควรจะใช้มัน ใครจะยืมไปใช้ก็ได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็น ดาวเสาร์ ดาวราหู หรือดาวอังคาร หากดวงไหนย้ายเข้ามาหาคุณก็ให้เอามันมาใช้ประโยชน์ หาแง่ดีของมันให้เจอ อย่ามัวแต่กลัวผลเสียของมัน จะกลัวไปทำไมก็ไม่รู้เนอะ ดาวก็โคจรไปๆมาๆอยู่ในชีวิตเรานี่แหละ ไม่หลุดวงโคจรไปไหนหรอก

ดาวอังคารท่านว่าให้ทายความกล้า ความขยัน ดังนั้นช่วงนี้ผมเลยทำตัวแอคทีฟ ใครใช้งานไหว้วานอะไรจะไม่บ่นไม่หงุดหงิด โดดเข้าไปทำมันให้สำเร็จเสร็จสิ้นเลย เพราะถือว่าหากได้อยู่ว่างๆคงจะผิดวิสัยพระอังคารเป็นแน่แท้ ร่างกายสังขารก็เหมือนกัน ช่วงนี้จะไม่อยู่นิ่งๆเฉยๆ เพราะผิดธรรมชาติอังคารท่าน ต้องพยายามหาเรื่องเหน็ดเหนื่อย ออกกำลังกาย เดินเหินไกลๆ หอบหิ้วของหนักให้เลือดลมสูบฉีดถึงจะเหมาะ หากมัวทำตัวเซื่องซึมไม่ยอมเหนื่อยจะพาลให้เจ็บป่วยง่าย

เข้าเรื่องวันนี้ดีกว่า หยอดค้างไว้ว่าจะพูดถึงไพ่ที่หยิบไว้ตอนไปเที่ยวจังหวัดน่าน เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ…

ก่อนไปเที่ยวน่านผมได้หยิบไพ่ 3 ใบถามถึงการเดินทางไปว่าเป็นอย่างไร เมื่อหยิบแล้วก็ยังไม่หงายไพ่ดู แต่เก็บมันเอาไว้ก่อน ตั้งใจว่ากลับจากเที่ยวแล้วจะเปิดดูว่าเราหยิบได้ไพ่อะไรบ้าง วิธีนี้เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ขอแนะนำให้ผู้ศึกษาทาโรต์ลองปฏิบัติกันดู

มันใช้ตรวจสอบความแม่นยำของหน้าไพ่ได้ดีทีเดียวล่ะ

ลองนึกดูว่าถ้าก่อนเดินทาง ผมได้เห็นหน้าไพ่ 3 ใบซะแล้ว ระหว่างเดินทางผมก็อาจดำเนินชีวิต หรือมีความรู้สึกนึกคิดไปตามหน้าไพ่ที่เห็น เช่นถ้าเห็นไพ่ร้าย ผมอาจจะหมดสนุกตั้งแต่แรก หรือหวาดกลัวต่างๆนาๆจนไม่ยอมแวะไปเที่ยวไหน ไม่อยากเสี่ยงภัยอันตราย พูดง่ายๆคือถูกหน้าไพ่กำหนดชีวิตโดยไม่รู้ตัว ซึ่งยังงี้ก็ไม่อาจจะนับได้ว่าเราหยิบไพ่แม่น

แต่หลังจากประสบเรื่องราวต่างๆ และกลับมาหงายไพ่ที่ได้หยิบไว้ล่วงหน้า สิ่งที่เห็นจะทำให้เราทึ่งและเชื่อมั่นในความแม่นยำของไพ่ ยิ่งถ้ารีดเดอร์คนไหนกำลังขาดความมั่นใจ รู้สึกว่าไพ่ชักจะทายอนาคตไม่ได้ซะแล้ว มีแต่อ่านจิตใจ อ่านแต่อดีตและปัจจุบัน ก็ขอให้ลองนำเทคนิคนี้ไปฝึกฝนบ่อยๆจะช่วยได้มากครับ ขอให้ดูตัวอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติม

threecards

ผมใช้ไพ่ชุด Lo scarabeo Tarot หยิบได้ 1.Seven of Cups 2.The Hermit 3.Four of Cups

ระหว่างเที่ยวนั้นยังไม่ได้เห็นหน้าไพ่ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกขัดเคืองอารมณ์ เพราะการไปกับพ่อ และน้องปลา มันจะกินจะอยู่ตามใจเราไม่ได้ ต้องแคร์ความต้องการของพ่อด้วย แผนการที่กำหนดไว้ในใจหลายอย่างต้องเปลี่ยนแปลงกระทันหัน แต่ก็ได้เกิดสิ่งใหม่ๆที่ไม่คาดคิดมาทดแทนเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ในจังหวะขัดแย้งอยู่ในใจนั้น ผมลองคิดเล่นๆว่า “เอ…เราหยิบได้ไพ่อะไรบ้างนะ” ผมคิดถึงไพ่ “2 ดาบ” เพราะรู้สึกว่าบางอารมณ์มันขัดแย้งกับพ่อ น่าจะสื่อด้วยไพ่ 2 ดาบ

แต่เมื่อกลับมาบ้านและได้เห็นหน้าไพ่ 3 ใบข้างต้น ผมสว่างขึ้นมาทันที….

ไพ่ทั้งสามตรงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือช่วงแรกๆอารมณ์ของผมสับสนพอสมควรว่าจะดำเนินทริปนี้ไปในรูปแบบไหน เพราะมีพ่อไปด้วยอย่างกระทันหัน เป็นไปตามไพ่ Seven of Cups ประการต่อมา แม้มีช่วงสับสนและว้าวุ่นใจ แต่ก็ยังมีช่วงสงบจิตใจตามไพ่ The Hermit ผมได้พบโบราณสถานเก่าแก่หลายแห่ง ได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้จิตใจสงบเย็น และประการสุดท้าย มีอยู่คืนหนึ่ง เนื่องจากพ่อและน้องปลาไม่ดื่ม ผมจึงนั่งดื่มเบียร์คนเดียวและคิดถึงเพื่อนที่ไม่ได้มาด้วยในบรรยากาศดีเยี่ยงนี้ ถ้าเพื่อนมาด้วยก็คงวิเศษไปเลย ตามไพ่ Four of Cups เป๊ะเลยครับ

ผมประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วสรุปกับตัวเองว่า ทริปนี้แม้ไม่ถูกใจสุดๆ แต่มีเรื่องน่าพอใจไม่น้อยเลยนะ เสียดายตอนกำลังเที่ยวเราน่าจะตัดเรื่องกวนใจทิ้งไปซะให้หมดแล้วเที่ยวให้สนุกกับพ่อและน้องปลา ความรู้สึกมันคงจะสุดยอดกว่านี้ ซึ่งก็ตรงกับไพ่ทั้งสามรวมเข้าด้วยกัน ถ้าคุณเข้าใจไพ่ดีก็จะรู้ความหมายที่ผมพูด

ทีนี้ย้อนไปดูไพ่ 2 ดาบ ที่ผมใช้ความคิดวิเคราะห์เอาเอง ผมรู้สึกขัดแย้งก็เลยคิดถึงไพ่ 2 ดาบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทาโรต์จะมองประเด็นนี้ว่าสำคัญ ตอนที่ผมถามไพ่ถึงการเดินทาง ไพ่ได้สรุปเรื่องราวเอาไว้อย่างเข้าใจเหตุการณ์ มันลึกซึ้งกว่าที่เราจะใช้สมองวิเคราะห์จากตรงนั้นตรงนี้ คุณเข้าใจรึยังครับ ไพ่ 3 ใบมาจากญาณหยั่งรู้ของเรา มันมองเห็นอนาคตแบบองค์รวม และอ่านเหตุการณ์ได้อย่างลึกซึ้ง ต่างจากการใช้มันสมอง ต่างจากการหยิบเอาปัจจัยต่างๆมาประมวล หรือใช้เหตุและผลคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไร ผลลัพธ์มันต่างกันมากทีเดียว…

ฝากไว้ให้คิดนะครับ

 

เผยแพร่ใน: on พฤศจิกายน 9, 2009 at 3:11 am ความเห็น (7)

ดิ เอ็มเพอเรอร์ และวันพ่อลูก

 

ตามที่คุณ Varinya ให้หยิบยกไพ่ Mona Lisa Tarot มาเป็นตัวอย่าง ทำให้เราเห็นได้ว่า ไพ่ชุดนี้ก็เป็นอีกชุดหนึ่งที่ยึดสภาวะของทาโรต์เหมือนกับชุด Rider-Waite เพียงแต่เขาไม่เดินตามวิธีของเวทเท่านั้นเอง ถ้าคนเข้าใจแล้วก็จะไม่งง เหมือนที่คุณ Varinya เข้าใจไพ่ชุดนี้น่ะครับ ถูกแล้ว

สิ่งที่เราจะได้จากไพ่อย่างโมนา ลิซ่า ทาโรต์ ก็คือรายละเอียดแปลกใหม่ ไม่จำเจ เหมาะกับคนอ่านไพ่ตามรูปภาพ ซึ่งมักจะมองหาไพ่ชุดใหม่ๆ เพื่ออาศัยภาพผูกเป็นเรื่องราวและทำนายให้ลูกค้า ทาโรต์รีดเดอร์เพียงเดินไปตามอารมณ์นั้นๆ ก็น่าจะพอแล้ว ขอให้ฝึกจับอารมณ์เก่งๆ แล้วถ่ายทอดเป็นคำพูดให้ได้ เราไม่จำเป็นต้องตีความมากเกินขอบเขต เพราะว่าเขาได้จับประเด็นสำคัญของไพ่แต่ละใบเอาไว้แล้ว ไม่ได้อัดแน่นด้วยสัญลักษณ์ให้เราตีความได้กว้างขวางเหมือนไพ่เวท

empress_emperor

ดูอย่าง The Empress และ The Emperor ของชุดนี้สิครับ จะเห็นเลยว่า ใครๆก็เป็นเอ็มเพรสหรือเอ็มเพอเรอร์ได้ทั้งนั้น ไม่จำกัดว่าจะต้องเอาผู้ครองบัลลังก์มานั่งให้เราดู และไม่จำเป็นว่าผู้นั้นจะต้องร่ำรวยเงินทอง หรือสูงส่งด้วยยศศักดิ์ เพราะแท้จริงเอ็มเพรสหรือเอ็มเพอเรอร์มีอยู่ในตัวเราทุกคน แล้วแต่ว่าจะปรากฏขึ้นในสถานการณ์ไหน

เอ็มเพรสใบนี้ เด็กขโมยผลไม้ถูกแม่ค้าจับได้ โมนา ลิซ่า ซึ่งมี “ดิ เอ็มเพรส” อยู่ในจิตใจ พยายามจะจ่ายเงินชดเชยเพื่อช่วยเหลือเด็ก…

ส่วนเอ็มเพอเรอร์ เราเห็นชายสามัญชนนั่งกลัดกลุ้ม รู้สึกได้ถึงสำนึกความรับผิดชอบ ณ ขณะนี้ “ดิ เอ็มเพอเรอร์” เกิดขึ้นในใจเขาแล้ว ถ้ามองว่าชายคนนี้เป็นหัวหน้าครอบครัว ก็จะเข้าใจอะไรๆได้ง่ายขึ้น เหมือนที่คุณ Varinya รู้ซึ้งถึงหัวอกคนเป็นพ่อนั่นแหละครับ เอ็มเพอเรอร์มักจะเครียดเพื่อเอ็มเพรสที่เขารัก และอาณาจักรของเขาเสมอ (มองเห็นความรักจากกุหลาบในแจกันมั้ยครับ)

วันนี้คงมีเนื้อหาสาระไม่มาก เพิ่งกลับมาจากจังหวัดน่านครับ ขอเขียนเรื่องส่วนตัวปนๆไปด้วยแล้วกัน :-)

a1

ผมเองอายุจะถึงหลักสี่ในปีหน้าแล้ว แต่ยังรู้สึกเหมือนเป็นเด็กเสมอเวลาที่อยู่กับพ่อ…

น่านเป็นจังหวัดเดียวทางภาคเหนือที่พ่อยังไม่เคยไปและอยากไปมานาน วินาทีสุดท้ายที่รู้ว่าผมจะไปน่านกับน้องปลา และเพื่อนติดธุระ ไปด้วยไม่ได้ พ่อก็เลยไปด้วยแทน เลยมีโอกาสได้พาพ่อขึ้นเขาลงห้วยตะลุยน่าน

เราเริ่มต้นที่พระธาตุแช่แห้งของเมืองน่าน และจบที่พระธาตุช่อแฮของเมืองแพร่ ตลอดสองสามวันก็ตระเวนไปตามเขาตามดอย ตามอุทยานแห่งชาติ ทั้งที่เปิดรับนักท่องเที่ยว และที่ยังไม่สะดวกจะให้บริการ ถ้าคุณถามหาทริปทัวร์ หรือความสะดวกสบายก็อาจจะรู้สึกว่าเทียบกับเมืองอื่นๆไม่ได้ แต่ถ้าต้องการแค่สัมผัสธรรมชาติคุณจะชอบที่นี่มากเหมือนผม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางครั้งนี้ มีพ่อไปด้วยแล้วรู้สึกอุ่นใจ เพราะพ่อเป็นช่างเก่า เก่งเรื่องเครื่องยนต์ รถเสียก็สามารถเอาตัวรอดได้ และยิ่งขับรถไปเที่ยวด้วยกันทำให้รู้ว่า ถ้าพ่อไม่เหนื่อยต้องขับรถเอง คือมีผมเป็นคนขับ พ่ออยากจะไปดูโน่นนี่ อยากผจญภัยมากกว่าผมเสียอีก เวลาเห็นป้ายบอกทาง เราตัดสินใจว่าจะไปดูกันดีหรือไม่ พ่อมักบอกว่าไปดูกัน ขับไปเรื่อยๆ เรามีเวลาเหลือเฟือไม่ใช่เหรอ

การไปแต่ละที่นั้นต้องขับข้ามอำเภอ แม้ระยะกิโลเมตรไม่เท่าไหร่ แต่บางจุดต้องลัดเลาะตามเขาทำให้ใช้เวลานาน แต่ทิวทัศน์ก็สวยงาม สำหรับข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเมืองน่าน เชื่อว่าคุณคงค้นหากันไม่ยาก ผมขอลงแต่รูปไม่ลงรายละเอียดนะครับ

a2

 นางแบบประจำทริป ^^

 a3

a4

มุมเดียวกับโบชัวร์

a5

ดั้นด้นไปกินปลาสดๆที่สุดปลายเขื่อนโน้นนน…

a6

a7

a8

a9

b1

b2

b3

b4

b5

b6

b7

b8

b9

c1

c2

c3

c4

ยังไงก็ไม่ยอมพลาดการตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อดื่มด่ำกับทะเลหมอกครับ

c5

c6

งานนี้มีเสี่ยงตายปีนป่ายขึ้นยอดผา

c7

c8

น้องปลาก็ช่างซ้นซน ผมล่ะก็เสี้ยวเสียว…

c9

อยู่บนยอดผาแล้วเหมือนนั่งเครื่องบิน

d1

ท่า(โดน)บังคับ

d2

ขากลับแล้ว

d3

ทุกที่ที่ทำบุญผมจะตั้งใจตีระฆังมาก พ่อเลยพยากรณ์ว่าชาติหน้าผมคงเกิดเป็นนักร้อง ซะงั้น

d4

จบทริปแล้วครับ :-)

ป.ล. ก่อนไปน่านผมได้หยิบไพ่ตรวจดวงชะตา เอาไว้ตอนหน้าจะพูดคุยเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ

เผยแพร่ใน: on ตุลาคม 26, 2009 at 4:45 pm ความเห็น (4)

เข้าจิต เข้าใจ

เชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้สนใจในเรื่อง “จิต” แม้แต่ละคนอาจให้คำนิยามเกี่ยวกับจิตแตกต่างกันไป แต่ก็คงติดตามการเยียวยาจิตที่ผมนำเสนอเป็นตอนๆอยู่

บางคนชอบมองจิตตัวเอง (เช่นเดียวกับผม) บางครั้งก็มองมันเฉยๆ มองจิตว่ากำลังรับรู้อารมณ์อะไร แต่ละขณะ แต่ละขณะ

แต่บ่อยครั้งที่มองๆไปแล้วก็เกิดสงสัย ก็เลยตั้งข้อสังเกต แล้วติดตามข้อสงสัยนั้นไป ทดลองมันไป

สนุกดีนะครับ ไม่ต้องยึดถือทฤษฎีอะไรมาก ไม่ต้องคาดหวังผลอะไร จิตก็มีอยู่ เวลาสำหรับดูจิตก็มีอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

บางทีคุณอาจพบอะไรแปลกๆ หรือพบสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคุณก็ได้

เช่น บางครั้งก็สงสัยว่าทำไมเมื่อตะกี๊โกรธแรงกว่าตอนนี้ ทั้งที่ตอนนี้เหตุที่มากระทบมันน่าจะโกรธมากกว่า

ทำไมคนที่เราไม่ชอบ (โดยที่เขาไม่รู้ตัว) พอเห็นหน้าเขา หรือพูดคุยกับเขามันจะมีอารมณ์ประมาณหนึ่ง แต่พอไม่ได้เห็นหน้าเขา คือตอนที่เราอยู่ของเรา แต่คิดถึงเขาขึ้นมา ทำไมอารมณ์ไม่ชอบมันกลับแรงกว่าล่ะ มันมโนภาพเขาเป็นยังงั้นยังงี้ เป็นภาพลบ พอได้เห็นหน้าเขาจริงๆ เห็นภาพจริง เรากลับระงับอารมณ์เหล่านั้นไว้ ให้เจือจางลง (รอให้แยกกันไปก่อน ว่างๆจะนึกไม่ชอบอย่างแรงอีก)

อันนี้ล่ะ ฤทธิ์จินตนาการแท้ๆเชียว

ที่พูดเรื่องนี้ก็พยายามจะโยงเข้าการทำสมาธิกับไพ่ทาโรต์น่ะครับ :-)

ข้อดีของการจ้องมองไพ่ด้วยจิตอันเป็นสมาธิ อย่างหนึ่งก็คือทำให้เราเข้าใจสภาวะนั้นได้ตรงตามไพ่ หรือตรงตามจิตคนหยิบไพ่ ซึ่งก็เหมือนอะไรก็ตาม ถ้าเรามองสิ่งนั้นด้วยใจว่าง ไม่มีอคติ มองด้วยความเข้าใจตามที่เห็นว่า “สิ่งนั้นก็คือสิ่งนั้น” “อารมณ์นั้นก็คืออารมณ์นั้น” เพียงเท่านี้ เราก็จะรู้เห็นได้ตรงความเป็นจริงที่สุด ซึ่งแตกต่างกับการไม่ได้มอง แต่แอบไปนึกถึงเป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่เกริ่นข้างต้น

เท่านั้นไม่พอ แม้รู้เห็นตามจริงแล้วเกิดตระหนักว่า “สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เอาเสียเลย” เราก็ยังสามารถวางใจเป็นกลางๆกับมันได้ นี่แหละข้อดีอีกอย่างหนึ่ง (ซึ่งผมเห็นว่าสำคัญกว่า)

ยกตัวอย่างเราเห็นไพ่แทนใครคนหนึ่งเป็น The Devil เราไม่ชอบนิสัยของคนคนนี้ และมันก็ช่างแม่นเหลือเกินที่เขาได้ไพ่ เดวิล ปีศาจเจ้าเล่ห์

แต่แทนที่เราจะจินตนาการถึงคนคนนี้ในแง่ลบเป็นเรื่องเป็นราว ปีแล้วปีเล่า เรามีโอกาสได้หยิบไพ่เดวิล มาพิจารณาด้วยจิตอันเป็นสมาธิ เมื่อเดวิลอยู่ตรงหน้า เราได้เห็นอะไรในนั้นมากมาย แน่ละ เราไม่จำเป็นต้องเห็นความประเสริฐในเดวิล หรือเปลี่ยนใจเป็นสาวกเดวิลไปซะเลย แต่เราจะเห็นเดวิลอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่เห็นแต่เดวิลในใจเราเอง…

เรียกว่าขนาดเดวิล เรายังเข้าใจเขาได้ ไพ่ใบอื่นๆก็คงไม่ยากเย็นอะไร แค่เข้าใจความเป็นตัวตนของเขา เข้าใจหลักคิดมุมมองของเขา และยิ่งถ้าสามารถเข้าใจตัวเราเองได้ด้วย ก็จะเข้าใจจุดที่ขัดแย้งกันได้ จะมองเห็นอย่างใจที่เป็นธรรมว่า เมื่อเขาเป็นแบบเขา และเราเป็นแบบเรา หากต้องมาเกี่ยวพันกัน บางโอกาสมันก็ขัดแย้งกันได้

เหมือนผมเอง แต่ก่อนไม่ค่อยถูกชะตากับคนอย่าง The Emperor เท่าไรนัก…

emperor1

อันที่จริงสภาวะของดิเอ็มเพอเรอร์ มีอยู่ในตัวเราทุกคนมากบ้างน้อยบ้าง เพียงแต่ก่อนนี้ผมมีเอ็มเพอเรอร์ในตัวน้อย ชีวิตไร้กฎระเบียบ ไม่ทะเยอทะยาน ไม่วางตัวเองอยู่ในจุดสำคัญ และไม่ชอบเจ้ากี้เจ้าการคนอื่น (ที่ว่านี้เป็นความหมายบางส่วนและบางแง่มุมของเอ็มเพอเรอร์เท่านั้น) ดังนั้นพอต้องไปเจอคนอย่างเอ็มเพอเรอร์ ผมรู้สึกเหมือนถูกกดดัน อึดอัด ไม่เป็นตัวของตัวเอง และไม่ชอบคนที่แสดงออกแบบนั้น คนที่ผมเจอก็ไล่เรียงไปตั้งแต่ พ่อของผมเอง คนในระดับหัวหน้า เพื่อนบางคน และใครก็ตามแม้ไม่ได้เกี่ยวพันกัน แต่โอกาสไหนต้องไปเจอก็จะรู้สึกคล้ายๆกัน

ผมสังเกตได้ว่า สมัยก่อนเมื่อไหร่ส่องดูตัวเองไม่ค่อยจะหยิบได้เอ็มเพอเรอร์ แต่ถ้าเป็นการขอคำแนะนำให้ตัวเอง จะได้เอ็มเพอเรอร์ขึ้นมาบ่อยๆ (คงแปลกันออกนะครับ)

ช่วงเรียนทาโรต์ถึงไพ่หมายเลข 4 อาจารย์ถาวรได้ให้คีย์เวิรด์ของไพ่มาว่า “I realize ฉันตระหนักดีว่า”

ผมย้อนไปดูรูปภาพ The Emperor ของชุดต่างๆ บวกกับไพ่เบอร์ 4 แต่ละใบ อืม… มันน่างงอยู่นะ

ทำไมเหรอ? เขาตระหนักอะไร? หรือฉันตระหนักอะไร?

ในความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าไพ่ทุกใบเราดูวันเดียวก็เข้าใจได้กระจ่างทันที หลายใบผมต้องดูบ่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ ไพ่เอ็มเพอเรอร์ก็เช่นกัน เมื่ออ่านสิ่งที่อาจารย์เขียน อาจพูดได้ว่า ผมเข้าใจในภาษา แต่ยังไม่ได้สัมผัสสภาวะ ก็พยายามมันไป เวลาผ่านไปก็ค่อยๆเข้าใจ พร้อมกับความรู้สึกต่อต้านค่อยๆจางลงไปด้วย

เมื่อเข้าใจแล้วว่าเอ็มเพอเรอร์ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อตัวเอง และต่ออาณาจักรของตัวเองอย่างไร เราก็ไม่รู้สึกขัดเคืองอะไรกับเขาอีก…

วันนี้ค้นอีเมลเก่าเก็บ นำสิ่งที่อาจารย์เคยชี้แนะมาให้อ่านกันครับ นอกจากจะทำให้คุณเข้าใจเอ็มเพอเรอร์ได้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นแนวทางที่จะเข้าใจไพ่เอ็มเพอเรอร์ชุด Roots of Asia Tarot ของอาจารย์ถาวร ฝีมือการวาดของ อ.อำนาจ กลั่นประชา (ปัจจุบัน : พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส ณ พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์) ได้ง่ายขึ้นด้วย

emperor2 

“ถ้าดิเอ็มเพรสเป็นไพ่ที่พูดถึงพลังงานที่นุ่มนวลของฝ่ายหญิง เป็นตัวแทนของความเป็นแม่ ดิเอ็มเพอเรอร์ก็คือพลังงานของฝ่ายชาย เป็นตัวแทนของความเป็นพ่อ พูดแบบนี้ก็อาจจะเห็นภาพ แต่ว่ามันเป็นภาพที่เกิดจากการนำความหมายของคำจำกัดความไปตีเป็นภาพแบบสรุปด่วนๆในใจเรา มันไม่พอครับ

ดังนั้นเราจึงต้องจำลองความรู้สึกร่วมจากการมองคนจริงๆ แล้วนำความรู้สึกนั้นมาปรับให้เข้าไปเป็นทิศทางเดียวกับไพ่ดิเอ็มเพอเรอร์ เราจะเห็นว่าความรับผิดชอบ อำนาจ และการใช้เหตุผลนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้จากภาพ ถ้าเรามองคนที่เป็นมหาราชาไม่ว่าจะเป็นใคร แต่ตรงนั้นเป็นภาพลักษณ์ที่เรามองแบบวิเคราะห์เข้าไปในตำแหน่งหน้าที่ หรือสมมุติที่คนที่เป็นผู้ถักทอขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีมอบให้สมมุติเทพ เราอาจจะไม่ได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ภาพลักษณ์นั้นจริงๆก็ได้ ความเห็นอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการมองเห็นแต่เพียงด้านเดียว

อำนาจที่เหนือกว่าจากภายนอกนี้ก็มีส่วนกำหนดพฤติกรรมในการดำรงชีวิตอยู่ของเราในฐานะมนุษย์ที่อยู่รวมในสังคม พลังแห่งความเป็นชายให้ชีวิต ให้กฎระเบียบแบบแผนในการดำเนินชีวิตตามครรลองของมัน มีการพยายามควบคุมให้เหตุต่างๆไหลไปรวมอยู่ในผลที่ตั้งใจไว้เดียวกันคือความเป็นหนึ่งเดียว เพื่อง่ายต่อการบริหารและปกครอง ในขณะเดียวกันอำนาจที่มีอยู่ก็พร้อมที่จะปกป้องสรรพสิ่งภายใต้อาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นให้สงบร่มเย็นและปลอดภัย เสมือนภูเขาใหญ่ที่ให้ที่พักพิงกับสรรพสัตว์และต้นไม้และเป็นแหล่งน้ำที่ก่อให้เกิดกระแสธารแห่งชีวิตนำพาเอาความเจริญและร่มเย็นไปในทุกที่ที่มันไหลผ่านไป

ตรงนี้ที่พูดเป็นการมองไพ่เอ็มเพอเรอร์ในแบบมุมกว้าง คราวนี้เราลองมามองหาคุณสมบัติของเอ็มเพอเรอร์ในตัวของเรา เล็กลงมาอีกนิดนึง แล้วเขียนมาเล่าให้ผมฟังครับ ว่าคุณเห็นและรู้สึกอย่างไรบ้างกับเอ็มเพอเรอร์ที่อยู่ในตัวคุณ”……

เผยแพร่ใน: on ตุลาคม 17, 2009 at 3:09 pm ความเห็น (6)

พิบัติภายใน

ดูเหมือนพายุจะถล่ม น้ำจะท่วมทะลักบ้านเรือนยังไง ก็ไม่สามารถหยุดยั้ง “แผ่นดินไหว” ได้เลย โชคไม่ดีครับ ช่วงนี้ดาวเสาร์ย้ายราศีพอดี ยังไงแผ่นดินก็ต้องสะเทือนตามธรรมเนียม
 
อย่างที่ผมเคยบอกไว้เมื่อ 2 ปีก่อนน่ะครับ (คลิกดู พระเสาร์แทรก)

แม้แผ่นดินไหวทุกครั้งอาจไม่เกี่ยวกับดาวเสาร์ แต่ทุกครั้งที่ดาวเสาร์ย้ายราศีจะต้องเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่…

สำหรับหนนี้ ดาวเสาร์ย้ายจากราศีสิงห์ เข้าสู่ราศีกันย์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 เวลา 14.33 น. ขอให้ดูตามปฏิทินของ อ.ทองเจือ อ่างแก้ว ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมากเลย เพราะวันเดียวกันนี้เอง ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 ริกเตอร์ บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ตรงกับเวลาบ้านเรา 17.16 น. มีผู้เสียชีวิตหลักพันคน ส่วนอีกแห่งคือแผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งหมู่เกาะซามัว แถบมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เวลา 00.48 น. ทำให้เกิดสึนามิถล่มชายฝั่ง มีผู้เสียชีวิตหลักร้อย ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมอาฟเตอร์ช็อค และความสูญเสียที่ตามมาอีกหลายระลอก และก็ไม่ได้นับโคลนภูเขาถล่มเมืองเมสซินา บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ซึ่งเกิดขึ้นตอนกลางคืนของวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น (อิตาลีเวลาช้ากว่าไทยประมาณ 7 ชั่วโมง) ที่ไม่นับโคลนถล่มเพราะแม้เป็นธาตุดินเหมือนกัน แต่โคลนนั้นถล่มเพราะฝนตกหนัก ผมขี้เกียจรวมไว้เป็นสถิติ อยากยืนยันเฉพาะเรื่องแผ่นดินไหวเท่านั้น
 
อืม… ไม่แน่ใจว่า เหตุการณ์ทำนองนี้จะเข้ากันได้กับไพ่ The Tower ที่ผมกำลังจะพูดรึเปล่านะครับ

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น เราจะเทียบกับไพ่ทาโรต์ใบไหนดี ผมพิจารณาไพ่แต่ละใบมานานปี ถ้าว่ากันตามรูปภาพ ยังมองไม่เห็นว่าภาพไหนจะเหมาะเท่ากับภาพตึกพังของ The Tower  

แต่ผมก็ไม่ฟันธงว่า ไพ่ใบนี้จะสื่อถึงภัยธรรมชาติเสมอไป จริงแล้วตึกพังสื่อโดยตรงกับจิตใจมนุษย์ ไม่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ

เพราะแม้คุณจะนอนอยู่บ้านเป็นปกติ ไม่โดนพายุ ไม่ถูกน้ำท่วม ไม่เจอแผ่นดินไหว แต่ก็รับประกันไม่ได้อยู่ดีว่าภายในใจคุณจะไม่อยู่ในสภาพ “ตึกพัง”

ผมเองก็เคยตึกพังมาแล้วหลายครั้ง…

TheTower

ไพ่ตึกพังดูเผินๆเหมือนง่าย เพราะภาพมันออกจะชัด ปราสาทสูงเสียดฟ้าโดนอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงตรงปลายยอดพอดี มันเป็นไพ่ที่ไม่ดีเอาเสียเลย ถ้าคุณหวังอะไรอยู่แล้วเห็นมันปรากฏ ถึงไม่ได้เรียนไพ่มาคุณก็บอกตัวเองได้ว่าจะสมหวังหรือไม่ แต่ถ้าคุณได้ใช้งานมันไปเรื่อยๆ กลับจะพบว่ามันดูไม่ง่ายอย่างที่คิด จากประสบการณ์ของผม The Tower มีหลายมิติมาก ให้คำจำกัดความไม่ได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม ผมบอกได้ว่าไพ่ตึกพังนั้น กำลังพูดถึงตัวเราเองมากกว่าเรื่องของใครทั้งนั้น ถ้าเราหยิบได้มันขึ้นมา (ที่ไม่ใช่ตำแหน่งบุคคลอื่นโดยเฉพาะ) จงเร่งสำรวจตัวเองเป็นอันดับแรก

The Tower มักเกิดตอนที่เรายึดถืออะไรอย่างแน่นหนา จนกระทั่งได้เกิดเหตุมากระทบกับสิ่งที่เรายึดถือนั้น

เหมือนเราพอกพูน “อัตตา” เอาไว้มากมาย อยู่มาวันหนึ่งมีใครมากระแทกอัตตาของเรา…. ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

เหมือนเราศรัทธาลัทธิความเชื่อบางอย่างจนฝังหัว อยู่มาวันหนึ่งมีใครเอาเหตุผลมาหักล้างความเชื่อของเรา… ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

เหมือนเรารักใคร่เหนียวแน่นกับคนผู้หนึ่ง และเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ หรือความดีงามของเขา อยู่มาวันหนึ่งกลับพบว่าเขาไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเลย… ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

เหมือนเราเชื่อว่าจุดที่เราอยู่นั้นมีความมั่นคง ไม่ผันผวนง่ายๆ อยู่มาวันหนึ่งมันกลับล่มสลายในแบบที่เราคาดไม่ถึง… ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

เหมือนเราเคยชินหรือพอใจอยู่กับ “อุปนิสัย” บางอย่างมายาวนาน อยู่มาวันหนึ่งมีเหตุบังคับให้เราต้องเลิกอุปนิสัยนั้น… ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

เหมือนเราหลบซ่อนอยู่ในที่กำบังมานมนาน อยู่มาวันหนึ่งมีใครมาทลายที่หลบซ่อนอันนั้น… ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น? 

ฯลฯ

ที่ผมต้องลงท้ายทุกครั้งด้วยคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้น?” ก็เพราะว่าแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันไป เมื่อมีอะไรมากระแทกสิ่งที่เรายึดเหนี่ยว บางคนโกรธมาก บางคนเสียใจมาก บางคนท้อแท้สิ้นหวังมาก บางคนหวาดกลัวมาก จะอะไรก็แล้วแต่ นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับเหตุการณ์ต่อจากนั้นหล่ะ เมื่อตึกพังไปแล้วคุณจะสร้างตึกอันใหม่ขึ้นมาหรือไม่? คนส่วนใหญ่มักจะทำแบบนั้นแหละครับ และคุณอาจต้องตึกพังหลายๆครั้ง กว่าจะพบสัจธรรม…

สำหรับผมเองเคยใช้ไพ่ The Tower ทำนายในหลายลักษณะ ซึ่งก็แม่นยำดีครับ

เคยทายสาวใจแตก ว่าเธอเกิดมาในครอบครัวแตกแยก เพราะตึกมันพังเหมือนครอบครัวพัง

เคยทายสาวใหญ่ว่าเธอแอบคบชายอื่น เพราะผมมองเป็นรูปราชินี กับอัศวิน กระเด็นตกจากตึก ผมบอกได้เลยว่า เธอกลัวบาปเอามากๆ เพราะฟ้าพิโรธขนาดนั้น เธอยอมรับว่าจริง

เคยทายพนักงานบริษัทว่า เขาอาจถูกเลิกจ้าง บริษัทของเขากำลังไปไม่รอด เพราะเห็นส่วนยอดของปราสาทแตกกระจายอย่างนั้น ก็บ่งบอกถึงสถานะของบริษัทได้อยู่แล้ว

ผมใช้ไพ่ดูคนอื่นเรื่อยมา แม้แต่ตัวเองเมื่อไหร่หยิบได้ตึกพัง ผมต้องรีบไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ กลัวตัวเองจะมีภัย

บ่อยครั้งผมโกรธมาก มีคนมากระแทก “ปม” บางอย่างของผม อาจจะเรียกว่าอัตตาก็ได้ ผมหัวเสียกับคนคนนั้น ผมเลยมาหยิบไพ่ ปรากฏว่าหลายครั้งผมได้ The Tower ผมแอบดีใจ ผมชอบคิดว่าไพ่ตึกพังหมายถึงคนผู้นั้นจะพังพาบไปเอง เขามาทำร้ายผมก่อน เขาจะต้องแพ้ภัยไปเอง เขาจะต้องได้รับผลกรรม ฟ้าจะต้องลงโทษเขา (ผมสะใจ)

ผมไม่รู้เลยว่า ทุกวี่วันก้อนอิฐหนาเตอะค่อยๆก่อเรียงก้อนแล้วก้อนเล่า จนกลายเป็นตึกสูงเสียดฟ้า…

ผมอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ความโกรธทำลายสุขภาพของผมเองทีละน้อย จากวัยรุ่นที่เคยรับมือกับอาการวูบวาบได้ง่าย แต่มาช่วงหลังโกรธนิดเดียวก็ชักมึนๆ ความดันเริ่มไม่ปกติเหมือนก่อน

กระทั่งวันหนึ่ง มีคนมากระแทก “ปม” เดิมของผมอีกแล้ว ผมโกรธมาก คราวนี้อาการวูบวาบหนักเหมือนจะแย่ มือไม้สั่น ผมเลยไปหยิบไพ่ดูอีก แต่โชคดีครั้งนี้ผมได้รู้จักกับ Osho Zen Tarot ไพ่ตึกพังของชุดนี้เป็นไพ่ Thunderbolt ซึ่งผมเห็นภาพแล้วสะอึก…

Thunderbolt

ตายล่ะหว่า! ส่องดูแต่คนอื่น ไม่เคยดูตัวเองเลย กว่าจะรู้ตัวว่า “ตึกพัง” คืออะไรก็ธาตุไฟเข้าแทรกซะแล้วเรา…

 

เผยแพร่ใน: on ตุลาคม 4, 2009 at 3:59 am ความเห็น (9)

เก้ากระบี่เดียวดาย

ยังอยู่ในซีรี่ส์ “ดาบ 9 เล่ม” นะครับ

ยืมชื่อ “เก้ากระบี่เดียวดาย” มาจั่วหัว อันที่จริงไม่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาของมารกระบี่แสวงพ่าย ต๊กโกวคิ้วป้าย ที่ถ่ายทอดกันตั้งแต่มังกรหยกไปจนถึงกระบี่เย้ยยุทธจักร และยิ่งไม่เกี่ยวกับนิยายกำลังภายในของกิมย้งแต่ประการใดครับ พอดีชื่อมันไปพ้องกับดาบ 9 เล่มเฉยๆ :-)  

คุณ washiravit หยิบยกไพ่ 9 ดาบของชุด Vertigo Tarot ที่ใช้ทำนายเรื่องสุขภาพให้ลูกค้าสองคน ในรูปเห็นเป็นดาบ 9 เล่ม แยงไปที่ดวงตา ก็เลยทายว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสายตา แต่ปรากฏว่าลูกค้าทั้งสองคนปฏิเสธว่าไม่มี คุณ washiravit ก็เลยสงสัยว่า ทายไปตามรูปภาพแล้วทำไมยังไม่ถูกอีก

Swords09_2

ตรงนี้ผมคงสรุปเหตุการณ์ของคุณ washiravit ไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะไม่ทราบอารมณ์ ณ ขณะนั้นว่าถ้าเป็นตัวผมเอง เห็นไพ่ใบนี้ผมจะทายว่ามีปัญหาเกี่ยวกับดวงตารึเปล่า บางทีผมเห็นดาบจะทิ่มแทงลูกกะตา ก็อาจจะทายเหมือนคุณ washiravit ก็ได้นะครับ สิ่งที่ผมทำได้คงเพียงตั้งข้อสังเกตเป็นข้อๆ และหวังว่าพอจะมีประโยชน์กับคุณ washiravit และคนอื่นๆบ้าง

ข้อแรก ขอสรุปง่ายๆเอาไว้ก่อน คือ หากเรายังฝึกฝนไม่ดีพอ ไพ่ก็ยังรับใช้เราได้ไม่ดีพอเหมือนกัน อาจเป็นว่าเรากับไพ่ยังสื่อสารกันได้ไม่เต็มที่ครับ ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่ชำนาญแล้ว เวลาเขาทำงานกับไพ่ หน้าไพ่มันออกมาตรงมาก รูปภาพกับเรื่องราวมันเข้ากันจนแทบจะไม่ต้องตีความอะไรเลย

ข้อสอง ในขณะที่เราพยายามทำลายกรอบความหมายไพ่ เรากลับตีกรอบขึ้นมาใหม่โดยไม่รู้ตัว ทำให้เป้าหมายการใช้ไพ่ของเราเกิดความไม่ชัดเจน จริงแล้วเราสามารถกำหนดกรอบได้นะครับ แต่กรอบก็คือข้อจำกัด เราต้องมั่นใจว่ากรอบอันนั้นมีประโยชน์และตอบสนองการทำงานของเราได้เพียงพอ เริ่มงงรึยังเอ่ย…

กรอบของคุณ washiravit คือพยายามมองหาอวัยวะในร่างกายจากรูปภาพ คุณกำหนดกรอบโดยไม่รู้ตัวว่า อวัยวะใดที่ปรากฏก็หมายถึงปัญหาสุขภาพในด้านนั้นๆ แต่ทีนี้มันเป็นเพียงข้อกำหนดอย่างอ่อนๆ ไม่ชัดเจน แถมยังเป็นกรอบที่ทำงานได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากว่าไพ่ 78 ใบ มีภาพชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และยิ่งบอกถึงเรื่องราวของโรคภัยได้ไม่ครอบคลุม ดังนั้นเมื่อไพ่ทำงานให้คุณ มันจะพยายามหาภาพที่สื่อถึงคำตอบมากที่สุด แต่ก็อาจจะยังห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่ดี เช่นถ้า “ไตข้างซ้าย” ของเขาทำงานหนักเกินไป มันจะต้องสื่อด้วยไพ่ใบไหนดีล่ะครับ อาจเป็น 9 ดาบใบนี้ก็ได้ใครจะรู้ (อันนี้สมมุติ)

ข้อสาม การเข้าใจ “สภาวะ” ของไพ่จะช่วยได้มากครับ แม้เรายังค้นไม่พบปัญหาความเจ็บป่วยจริงๆ แต่ไพ่ก็มักสื่อสภาวะทางอารมณ์ของคนๆนั้นอยู่เสมอ เช่นไพ่ 9 ดาบใบนี้ อาจไม่ได้เจาะจงว่าเขาเป็นโรคอะไร จริงแล้วถ้าให้ผมทาย ผมก็คงเริ่มต้นที่ว่า เขากังวลได้หลายเรื่อง เพราะมีดาบหลายเล่มพุ่งเข้ามาในจุดโฟกัสของเขา แต่ดาบเล่มไหนน่ากังวลที่สุดมันคงมองลำบาก เพราะภาพมันเบลอ คุณลองเอาปากกาสัก 9 แท่งมาจ่อใกล้ดวงตา มันจะมองเห็นไม่ชัด แต่มันน่ากลัว นั่นคือประเด็น เขาอาจมีเหตุหลายๆอย่างทำให้กังวล เดี๋ยวนี้โรคภัยมันใกล้ตัวเรามากเหลือเกิน แต่ละโรคก็ร้ายแรงทั้งนั้น เราอาจเกิดความกลัวขึ้นมาได้ แม้จะเป็นความกลัวเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้มันสะสมจนกลายเป็นความเครียด ถ้ากลัวจะมีปัญหาตรงไหนก็แนะนำให้ไปตรวจให้รู้แน่ชัด ไพ่ใบนี้ไม่น่าห่วงอย่างที่เราคิด แต่ก็ไม่ควรละเลยมันไปเลยจนกลายเป็นปัญหาจริงๆขึ้นมา

ข้อสี่ ขอแนะนำคร่าวๆตรงนี้ก่อนว่า การใช้ไพ่ไม่ควรพะวงกับหลักการต่างๆมากเกินไป ควรปล่อยใจให้ว่าง คอยรับฟังญาณหยั่งรู้ของตัวเอง ไม่มีข้อจำกัดตายตัว บางครั้งภาพอวัยวะในร่างกายมันบอกถึงโรคภัยได้จริงๆ เราเห็นปุ๊บก็พูดออกไปได้ตรง แต่เราไม่ควรเอา “ความหมาย” อันนั้นฝังลงในไพ่แล้วหวังว่าจะทายถูกเหมือนเดิมกับลูกค้ารายต่อไป ปล่อยให้การแปลไพ่เป็นไปโดยธรรมชาติครับ เพราะบางครั้งเราอาจไม่รู้สึกว่าอยากจะทายอะไรแบบนั้น เช่น ครั้งหน้าอาจไปสะดุดกับดาบหลายเล่มที่จ่อเข้ามา เราเกิดสงสัยว่า ทำไมเป็นหลายโรคจัง เขาเป็นโรคมากขนาดนั้นเชียวหรือ หรือเขากังวลไปเอง อย่างนี้เป็นต้นครับ เรียกว่า เมื่อไม่พะวงกับความหมาย ความหมายก็มีให้เห็นได้มากมาย…

เอ… หรือบางทีอาจต้องยืมเคล็ดวิชาของ ต๊กโกวคิ้วป้าย “ไร้กระบี่จึงเหนือกว่ามีกระบี่” :-)

เผยแพร่ใน: on กันยายน 29, 2009 at 6:52 pm ความเห็น (6)